สงครามอิหร่านที่ดำเนินมาต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นำไปสู่วิกฤตพลังงานครั้งใหม่ ราคาน้ำมันดิบโลกอย่างน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบ 4 ปี
ประเด็นสำคัญ
จากรายงาน Commodity Markets Outlook ฉบับล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่าราคาพลังงานจะพุ่งขึ้นเฉลี่ย 24% ในปีนี้ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022
ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 16% โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติและปุ๋ยที่มีอาจจะต้องใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าที่ราคาจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกันกับช่วงก่อนเกิดสงคราม
ภาวะช็อกครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการสร้างงานและการพัฒนา การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรองรับการค้าการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลประมาณ 35% ของโลก ได้จุดชนวนให้เกิดภาวะอุปทานน้ำมันชะงักงันครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์
โดยอุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลงในเบื้องต้นประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าจะชะลอตัวลงจากจุดสูงสุดเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในช่วงกลางเดือนเมษายนยังคงสูงกว่าช่วงต้นปีมากกว่า 50% ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ถูกคาดการณ์ว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2025
การคาดการณ์เหล่านี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าการหยุดชะงักที่รุนแรงที่สุดจะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะค่อยๆ กลับสู่ระดับก่อนสงครามภายในปลายปี 2026
แต่หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น หรือการหยุดชะงักของอุปทานจากสงครามกินเวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจเฉลี่ยสูงถึง 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 บนสมมติฐานที่โรงก๊าซและน้ำมันที่สำคัญได้รับความเสียหายมากขึ้นและปริมาณการส่งออกฟื้นตัวช้า ซึ่งจะส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อราคาปุ๋ยและแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ ภายใต้สมมติฐานนี้ อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอาจพุ่งสูงถึง 5.8% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่มีเพียงแค่ในปี 2022 เท่านั้นที่เคยสูงกว่านี้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
“สงครามกำลังซัดกระหน่ำเศรษฐกิจโลกเป็นระลอกสะสม เริ่มจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ตามด้วยราคาอาหารที่แพงขึ้น และท้ายที่สุดคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและทำให้หนี้มีราคาแพงยิ่งขึ้น” Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และรองประธานอาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนาของกลุ่มธนาคารโลกกล่าว
Gill กล่าวต่อว่า “กลุ่มคนที่ยากจนที่สุด ซึ่งใช้จ่ายรายได้ในสัดส่วนสูงสุดไปกับอาหารและเชื้อเพลิง จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เช่นเดียวกับประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่กำลังดิ้นรนภายใต้ภาระหนี้สินที่หนักหน่วงอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจริงที่โหดร้ายว่า สงครามคือสิ่งที่สวนทางกับการพัฒนา”
ทุกๆ 1% ของการผลิตน้ำมันที่ลดลง ทำให้ราคาพุ่งขึ้น 11.5%
จากการศึกษาวิกฤตน้ำมันตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญ 9 ครั้ง ได้แก่
- สิงหาคม 1990: อิรักบุกคูเวต
- มกราคม 1991: จุดเริ่มต้นสงครามอ่าว (Gulf War)
- กันยายน 2001: การโจมตีผู้ก่อการร้ายในสหรัฐฯ (9/11)
- ธันวาคม 2002: การประท้วงหยุดงานภาคอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา
- กุมภาพันธ์ 2011: จุดเริ่มต้นสงครามกลางเมืองลิเบีย
- พฤศจิกายน 2014: การล่มสลายของความร่วมมือกลุ่ม OPEC ท่ามกลางวิกฤตยูเครนและซีเรีย
- กันยายน 2019: การใช้โดรนโจมตีโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย
- กุมภาพันธ์ 2022: รัสเซียบุกยูเครน
- ตุลาคม 2023: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางหลังการโจมตีอิสราเอล
ในเหตุการณ์วิกฤตทั้ง 9 ครั้ง ราคาน้ำมันผันผวนเฉลี่ยถึง 12% ภายในกรอบเวลาแค่ 1-3 วันหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 1991 ซึ่งราคาน้ำมันแกว่งตัวสูงถึง 33%
ธนาคารโลกระบุว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงเวลาที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงกว่าช่วงเวลาที่สงบประมาณ 2 เท่า โดยปริมาณการผลิตน้ำมันที่ลดลงทุกๆ 1% จากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ จะผลักดันให้ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 11.5% สูงกว่าผลการศึกษาในอดีตที่บอกไว้ว่าอยู่ที่เพียง 4-7%
การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานในปีนี้จะทำให้เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเติบโตช้าลง และทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มจะพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยคาดว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาจะเติบโตที่ระดับ 3.6% ในปี 2026 ซึ่งเป็นการปรับลดคาดการณ์ลง 0.4% ตั้งแต่เดือนมกราคม ประเทศเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด และ 70% ของผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ และกว่า 60% ของผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกอาจเห็นการเติบโตที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมกราคม
ก๊าซธรรมชาติและปุ๋ยจะแพงไปอีก 2 ปี
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความขัดแย้งแต่ละครั้ง จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยก๊าซธรรมชาติและปุ๋ยรับผลกระทบหนักสุด หากราคาน้ำมันพุ่ง 10% จากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ จะดึงให้ราคาก๊าซธรรมชาติขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเฉลี่ยที่ประมาณ 7% และราคาปุ๋ยพุ่งสูงสุดเกิน 5%
ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที โดยราคาก๊าซธรรมชาติจะใช้เวลา 11 เดือนในการไต่ระดับไปสู่จุดสูงสุด ส่วนราคาปุ๋ยจะใช้เวลา 12 เดือน ราคาที่แพงขึ้นนี้จะอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญไปอีก 18 เดือน และอาจใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าจะกลับมาจุดเดิม
ทั้งนี้ราคาปุ๋ยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 31% ในปี 2026 หลังจากราคายูเรียที่พุ่งขึ้นถึง 60% ความสามารถในการจ่ายซื้อปุ๋ยจะลดลงสู่ระดับที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งจะทำให้รายได้ของเกษตรกรและคุกคามผลผลิตพืชผลในอนาคตลดลง
ราคาโลหะพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงอะลูมิเนียม ทองแดง และดีบุก คาดว่าจะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน โลหะมีค่ายังคงทำลายสถิติด้านราคาและระดับความผันผวน โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 42% ในปี 2026 เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวกระตุ้นอุปสงค์สำหรับสินทรัพย์ปลอดภัย
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นอันเกิดจากภาวะตื่นตระหนกเหล่านี้จะเพิ่มอัตราเงินเฟ้อและบั่นทอนการเติบโตทั่วโลก ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ขณะนี้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5.1% ในปี 2026 ภายใต้สมมติฐานกรณีฐาน ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนเกิดสงครามถึง 1% และเพิ่มขึ้นจาก 4.7% ในปีที่แล้ว
UAE ถอนตัว OPEC จุดเริ่มต้น Price War และแรงกดดันระยะยาวต่อราคาน้ำมัน
จากกรณีที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออำนาจการต่อรองของกลุ่มในตลาดโลก เนื่องจากการแยกตัวในครั้งนี้จะทำให้ UAE สามารถเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันได้อย่างอิสระตามยุทธศาสตร์ชาติตนเองโดยไม่ต้องผูกพันกับโควตาการผลิตของกลุ่ม ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการสะท้อนถึงความเห็นที่ไม่ลงรอยกันในนโยบายการผลิตระหว่าง UAE และซาอุดีอาระเบียที่เป็นผู้นำกลุ่มมาอย่างยาวนาน
เอกรินทร์ วงษ์ศิริ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า การตัดสินใจของ UAE ในการถอนตัวจาก OPEC ในปี 2026 เป็นสัญญาณเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญต่อโครงสร้างตลาดน้ำมันโลก เนื่องจาก UAE ถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับต้นของกลุ่ม โดยมีปริมาณการผลิตจริงราว 3.6-4.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ยังมีกำลังการผลิตส่วนเหลือ (Spare Capacity) ในระดับสูงราว 4.5-4.85 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสามารถเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว การถอนตัวดังกล่าวสะท้อนว่า UAE ไม่ต้องการแบกรับ Opportunity Cost จากข้อจำกัดด้านโควตาการผลิตอีกต่อไป โดยเฉพาะหลังจาก ADNOC ลงทุน Capex จำนวนมากเพื่อยกระดับกำลังการผลิตสู่เป้าหมาย 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2027
ในเชิงโครงสร้าง เราประเมินว่าประเด็นดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันด้าน Downside Risk ต่อราคาน้ำมันในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากการออกจากกรอบความร่วมมือของ UAE อาจลดประสิทธิภาพของ OPEC+ ในการบริหารอุปทาน และเพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดจะเข้าสู่ภาวะการแข่งขันด้านปริมาณมากขึ้น
หาก UAE เร่งเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อช่วงชิง Market Share จะทำให้ตลาดมีความเสี่ยงเกิด Excess Supply และกดดันราคาน้ำมันให้ปรับลดลงจากระดับสูงในปัจจุบัน แม้ระยะสั้นราคาน้ำมันอาจยังได้รับแรงพยุงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง แต่ภาพระยะยาวมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น จากการที่ตลาดสูญเสียกลไก Price Setting ที่เคยมี OPEC+ เป็นศูนย์กลาง
ประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นต้นน้ำอย่าง PTTEP หากราคาน้ำมันเริ่มสะท้อนความเสี่ยง Price War และอ่อนตัวกลับสู่กรอบต่ำลง โดยเฉพาะกรณีที่ Brent มีโอกาสถอยกลับสู่ระดับราว 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นหุ้นกลุ่มพลังงานอาจยังได้รับ Sentiment บวกจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูงจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นอาจได้ประโยชน์เชิงต้นทุนหากราคาน้ำมันดิบลดลง
ภาพ: Miha Creative / Shutterstock

