วันนี้ (14 มกราคม) ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร สรุปสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ประจำวัน ณ เวลา 07.00 น. พบว่าค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองพุ่งสูงถึง 58.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐานที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในทุกพื้นที่
จากการตรวจสอบรายเขตพบว่ามีพื้นที่ที่สถานการณ์รุนแรงเข้าสู่ระดับสีแดง หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเขตบางรักที่วัดค่าฝุ่นได้สูงสุดถึง 86.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามมาด้วยเขตปทุมวัน 83.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเขตสาทร 78.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เฝ้าระวังที่มีค่าฝุ่นสูงเกินเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ เขตจตุจักร 74.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร รวมถึงเขตราชเทวี ลาดกระบัง บางซื่อ และประเวศ ซึ่งล้วนมีค่าฝุ่นเฉลี่ยอยู่ในช่วง 63-64 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เช่นเดียวกับพื้นที่เขตหลักสี่ หนองแขม บางเขน และคลองสามวา ที่ยังคงเผชิญกับสภาพอากาศปิดและปริมาณฝุ่นสะสมในระดับที่น่ากังวล
เมื่อพิจารณาตามกลุ่มเขต พบว่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพในทุกโซน โดยพื้นที่กรุงเทพใต้มีช่วงค่าฝุ่นกว้างที่สุดและสูงที่สุดที่ 46 – 86.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่กลุ่มกรุงเทพเหนือ กรุงเทพตะวันออก กรุงเทพกลาง กรุงธนเหนือ และกรุงธนใต้ ต่างมีค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองพุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานทั้งหมด สะท้อนถึงภาวะฝุ่นละอองที่ครอบคลุมหนาแน่นทั่วทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
สำหรับข้อแนะนำด้านสุขภาพ ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศฯ ขอให้ประชาชนทั่วไปเพิ่มความระมัดระวังในการออกนอกอาคาร โดยควรสวมหน้ากากป้องกัน PM 2.5 ตลอดเวลา และจำกัดเวลาการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก พร้อมทั้งสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด เช่น อาการไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองตา
ส่วนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาดและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากพื้นที่ใดคุณภาพอากาศเข้าสู่ระดับสีแดง ขอให้งดกิจกรรมกลางแจ้งและอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว










