×

BJC ชี้กำลังซื้อครึ่งปีแรก 2569 ยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัด พร้อมพักแผน IPO บิ๊กซี เร่งรุกหนักเวียดนาม-จับมือ DHL ปั้นรายได้ใหม่

14.01.2026
  • LOADING...
BJC ชี้กำลังซื้อครึ่งปีแรก 2569 ยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัด พร้อมพักแผน IPO บิ๊กซี เร่งรุกหนัก **เวียดนาม**-จับมือ **DHL** ปั้นรายได้ใหม่

หัวเรือใหญ่ BJC ประเมินกำลังซื้อครึ่งปีแรกยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย แย้มจะไม่นำบิ๊กซีเข้าตลาดหุ้นแล้ว หลังมองเห็นแต่ปัจจัยลบรอบด้าน พร้อมเดินหน้าเพิ่มน้ำหนักลงทุนในเวียดนาม รับเป็นตลาดที่โตมหาศาล พร้อมจับมือ DHL โลจิสติกส์ ปั้นรายได้ใหม่รับตลาดเฮลแคร์บูมต่อเนื่อง

 

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแรงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด เน้นใช้จ่ายเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของใช้และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ซึ่งสวนทางกับการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้ามูลค่าสูงที่ยังชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

โดยปัจจัยกดดันดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ผันผวน รวมถึงต้นทุนค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การตัดสินใจจับจ่ายของผู้บริโภคเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น ภายใต้ปัจจัยนี้ธุรกิจค้าปลีกจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการประคองตัวและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการเร่งขยายธุรกิจเชิงรุกเหมือนในช่วงที่เศรษฐกิจเอื้อมากกว่านี้

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ มองว่า โครงการอย่าง ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ เนื่องจากวงเงินที่จำกัดและการกระจายเม็ดเงินไปสู่ร้านค้ารายย่อยเป็นหลัก ส่วนมาตรการ ‘ช้อปดีมีคืน’ แม้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีขีดจำกัดเช่นกัน

 

โดยภาคเอกชนมองว่า หากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการคนละครึ่ง จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วและเกิดการหมุนหลายรอบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมในวงกว้าง

 

แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่บิ๊กซียังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยในปีนี้บริษัทวางงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 5,000–6,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเปิดสาขาขนาดใหญ่เพิ่มอีก 2 สาขา ควบคู่ไปกับการขยายสาขา มินิ บิ๊กซี อย่างน้อย 100 สาขาทั่วประเทศ

 

พร้อมกันนี้ยังมีแผนรีโนเวทสาขาเดิมราว 300 สาขา เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่และรองรับการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ครอบคลุมทุกพื้นที่

 

รวมถึงบริษัทยังมีแผนปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ซึ่งในปี 2569 คาดว่าจะมีการปิดสาขาประมาณ 6 แห่ง เพื่อหันมาโฟกัสสาขาที่มีศักยภาพในการทำกำไรได้มากกว่า

 

หัวเรือใหญ่ BJC เปรียบเทียบตลาดค้าปลีกไทยในปัจจุบันว่า เสมือนบ่อน้ำที่ระดับน้ำลดลง กล่าวคือ การเติบโตไม่ได้เกิดจากการมีลูกค้าใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมากเหมือนในอดีต แต่เป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งเป็นหลัก ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างความได้เปรียบผ่านการตั้งราคาที่เหมาะสม คุณภาพสินค้า และความแข็งแกร่งของเครือข่ายสาขาออฟไลน์ที่สามารถเชื่อมต่อกับช่องทางออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ

 

สำหรับแผนนำบิ๊กซีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ‘อัศวิน’ ยอมรับว่า อาจต้องชะลอออกไปก่อน และอาจยืดระยะเวลาออกไปถึง 5 ปี หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย หากสภาพตลาดทุนและปัจจัยเศรษฐกิจยังไม่เอื้ออำนวย โดยย้ำว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความพร้อมของตลาดเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นปัจจัยบวกที่ชัดเจนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่ปัจจัยลบยังคงรุมเร้า ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัว

 

ในช่วงเวลาเดียวกันกลับมองว่า ตลาดเวียดนามยังมีโอกาสมหาศาล ถึงขั้นนิยามว่าเป็น ‘บ้านหลังแรก’ ของบริษัท โดย BJC ได้เข้าไปลงทุนในเวียดนามมากว่า 20 ปีแล้ว มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ธุรกิจค้าปลีก และการเข้าซื้อกิจการ Metro เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ MM Mega Market

 

“ธุรกิจก็กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี จากในอดีตที่เคยขาดทุน ปัจจุบันสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ และแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สะท้อนถึงการยอมรับของผู้บริโภคในตลาดเวียดนามอย่างชัดเจน”

 

แม่ทัพใหญ่ Big C ฉายภาพให้เห็นว่า จุดแข็งของเวียดนามคือจำนวนประชากรราว 100 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน และในส่วนของรัฐบาลก็มีเสถียรภาพและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน อีกทั้งต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าไฟฟ้า และค่าแรง ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าไทย

 

ส่งผลให้เวียดนามเป็นฐานการลงทุนที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว โดยปัจจุบันธุรกิจของ BJC ในเวียดนามโตเร็วกว่าประเทศไทยราว 2-3 เท่า โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-30% ของรายได้รวม หรือราว 2-3 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ BJC ยังได้จับมือกับ DHL จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ให้มีความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะโลจิสติกส์สำหรับธุรกิจเฮลแคร์ พร้อมต่อยอดสู่ตลาดใหม่ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกของ DHL เข้ามาเสริมความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนซัพพลายเชนที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

โดยปัจจุบันธุรกิจเฮลแคร์ของ BJC ดำเนินมากว่า 60 ปี และเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ประมาณ 30% ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท และครองตำแหน่ง Top 3 ในตลาดเฮลแคร์ของไทย ซึ่งหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้คือ โลจิสติกส์ ที่ต้องมีความแม่นยำ รวดเร็ว และได้มาตรฐานสูง

 

ที่ผ่านมา BJC เน้นบริหารจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ด้วยตนเองเป็นหลัก แต่การได้ DHL เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเฮลแคร์สามารถรองรับโอกาสการเติบโตของตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 9-10% ต่อปีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยมุมมองและโนว์ฮาวระดับโลกของ DHL ที่สามารถมองภาพธุรกิจได้ไกลและชัดเจนกว่า

 

ทั้งนี้ กลุ่ม BJC ตั้งเป้าหมายร่วมกับ DHL ในการขยายธุรกิจโลจิสติกส์และเฮลแคร์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยวางเป้าหมายเพิ่มยอดขายให้เติบโตถึง 3 เท่า สะท้อนกลยุทธ์การเติบโตระยะยาว ที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงตลาดในประเทศ แต่เน้นการต่อยอดธุรกิจผ่านพันธมิตรระดับโลกและการขยายฐานรายได้ในต่างประเทศให้ได้ระยะยาว

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising