วันนี้ (16 กรกฎาคม) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานครและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย วิศณุ ทรัพย์สมพล และพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. และ พล.ต.อ. อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.
ขณะที่ฝ่ายสำนักงานตำรวจแห่งชาตินำโดย พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.), พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และ พล.ต.ต. ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. เพื่อหารือร่วมกันในการยกระดับมาตรการดูแลสถานประกอบการ สถานบริการ และสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร มุ่งวางแนวทางป้องกันและสร้างความปลอดภัยในระยะยาว
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.อ. อดิศร์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงปัญหาเหตุเพลิงไหม้สถานประกอบการที่เกิดขึ้น โดยพบว่าส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความเข้มงวด ประกอบกับข้อกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน รวม 4 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509, พระราชกฤษฎีกาการจัดโซนนิ่งสถานบริการ, พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
อาจมีความล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า เตรียมจะเชิญหน่วยงานผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น
สำหรับมาตรการเร่งด่วนในพื้นที่ จากนี้ไปจะมีการบูรณาการทำงานร่วมกันในระยะยาวระหว่างสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต และสถานีตำรวจนครบาลทั้ง 88 แห่งในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยได้กำหนดแผนปฏิบัติการเชิงรุกปูพรมเข้าตรวจสอบสถานประกอบการเป้าหมายจำนวนกว่า 1,000 แห่ง ทั่วกรุงเทพมหานคร ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน
ทั้งนี้ เป้าหมายหลักไม่ได้มุ่งเน้นการตรวจเพื่อจับกุมดำเนินคดีหรือตรวจตามใบอนุญาตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตรวจเพื่อป้องกันเหตุร้าย โดยเจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำในการปรับปรุงพื้นที่ให้มีความปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบแล้วพบสถานประกอบการใดมีข้อบกพร่องหลายจุด และประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตราย ทางกรุงเทพมหานครจะใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งปิดสถานประกอบการนั้นทันที
ในส่วนของแนวทางการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จะใช้ตารางรายการตรวจสอบ ด้านการป้องกันอัคคีภัยและเหตุฉุกเฉินอย่างเคร่งครัด อาทิ เส้นทางหนีไฟและประตูหนีไฟต้องมีความชัดเจนและไม่ถูกปิดกั้น มีระบบแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้และกริ่งสัญญาณเตือนภัยที่ใช้งานได้จริง รวมถึงถังดับเพลิงและระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (Sprinkler) ต้องอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย แผงควบคุมไฟฟ้าต้องได้มาตรฐานมีระบบตัดไฟฉุกเฉิน ตลอดจนตรวจสอบการขออนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง หรือตกแต่งอาคารให้ถูกต้องตามกฎหมาย และกำหนดให้สถานประกอบการต้องมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้เชิญชวนให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตาในการเฝ้าระวังความปลอดภัย หากพบเห็นสถานประกอบการที่มีสภาพเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย สามารถแจ้งข้อมูลและเบาะแสเข้ามาได้ผ่านระบบ Traffy Fondue โดยทางกรุงเทพมหานครจะจัดทำในรูปแบบข้อมูลเปิด (Open Data) ที่ปกปิดรายชื่อและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้แจ้งอย่างมิดชิด เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ให้ข้อมูลเบาะแส


