กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา แถลงเมื่อวานนี้ (12 มกราคม) ว่า รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ 2.0 ได้เพิกถอนวีซ่าไปแล้วกว่า 100,000 ฉบับ นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อต้นปี 2025 จนถึงขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังคงดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่อประเด็นการอพยพเข้าเมืองตามนโยบาย ‘America First’
กลุ่มเป้าหมายที่ถูก เพิกถอนวีซ่า มีใครบ้าง
เป้าหมายในการเพิกถอนวีซ่าครั้งนี้มีความครอบคลุมกว้างขวาง ทั้งผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมและผู้ที่มีพฤติกรรมหรือทัศนคติที่รัฐบาลมองว่า ‘เป็นภัย’ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักประกอบด้วย
ผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและการละเมิดกฎหมาย ซึ่งเป็น ‘สาเหตุส่วนใหญ่’ ของการเพิกถอนวีซ่า โดยสาเหตุหลัก 4 ประการ ได้แก่ การอยู่เกินที่วีซ่ากำหนด (Overstays), การเมาแล้วขับ (Driving Under the Influence: DUI), การทำร้ายร่างกาย และการลักทรัพย์ ซึ่งยอดการเพิกถอนวีซ่าล่าสุดนี้ เพิ่มขึ้นถึง 150% เมื่อเทียบกับปี 2024 ในสมัยของรัฐบาลโจ ไบเดน โดยในกลุ่มผู้มีประวัติคดีเหล่านี้ มีนักศึกษาถูกเพิกถอนวีซ่าไปแล้ว 8,000 คน และมีแรงงานเฉพาะทางอีก 2,500 คน
นอกจากนี้ ยังมีนักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ประท้วง โดยรัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปยังผู้ที่มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือผู้ที่ถูกมองว่า ‘เป็นศัตรูต่อสหรัฐฯ’ เช่น นักศึกษาที่ประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ หรือแม้แต่การเขียนบทความโจมตีรัฐบาลลงหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย
รวมถึงผู้ที่แสดงความเห็นเชิงลบบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีรายงานว่า สหรัฐฯ ได้เพิกถอนวีซ่าชาวต่างชาติที่โพสต์ข้อความแสดงความยินดี ต่อการลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยมชื่อดังในโลกออนไลน์
รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้จัดตั้ง ‘ศูนย์ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง’ (Continuous Vetting Center) เพื่อเฝ้าระวังและเพิกถอนวีซ่าผู้ที่ถูกมองว่าอาจ ‘เป็นภัยคุกคาม’ หรืออาจ ‘เป็นอันตราย’ ต่อพลเมืองอเมริกันอย่างรวดเร็ว
จำนวนการเพิกถอนวีซ่าที่มหาศาลนี้สะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตที่กว้างอย่างมากในการจัดการกับปัญหาผู้อพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยรัฐบาลอ้างว่า ได้กำกับการเดินทางออกนอกประเทศ ‘โดยสมัครใจ’ และมีการเนรเทศไปแล้วกว่า 2.5 ล้านคน ซึ่งทรัมป์ถือเป็นว่า ‘ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์’
อย่างไรก็ตาม การเนรเทศบางกรณีครอบคลุมถึง ‘ผู้อพยพที่ถือวีซ่าสหรัฐฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย’ ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้นำนโยบายที่เข้มงวดขึ้นมาปรับใช้ในการอนุมัติวีซ่า ทั้งการตรวจสอบโซเชียลมีเดียอย่างละเอียดและการขยายขอบเขตการคัดกรองบุคคลเพื่อเดินทางเข้าสหรัฐฯ อีกด้วย
กระทรวงการต่างประเทศโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ‘เราจะเดินหน้าเนรเทศอันธพาลเหล่านี้ต่อไป เพื่อให้สหรัฐอเมริกาปลอดภัย’
แฟ้มภาพ: Hector Vivas – FIFA via Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/1/13/us-revokes-more-than-100000-visas-since-trumps-return-to-office
- https://www.straitstimes.com/world/united-states/trump-administration-has-revoked-over-100000-visas-state-department-says
- https://www.reuters.com/legal/government/trump-administration-has-revoked-over-100000-visas-state-department-says-2026-01-12/


