วันนี้ (16 กรกฎาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษบนเวที Nikkei Asia Forum APAC 2026 ที่กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม ‘Building a Robust Region for Sustainable Business Growth’ ในวาระครบรอบ 150 ปีของ Nikkei ซึ่งงานในครั้งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่สนทนาของผู้นำธุรกิจ นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วเอเชีย–แปซิฟิก เพื่อร่วมมองอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสำคัญ
สีหศักดิ์กล่าวว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมการประชุม Nikkei Forum ที่กรุงโตเกียว โดยได้ หารือกันถึง ‘อนาคตของเอเชีย’ ทั้งยังแสดงความดีใจที่วันนี้การสนทนาดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงที่กรุงเทพฯ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่โดดเด่นของการประชุม Nikkei Forum ที่ช่วยเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียในส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งยังดึงภาคธุรกิจ รัฐบาล และนักวิชาการมาร่วมพูดคุยในวงเดียวกัน และตั้งคำถามที่ยิ่งใหญ่ว่า เราต้องการสร้างเอเชียให้เป็นแบบใด
สีหศักดิ์ระบุว่า สิ่งที่เราทำภายในประเทศนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ความสำเร็จของเราก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของภูมิภาคที่เราร่วมกันสร้างขึ้นด้วย ในการประชุมที่โตเกียว สีหศักดิ์ได้เสนอว่า “อนาคตคือเอเชีย” ซึ่งคำกล่าวนี้ แสดงถึงทั้งความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบ
ปัจจุบันเอเชียเป็นศูนย์กลางหลักด้านการผลิต การค้า นวัตกรรม และการเติบโตอยู่แล้ว แต่อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราจะปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา เราทุกคนต้องช่วยกันกำหนดทิศทาง ซึ่งนั่นหมายถึงการต้องรับผิดชอบให้มากขึ้นต่อรากฐานแห่งความสำเร็จของเรา เราต้องรักษา ‘ความเปิดกว้าง’ ที่เคยเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตของเอเชียเอาไว้ พร้อมๆ กับเสริมสร้าง ‘ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว’ จากความเสี่ยง ผลกระทบ และความผันผวนที่อยู่รอบตัวเรา
การเปิดกว้างที่พร้อมรับมือและยืดหยุ่น
สีหศักดิ์กล่าวว่า อนาคตของเอเชียควรถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดเรื่อง ‘การเปิดกว้างที่พร้อมรับมือและยืดหยุ่น’ (Resilient Openness) ซึ่งสะท้อนผ่าน 3 แนวทางที่เราสามารถนำไปปรับใช้ได้
ประการแรก การเปิดกว้างที่พร้อมรับมือและยืดหยุ่น หมายถึง ‘การปรับตัว’ ให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปของเศรษฐกิจโลก แม้ผู้วิจารณ์บางคนจะเรียกยุคนี้ว่า ‘ยุคโลกาภิวัตน์ถดถอย’ (De-Globalization) แต่สีหศักดิ์เชื่อว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้หยุดชะงักลง การค้าและการลงทุนยังคงดำเนินต่อไป เทคโนโลยียังคงเชื่อมโยงผู้คน ตลาด และแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่โลกาภิวัตน์กำลังถูก ‘ปรับสมดุลใหม่’ (Re-Calibrated)
เราได้เห็นแล้วว่า นโยบายเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจกำลังถูกออกแบบใหม่ ไม่ใช่เพียงเพื่อประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังเพื่อความยืดหยุ่นและความไว้วางใจกันด้วย สำหรับภาคธุรกิจ การบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญเทียบเท่ากับการบริหารต้นทุน ส่วนภาครัฐ นโยบายต่างประเทศและนโยบายเศรษฐกิจก็ไม่สามารถเดินแยกส่วนกันได้อีกต่อไป
สำหรับเอเชีย สิ่งนี้คือ ‘ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์’ ว่า เราจะยอมให้ความเสี่ยงมาแบ่งแยกภูมิภาคของเราออกเป็นกลุ่มที่แข่งขันกัน หรือ จะจัดการความเสี่ยงผ่านความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การบูรณาการที่ชาญฉลาด และมีเครือข่ายพันธมิตรที่ไว้วางใจได้กว้างขวางขึ้น ประเทศไทยเชื่อมั่นอย่างยิ่งในแนวทางหลัง
ประการที่สอง ความยืดหยุ่นเกิดจากการมีความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งและหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่การโดดเดี่ยวตนเอง นี่คือ ‘แก่นแท้’ ของการเปิดกว้างที่พร้อมรับมือ ผ่านการเปิดรับการค้า การลงทุน และแนวคิดใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการกระจายความหลากหลายของตลาด ซัพพลายเออร์ และพันธมิตร ลดการพึ่งพาที่มากเกินไปโดยไม่ปิดประตูความร่วมมือ และเป็นการสร้างความยืดหยุ่นร่วมกัน ไม่ใช่การต่อต้านกัน
เอเชียมีองค์ประกอบ ‘เกือบทุกอย่าง’ ที่จำเป็นสำหรับการเติบโตในระยะยาวแล้ว ทั้งการผลิตขั้นสูง ตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และที่สำคัญคือ บุคลากรคนเก่ง (Talent) ความท้าทายของเราคือ การเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สิ่งนี้ต้องอาศัยองค์ประกอบเพิ่มเติมอีกสองประการ นั่นคือ ‘การบูรณาการที่ชาญฉลาดขึ้น’ (Smarter Integration) และ ‘การร่วมกันสร้างสรรค์’ (Co-Creation) ซึ่งสีหศักดิ์เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ควรกำหนดทิศทางการเติบโตในก้าวต่อไปของเอเชีย การบูรณาการต้องก้าวข้ามเรื่องห่วงโซ่อุปทาน ระเบียงการขนส่ง และเครือข่ายการผลิต
เราต้องเชื่อมระบบพลังงานเข้าด้วยกัน รวมถึงเครือข่ายดิจิทัล แพลตฟอร์มการเงิน ระบบนิเวศนวัตกรรม และบุคลากรคนเก่ง การเชื่อมโยงเหล่านี้จะทำให้เอเชียมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญคือ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ธุรกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจยืดหยุ่นรับแรงกระแทกได้ และทำให้ภูมิภาคของเราปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สีหศักดิ์เชื่อว่า การเติบโตในยุคถัดไปจะไม่ใช่แค่การผลิตสิ่งเดิมๆ ให้มากขึ้น แต่จะมาจากการผสมผสานขีดความสามารถข้ามพรมแดน มาจากการเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับการผลิต ทุนเข้านวัตกรรม และแนวคิดใหม่เข้ากับตลาดที่ขยายตัว นี่คือความหมายของการร่วมกันสร้างสรรค์ ภูมิภาคของเราจะประสบความสำเร็จ เมื่อจุดแข็งเหล่านี้เสริมซึ่งกันและกัน และเมื่อประเทศต่างๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเติบโตของภูมิภาคได้มากขึ้น
ประการที่สาม การเปิดกว้างที่พร้อมรับมือจำเป็นต้องมีสถาบันที่รักษาสิ่งนี้ไว้ได้อย่างยั่งยืน สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ‘อาเซียน’ ต้องเป็นแกนหลักต่อไป คุณค่าที่ลึกซึ้งของอาเซียนคือ ‘ความสามารถในการดึงพันธมิตรที่หลากหลายมารวมกัน’ ในยุคที่มีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ อาเซียนยังคงเป็นพื้นที่ให้ประเทศต่างๆ มาพบปะ แลกเปลี่ยน และร่วมมือกัน สิ่งนี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง เพราะภาคธุรกิจต้องการความสามารถในการคาดการณ์และความมั่นใจว่า ความขัดแย้งทางการเมืองจะถูกจัดการ กฎกติกาจะได้รับการเคารพ และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจจะยังเปิดกว้าง แต่อาเซียนก็ต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์ด้วย เราต้องทำให้กลไกภูมิภาคทำงานได้จริงและตอบสนองได้ดีขึ้น เพื่อให้ความร่วมมือระดับภูมิภาคเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
สีหศักดิ์กล่าวว่า นี่คือจุดที่ประเทศไทยพยายามเข้ามามีส่วนร่วม เราจะทำงานร่วมกับ ‘ทุกพันธมิตร’ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้อาเซียน และเป็น ‘สะพานเชื่อม’ ระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคที่กว้างขึ้น เรายังต้องการให้การทูตมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจมากขึ้นด้วย กระทรวงการต่างประเทศกำลังใช้ยุทธศาสตร์ ‘การทูตเศรษฐกิจ’ เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ สร้างความเชื่อมั่น และผนึกกำลังพันธมิตรให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน เราต้องการให้ไทยเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในเครือข่ายภูมิภาคที่กว้างขวาง และเป็น ‘จุดเชื่อมต่อ’ ให้ภาคธุรกิจสามารถร่วมมือ และเติบโตไปทั่วทั้งเอเชีย
เราต้องการสร้าง ‘เอเชีย’ แบบใด
สีหศักดิ์ระบุว่า เอเชียควรจะเป็นเอเชียที่ยังคง ‘เปิดกว้าง’ แต่ ‘พร้อมรับมือกับความเสี่ยง’ ได้ดีขึ้น เป็นเอเชียที่ ‘เชื่อมโยงกัน’ มากขึ้น แต่ไม่พึ่งพากันมากจนเกินไป และเป็นเอเชียที่มีการเติบโตบนพื้นฐานของความไว้วางใจ สถาบันที่เข้มแข็ง ความรับผิดชอบร่วมกัน และที่สำคัญที่สุดคือ ‘สันติภาพและเสถียรภาพ’
นั่นคือ คุณค่าของการเปิดกว้างที่พร้อมรับมือและยืดหยุ่น ซึ่งช่วยให้เราสามารถปกป้องสิ่งสำคัญโดยไม่ปิดกั้นตัวเองจากความเป็นไปได้ใหม่ๆ สีหศักดิ์เชื่อว่านี่คือ อนาคตที่เอเชียสามารถสร้างร่วมกันได้ และเป็นอนาคตที่ประเทศไทยมุ่งมั่นจะสร้างไปพร้อมกับทุกคน
บทบาทไทย ท่ามกลางสงครามการค้า
สีหศักดิ์กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสการกีดกันทางการค้าและการแข่งขันแบบแพ้คัดออก (Zero-sum) ประเทศมหาอำนาจไม่ได้ทำหน้าที่รักษาระเบียบโลกตามกฎกติกาอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น ‘ประเทศอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) จึงต้องก้าวขึ้นมารับความรับผิดชอบนี้แทน ไทยและอาเซียนพยายามรักษา ‘ภูมิภาคนิยมแบบเปิดกว้าง’ (Open Regionalism) โดยไทยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญเบื้องหลังความตกลง RCEP ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสนับสนุนมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (AOIP) เพื่อรักษาระเบียบระหว่างประเทศ
ปัญหาความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา
สีหศักดิ์ชี้แจงว่า ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่ไทยต้องการ เพราะประเทศเพื่อนบ้านควรอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมั่งคั่ง การแก้ปัญหาต้องอาศัยภาวะผู้นำและการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากทั้งสองฝ่าย ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกและหวังว่ากัมพูชาจะร่วมเดินทางไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ ไทยเข้าใจถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นกับบริษัทญี่ปุ่น และกำลังหารือเพื่อหาทางลดผลกระทบเหล่านี้ พร้อมทั้งพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อนำความสัมพันธ์กลับมาสู่สภาวะปกติ
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเวียดนามและอินเดีย
สีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยไม่ได้มองว่านี่คือการแข่งขัน ‘แบบแพ้คัดออก’ ยิ่งเวียดนามเติบโตก็ยิ่งเป็นผลดีต่อไทย เพราะเราสามารถแลกเปลี่ยนการลงทุนซึ่งกันและกันได้ เช่นเดียวกับอินเดียที่การเติบโตจะช่วยสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจให้กับภูมิภาค
ไทยมองว่า เราสามารถขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ใหญ่ขึ้นสำหรับทุกคนได้ (Make the Pie Bigger) สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไทยต้องแข่งขันกับตัวเอง ต้องทำให้ดีขึ้น ยกระดับอุตสาหกรรม และปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่
ศตวรรษแห่งเอเชีย และ 60 ปีอาเซียน
สีหศักดิ์ระบุว่า ‘ศตวรรษแห่งเอเชีย’ (Asian Century) ได้มาถึงแล้ว ความท้าทายหลักคือการรักษาสิ่งนี้ไว้ด้วยการรักษาสันติภาพและเดินหน้าบูรณาการทางเศรษฐกิจต่อไป อาเซียนต้องเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แต่ก็ต้องพัฒนาให้ดีกว่าเดิมโดยเฉพาะการสร้างบูรณาการทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ในทางการเมือง อาเซียนต้องปรับวิธีคิด โดยควรเลิกอ้างหลักการ ‘ไม่แทรกแซงกิจการภายใน’ ในทุกเรื่อง เพราะนั่นอาจหมายถึง การที่เราไม่ใส่ใจกันและกัน อาเซียนต้องขับเคลื่อนให้รวดเร็วขึ้น ปรับกระบวนการหาฉันทามติให้ไวขึ้น เพื่อปรับตัวและก้าวขึ้นเป็น ‘แกนหลัก’ ของศตวรรษแห่งเอเชียอย่างแท้จริง
ภาพ: ©Nikkei
อ้างอิง:
- Nikkei Asia Forum APAC 2026


