หากพูดถึงกลุ่มเซ็นทรัล เรามักนึกถึงอาณาจักรค้าปลีกยักษ์ใหญ่ แต่ในวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ คุณชาติ จิราธิวัฒน์ (Chief Commercial Officer, Central Group Europe) ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้รับหน้าที่สำคัญในการกุมบังเหียนห้างสรรพสินค้าลักชัวรี 39 สาขาใน 7 ประเทศทั่วยุโรป
เรามีโอกาสได้ร่วมนั่งคุยแบบ Exclusive กับคุณชาติที่ลอนดอน ท่ามกลางบรรยากาศอันมีเสน่ห์ของห้าง Selfridges ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน และเป็นห้างเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ห้างสรรพสินค้าที่ดีที่สุดในโลก” ถึง 4 ครั้งจากเวที Global Department Store Summit
บทสนทนานี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องบทบาทการทำงานเท่านั้น แต่กลับเต็มไปด้วย “พลังบวก” และ “มุมมองชีวิต” ที่จะทำให้ผู้อ่านได้พบว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากทัศนคติที่เรียบง่ายที่สุด

“ความท้าทาย” คือห้องเรียนที่สนุกที่สุด
คุณชาติเล่าให้เราฟังด้วยรอยยิ้มว่า เขาคือคนที่ “ยกมือขออาสา” มาคุมงานที่ยุโรปด้วยตัวเอง ตั้งแต่สมัยทำโครงการ Central Embassy หรือ Central Phuket เขาก็มักจะกระโจนเข้าใส่สิ่งที่ “ไม่เคยทำ” เสมอ “ผมเป็นคนขออาสามาทำงานที่ยุโรปเอง เพราะผมชอบประสบการณ์ใหม่ๆ ชอบความท้าทายในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ ทัศนคติที่กล้าออกจาก Comfort Zone คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ในทุกๆ วัน” เพราะการบริหารห้างใน 7 ประเทศที่มีวัฒนธรรมต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ได้อาศัยเพียงแค่สูตรสำเร็จ แต่ต้องอาศัย “ใจ” ที่พร้อมจะเรียนรู้ใหม่ในทุกๆ วันด้วย
“ชีวิตการทำงานที่นี่ส่วนมากจะเข้าประชุม งานของผมส่วนใหญ่จะทำงานกับแบรนด์ ผมดูแลความสัมพันธ์กับ Top Supplier ซึ่งส่วนมากเป็น Luxury Brand ธุรกิจเราที่ยุโรปหลักๆ เป็น Luxury Department Store มีแบรนด์ระดับโลกอย่าง Louis Vuitton, Chanel และ Gucci”

เรียนรู้โลกผ่านสายตาของ “ลูก”
คุณชาติบอกว่า “เราตามเทรนด์เองไม่ได้ตลอดหรอก” เขามักพาลูกๆ ไปเดินห้างและคอยสังเกตว่าเด็กๆ สนใจอะไร เช่น แบรนด์ตุ๊กตาสุดฮิตอย่าง Jellycat คุณชาติยอมรับว่าเขารู้จักครั้งแรก เพราะลูกสาวหยิบตุ๊กตา Jellycat ออกมาโชว์ให้เขาดูที่บ้าน จากนั้นจึงนำไปสู่ความเข้าใจของการเห็นศักยภาพในแบรนด์ Jellycat เมื่อ 3 ปีที่แล้ว จากเดิมที่เป็นแบรนด์ที่จำหน่ายเพียงบางประเทศในเครือ เขาได้ผลักดันให้ขยายไปทั่วโลก พร้อมเปลี่ยนวิธีการขายจากการซื้อขายทั่วไป (Transactional) ให้กลายเป็นการมอบประสบการณ์ (Experience) จนสร้างยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 2-3 เท่าต่อปี
“ผมเล็งเห็นว่าสินค้ากลุ่มนี้น่าจะสามารถเติบโตได้ในทุกประเทศที่เรามีสาขาอยู่ เราจึงเริ่มร่วมมือกับแบรนด์อย่างจริงจัง จนปัจจุบันเราขยายการจำหน่ายไปจนเกือบครบทุกประเทศแล้ว เหลือเพียงอิตาลีที่จะเปิดตัวในเดือนมกราคมนี้ ที่สำคัญคือในประเทศที่มีการวางจำหน่ายอยู่แล้ว ยอดขายเติบโตเร็วมากถึง 2-3 เท่าต่อปี”

Experience คือเคล็ดลับความสำเร็จ
“เคล็ดลับความสำเร็จคือการสร้างประสบการณ์ที่เรียกว่า Experience อย่างสาขาที่นี่ (Selfridges ลอนดอน) เรานำเสนอในรูปแบบ Shop Fish & Chips ซึ่งไม่ใช่การขายตุ๊กตาแบบปกติ แต่เป็นการจำลองบรรยากาศร้านอาหาร ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์เหมือนการสั่งอาหารจริงๆ มีพนักงานคอยบริการ มีการห่อสินค้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ลายพิเศษของ Jellycat และใส่ถุงเฉพาะรุ่นให้ ประสบการณ์เหล่านี้คือสิ่งที่เราตั้งใจจะทำมากขึ้น ไม่ใช่แค่กับ Jellycat แต่รวมถึงภาพรวมของห้างสรรพสินค้าด้วย เพราะห้างสมัยนี้ถ้าเน้นแค่การขายสินค้าเชิงธุรกรรม (Transactional) อย่างเดียวคงไม่รอด แต่คนเลือกที่จะเดินห้างเพราะต้องการเห็นสิ่งใหม่ๆ และอยากได้รับประสบการณ์พิเศษที่หาจากที่อื่นไม่ได้”

การ Collaboration กับ Disney และแบรนด์ระดับโลก
“เราเพิ่งเปิดตัวแคมเปญคริสต์มาสที่ผ่านมาร่วมกับ Disney ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ทีมงานตั้งใจปั้นมาเกือบ 2 ปี ความพิเศษคือ นี่เป็นครั้งแรกที่ Disney ยอม Collaborate กับห้างสรรพสินค้าในสเกลที่รวมทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก (Theme Park, Streaming, Theatre และ Movies) มาไว้ในตึกเดียวแบบนี้ เรามีการทำสินค้า Exclusive ที่หาซื้อได้เฉพาะใน Theme Park มาวางจำหน่ายที่นี่ รวมถึงมีการนำหนังมาฉายในโรงภาพยนตร์ของเรา และมีโชว์พิเศษจากนักแสดง Disney Theatre ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในโลกที่เกิดความร่วมมือที่ครบวงจรขนาดนี้และได้รับกระแสตอบรับดีมาก
“ไฮไลต์สำคัญคือ Winnie the Pooh ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Disney ยอมให้คาแร็กเตอร์เปลี่ยนสีเป็น ‘สีเหลือง Selfridges’ ซึ่งตอนนี้ขายหมดเกลี้ยงไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้เรายังทำงานร่วมกับแบรนด์พันธมิตรอีกกว่า 75 แบรนด์ เพื่อรังสรรค์สินค้าคอลเลกชันพิเศษ เช่น กระเป๋าจากแบรนด์ Coach ในคอลเลกชัน Mickey & Minnie ซึ่งบางรุ่นก็ Sold out ไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน”

ทัศนคติในการบริหารทีม และศิลปะการเป็นผู้นำ
“สำหรับผมหัวหน้าที่ดีต้องมี Two-way Communication คือต้องฟังให้มากและพูดให้น้อย ผมมักจะบอกทีมงานเสมอว่าให้เราทำตัวเป็นช้าง หูใหญ่ ปากเล็ก คือให้ฟังมากกว่าพูด เพื่อที่เราจะได้เป็นผู้ฟังที่ดีและรับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงจากทีมงาน จากประสบการณ์ของผม โปรเจกต์ส่วนใหญ่มักจะล้มเหลวเพียงเพราะการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน”
“การบริหารงานในยุโรปที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน (Respect) เพราะคนแต่ละประเทศเขามีความภูมิใจในประวัติศาสตร์และรากเหง้าของเขามาก เราต้องรับฟังและทำความเข้าใจความต่างเหล่านั้น เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้อย่างราบรื่น
“หลักการทำงานของผมคือ ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน ผมเชื่อว่าถ้าเรามี 3 อย่างนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรเราก็ประสบความสำเร็จได้ และที่สำคัญคือต้องมีความจริงใจ (Sincerity) ต่อหน้าที่ที่เราทำ และต่อผู้คนที่เราร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานจนถึงทุกวันนี้”

ถอดรหัสความสุขจากการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย
คุณชาติเป็นตัวอย่างของคนประสบความสำเร็จที่ “ใช้ชีวิตเรียบง่าย” เขาเน้นย้ำเรื่องความเข้าใจคุณค่าของเงิน เลือกที่จะใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ฟุ่มเฟือย นั่งแท็กซี่ได้โดยไม่ต้องมีคนขับรถส่วนตัว เพราะเป้าหมายหลักคือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกๆ ให้เห็นว่าความพยายามและความซื่อสัตย์คือรากฐานที่แท้จริงของชีวิต
“สำหรับการใช้ชีวิต ผมพยายามเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกๆ ให้เขาเห็นว่าเราควรใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย และต้องเข้าใจคุณค่าของเงิน ผมมักจะสอนลูกเสมอว่าเราต้องรู้จักทั้งการประหยัดและการใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ
ส่วนตัวผมเองก็ใช้ชีวิตปกติครับ ไม่จำเป็นต้องมีคนขับรถส่วนตัวหรือเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) ทุกวันนี้ถ้าไม่ได้เดินไปทำงาน ผมก็นั่งแท็กซี่ได้เป็นเรื่องปกติ เพราะผมไม่ได้ยึดติดกับหัวโขนตรงนั้น ผมเชื่อว่ารากฐานสำคัญของชีวิตคือความขยัน ความซื่อสัตย์ และความอดทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด และอยากจะส่งต่อความคิดนี้ไปถึงลูกๆ รวมถึงคนรุ่นใหม่ว่า ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ความหรูหรา แต่วัดกันที่ความรับผิดชอบและการทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดครับ”
มุมมองเรื่อง Work-Life Balance และการใช้ชีวิต
“มีข้อสังเกตระหว่างการทำงานที่ไทยกับที่อังกฤษ ผมรู้สึกว่าคนยุโรปให้ความสำคัญกับเวลาทำงาน เวลาที่เขาไม่ทำงาน หรือไปพักร้อนอย่าไปยุ่ง ช่วงแรกผมไม่รู้ เพราะที่เมืองไทยเราเหมือนต้องพร้อมสแตนด์บายตลอด แต่ที่นี่ต้องเคารพเวลาส่วนตัวของเขา ถ้าไม่เร่งด่วนจริงๆ ควรเคารพตรงนี้ แต่เวลาทำงานเขาจะทำเต็มที่ ผมอยากทำแบบนั้นเหมือนกันแต่ทำไม่เคยได้ ผมกลับเมืองไทยปีละ 2 ครั้งเพื่อไปพักผ่อน แต่ไม่เหมือนการพักเลย เพราะพอญาติรู้ว่าอยู่ไทยก็จะตามไปประชุม เพื่อนร่วมงานถามว่าพักผ่อนสบายไหม ผมก็ตอบไม่ถูกเพราะผมยังเข้าออฟฟิศอยู่เลย”
การรับมือกับภาวะ Burnout ของคนยุคนี้
“แต่ละคนไม่เหมือนกัน เราควรทำสิ่งที่ชอบและสนุกกับมัน เพราะเมื่อชอบแล้วจะไม่รู้สึกเหนื่อย แต่ถ้าต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบจะรู้สึกเหนื่อยและต้องโหยหา work-life balance สำหรับผม ทุกครั้งที่ไปพักผ่อนผมหนีไม่พ้นที่จะเดินเข้าห้าง ไม่ใช่ไปช้อปปิ้งแต่ไปดูว่าเขาทำอะไร มีอะไรใหม่ที่เป็นไอเดียได้บ้าง แล้วก็แชร์เข้าไปในกลุ่มสื่อสารของเรา ผมคิดว่าเมื่อไหร่ที่ไม่สนุกกับงานแล้วให้เปลี่ยนดีกว่า อย่าปล่อยให้ถึงขั้น burnout ผมทำงานมาหลายที่ ถ้าผมไม่สนุกหรือไม่รู้สึกอินกับสิ่งที่ทำ ผมก็ไม่อยากทำ”


