เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา พร้อมเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา เพื่อนำตัวกลับมาดำเนินคดีบนแผ่นดินสหรัฐฯ
ประเด็นที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างจับตามอง คือการที่ทรัมป์อ้างว่าปฏิบัติการครั้งนี้คือการฟื้นฟู Monroe Doctrine หรือ ลัทธิมอนโร แนวคิดทางการเมืองที่ประกาศครั้งแรกในปี 1823 ภายใต้รัฐบาล เจมส์ มอนโร ประธานาธิบดีคนที่ 5 ของสหรัฐฯ โดยทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ จะเข้ากำกับดูแลการบริหารเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมั่นใจว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจภายในประเทศจะเป็นไปอย่าง “ปลอดภัย เหมาะสม และรอบคอบ”
“ลัทธิมอนโรเป็นเรื่องสำคัญมาก” ทรัมป์ย้ำ “ภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของเรา อำนาจของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป”
ลัทธิมอนโรคืออะไร
โดยหลักการพื้นฐาน ลัทธิมอนโรสนับสนุนการแบ่งโลกออกเป็นเขตอิทธิพลต่างๆ (Spheres of Influence) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของมหาอำนาจในแต่ละภูมิภาค
ประธานาธิบดีมอนโรกล่าวถึงหลักการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1823 ระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีครั้งที่ 7 ต่อสภาคองเกรส โดยส่งสัญญาณเตือนไปยังมหาอำนาจยุโรปว่า ห้ามเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกา และเน้นย้ำว่าการกระทำใดก็ตามที่ส่อไปในทางคุกคามอธิปไตยในภูมิภาคนี้ จะถูกตีความว่าเป็นการโจมตีสหรัฐอเมริกา
หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ ลัทธิมอนโรจะขีดเส้นแบ่งชัดเจนว่า กิจการของซีกโลกตะวันตกและยุโรปควรแยกขาดจากกัน และไม่ควรมีอิทธิพลก้าวก่ายซึ่งกันและกัน
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน มอนโรให้คำมั่นว่าสหรัฐฯ จะให้การรับรองและไม่เข้าไปแทรกแซงอาณานิคมของยุโรปที่มีอยู่เดิม รวมถึงไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศในยุโรป
อย่างไรก็ตาม เขาประกาศกร้าวว่าทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ จะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้การล่าอาณานิคมของชาติยุโรปใดๆ ในอนาคตอีกต่อไป ซึ่งในหลายแง่มุม ลัทธินี้ถูกใช้เพื่อรักษาสถานะเดิม (Status Quo) ในทวีปอเมริกา และกดดันให้ยุโรปถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้อย่างถาวร
ต่อมาในปี 1904 ประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ ได้ขยายขอบเขตของลัทธิมอนโรด้วยการเพิ่มหลักการ Roosevelt Corollary เพื่อยืนยันสิทธิของสหรัฐฯ ในการเข้าแทรกแซงประเทศในละตินอเมริกา เพื่อการป้องกันการแทรกแซงจากยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องหนี้สินหรือความไม่มั่นคง เพื่อรักษาเสถียรภาพและปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก
โดยในปีเดียวกันนั้นเอง เมื่อเจ้าหนี้ฝั่งยุโรปข่มขู่ประเทศในละตินอเมริกาหลายประเทศ รูสเวลต์ได้กล่าวถึงสิทธิและความรับผิดชอบของสหรัฐฯ ในการเข้าไปมีส่วนร่วมตามหลักการดังกล่าว
ทั้งนี้ Roosevelt Corollary ถูกกำหนดขึ้นภายหลังวิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาปี 1902-1903 เมื่อเวเนซุเอลาปฏิเสธที่จะชำระหนี้ต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกาใช้หลักการดังกล่าวอย่างไรบ้าง
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ลัทธิมอนโรถูกใช้เป็นเกราะกำบังทางนโยบายสำหรับการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในหลายประเทศ เช่น สาธารณรัฐโดมินิกัน เฮติ และนิการากัว
ในช่วงทศวรรษ 1980 ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ได้นำนโยบายนี้กลับมาใช้อย่างเข้มข้น จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “จักรวรรดินิยมสมัยใหม่” โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มกบฏคอนทราฝ่ายขวาในนิการากัว เพื่อคานอำนาจรัฐบาลซานดินิสตาฝ่ายซ้าย จนนำไปสู่การพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวอย่างการค้าอาวุธอิหร่าน-คอนทรา รวมถึงการหนุนหลังรัฐบาลฝ่ายขวาในเอลซัลวาดอร์และกัวเตมาลาที่เผชิญข้อกล่าวหาด้านละเมิดสิทธิมนุษยชน
ขณะที่คิวบาเองก็ตกเป็นเป้าหมายหลักภายใต้ลัทธินี้ นับตั้งแต่การปฏิวัติของฟิเดล คาสโตร สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการกดดันทั้งทางทหารและเศรษฐกิจผ่านการคว่ำบาตรที่รุนแรงซึ่งยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานความพยายามก่อรัฐประหารต่อต้าน ฮูโก ชาเวซ อดีตผู้นำเวเนซุเอลาผู้ล่วงลับในปี 2013 ซึ่งล้วนมีกลิ่นอายของหลักการมอนโรแฝงอยู่ทั้งสิ้น
ภาพ: REUTERS/Jonathan Ernst
อ้างอิง


