×
Menu
64553

5 อัลบั้มชั้นยอดที่ถูกเมินจากเวที Grammy Awards

24.01.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

4 Mins read
  • นอกเหนือจากจุดเด่นด้านเสียงร้องของ แฮร์รี สไตล์ส (Harry Styles) แนวดนตรีของอัลบั้มชุดนี้ยังนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ หลายบทเพลงมีกลิ่นอายของดนตรีคลาสสิกร็อกแบบยุค 80s ดังที่เห็นในซิงเกิล Kiwi รวมถึงยังมีเพลงบัลลาดไพเราะมากมาย
  • อัลบั้มชุด Relaxer มีหลายเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความอัจฉริยะของพวกเขาทั้ง 3 คน ไม่ว่าจะเป็นเพลง 3WW ที่มีความ Cinematic เหมือนกับถูกดึงเข้าไปในฉากของภาพยนตร์อาร์ต อีกทั้งเพลงในชุดนี้ยังมีแพตเทิร์นซับซ้อนแตกต่างจากเพลงทั่วๆ ไป

รางวัล Grammy นับเป็นรางวัลทางดนตรีที่ศิลปินส่วนใหญ่ล้วนอยากได้มาครอบครอง สำหรับ Grammy ปี 2018 มีศิลปินหลายคนที่ได้รับการเสนอชื่อ เช่น เคนดริก ลามาร์ (Kendrick Lamar), บรูโน มาร์ส (Bruno Mars), SZA, และเอ็ด ชีแรน (Ed Sheeran) อย่างไรก็ตามมีศิลปินหลายคนที่ออกอัลบั้มคุณภาพเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่อัลบั้มของพวกเขาไม่ได้รับเลือกจากทาง Grammy มาดูกันว่า มีอัลบั้มไหนบ้างที่ควรได้รับการเสนอชื่อ แต่กลับถูกเมินอย่างน่าเสียดาย

  

Harry Styles, Self-Titled
หลายคนอาจจดจำ แฮร์รี สไตล์ส (Harry Styles) ในฐานะสมาชิกกลุ่มบอยแบนด์ One Direction ที่มีเพลงฮิตอย่าง What Makes You Beautiful, Live While We’re Young, Story of My Life, Drag Me Down และเพลงอื่นๆ อีกมากมาย แต่หลังจาก One Direction พักวงอย่างเป็นทางการ ก็ถือเป็นโอกาสทองของแฮร์รี สไตล์ส ที่จะเจิดจรัสในฐานะศิลปินเดี่ยวสักที หลังจากออกซิงเกิลแรก Sign of the Times ให้ทุกคนได้ประจักษ์ แฮร์รี สไตล์สก็ได้รับกระแสชื่นชมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแฟนเพลง 1D รวมทั้งสื่อดนตรีหลายสำนัก

นอกเหนือจากจุดเด่นด้านเสียงร้องของแฮร์รี สไตล์ส แนวดนตรีของอัลบั้มชุดนี้ยังนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจ หลายบทเพลงมีกลิ่นอายของดนตรีคลาสสิกร็อกแบบยุค 80s ดังที่เห็นในซิงเกิล Kiwi รวมถึงยังมีเพลงบัลลาดไพเราะมากมาย แฮร์รี สไตล์สให้สัมภาษณ์ผ่าน Rolling Stone ว่า งานชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงยุคสมัยก่อน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปด้วยเช่นกัน

การพักวงของ One Direction อาจเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่อย่างน้อยอัลบั้มของแฮร์รี สไตล์สก็ถือเป็นผลงานที่หลายคนให้การชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลง 1D รวมถึงบางคนที่เคยแอนตี้ One Direction

 

Harry Styles – Sign of the Times

 

 

Paramore, After Laughter
Paramore นับเป็นวงร็อกที่อยู่คู่วงการมานาน วงนี้โด่งดังสุดๆ จากอัลบั้มชุด Riot ด้วยดนตรีพังก์ร็อกจังหวะมันๆ บวกกับลุคน่ารักๆ ของ เฮย์ลีย์ วิลเลียมส์ (Hayley Williams) ทำให้ Paramore มีแฟนเพลงและสาวกมากมาย ด้วยทัศนคติการทำเพลงที่เปลี่ยนไป ผลงานเพลงยุคหลังๆ ของ Paramore ก็จะเริ่มลดอัตราความมัน แต่เน้นความสวยงามของเมโลดี้มากขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะอัลบั้มชุดล่าสุด After Laughter ที่หลายคนอาจตกใจกับซิงเกิล Hard Times ที่มีความมุ้งมิ้งมากกว่างานชุดก่อนๆ หลายเท่าตัว

งานชุดนี้มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกวงหลายตำแหน่ง เช่น เจเรมี เดวิส (Jeremy Davis – มือเบส) ที่ลาออกเมื่อปี 2015 แต่วงก็ได้ แซก ฟาร์โร (Zac Farro) มือกลองยุคบุกเบิกกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง After Laughter มีซาวด์ดนตรีที่ห่างไกลจากความเป็นป๊อปพังก์และอัลเทอร์เนทีฟร็อก โดยมีการแทนที่ด้วยดนตรีนิวเวฟและซินธ์ป๊อป แต่ความน่าสนใจของ After Laughter อยู่ที่คอนเซปต์เนื้อเพลงที่มีการพูดถึงโรคซึมเศร้า รวมถึงสภาพจิตใจภายใต้ความมืดหม่น ซึ่งเป็นธีมที่ย้อนแย้งกับดนตรีที่นำเสนอด้วยความสดใส

After Laughter ได้รับการยกย่องเรื่องวิธีการเขียนเพลงของเฮย์ลีย์ วิลเลียมส์ ที่มีความเหนือชั้นและกินใจผู้ฟัง โดยสื่อดังๆ อย่าง Rolling Stone, NME และ The Guardian ล้วนให้คะแนนอัลบั้มชุดนี้ไม่ต่ำกว่า 4 ดาว

 

Paramore – Hard Times

 

 

alt-J, Relaxer
หากพูดถึงวงอังกฤษที่น่าจับตามองในรอบ 5 ปี วงจากเมืองลีดส์อย่าง alt-j ต้องอยู่ในลำดับต้นๆ ของลิสต์นี้โดยไม่ต้องสงสัย พวกเขาเปิดตัวได้ร้อนแรงกับอัลบั้มชุดแรก An Awesome Wave ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รางวัล Mercury Prize ก่อนจะต่อด้วยอัลบั้มชุดที่สอง This Is All Yours ที่ทำให้ alt-J ได้ไปเล่นสเตเดียมระดับตำนานอย่าง Madison Square Garden อีกทั้งยังมีเพลง Left Hand Free ที่โด่งดังไปถึงฝั่งอเมริกา จนกระทั่งมาถึงอัลบั้มชุดล่าสุด Relaxer ที่สามารถพูดได้ว่า พวกเขาไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย

อัลบั้มชุด Relaxer มีหลายเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความอัจฉริยะของพวกเขาทั้ง 3 คน ไม่ว่าจะเป็นเพลง 3WW ที่มีความ Cinematic เหมือนกับถูกดึงเข้าไปในฉากของภาพยนตร์อาร์ต อีกทั้งเพลงในชุดนี้ยังมีแพตเทิร์นซับซ้อนแตกต่างจากเพลงทั่วๆ ไป

อย่างไรก็ตามความยอดเยี่ยมของ Relaxer ไม่ได้อยู่ที่การโชว์เหนืออย่างเดียว เพราะงานชุดนี้ไม่ได้เสพยากอย่างที่คิด บางเพลงยังถูกเลือกไปเป็นซาวด์แทร็กของเกมด้วยซ้ำ อย่างเช่นเพลง Deadcrush ที่ถูกนำไปใช้ประกอบเกม FIFA 18 นอกจากนี้ Relaxer ยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Mercury Prize ประจำปี 2017 แต่ผู้ชนะในปีที่แล้วตกเป็นของ Sampha กับอัลบั้มชุด Process ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

 

alt-J – Deadcrush

 

 

The xx – I See You
อัลบั้มชุดที่สามของ The xx กับการกลับมาร่วมงานกับ Rodaidh McDonald โปรดิวเซอร์ผู้มิกซ์อัลบั้มชุดแรกของ The xx ซึ่งถือเป็นผลงานที่มีเพลงชั้นดีมากมาย เช่น Crystalised, Islands และ VCR ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพลงที่กล่าวมาข้างต้นคือผลงานที่คนส่วนใหญ่ตกหลุมรักและรู้จัก The xx เป็นครั้งแรก

ถึงแม้จะได้ร่วมงานกับคนคุ้นเคย แต่ I See You กลับมีความแตกต่างจากอัลบั้มชุดแรกอย่างสิ้นเชิง โดยอัลบั้มชุดนี้มีความสว่างและครึกครื้นกว่าชุดก่อนๆ หลายเพลงใน I See You มีการใส่จังหวะรวมถึงบีตที่มีชีวิตชีวากว่าเก่า อีกทั้งเพลงยังได้รับอิทธิพลจาก Jamie xx ที่ใช้ซาวด์สังเคราะห์ขับเคลื่อนจังหวะได้อย่างชาญฉลาด โดยในหลายแทร็กจะมีการใส่แซมเปิลเข้าไปอย่างถูกที่ถูกเวลา อย่างเช่นเพลง On Hold ที่มีการใส่เพลงระดับคลาสสิกอย่าง I Can’t Go for That (No Can Do) ของ Hall and Oates เข้าไปอย่างกลมกลืน นอกเหนือจากนี้ I See You ยังมีเพลง I Dare You ซึ่งได้ มิลลี บ็อบบี้ บราวน์ (Millie Bobby Brown) นักแสดงจากซีรีส์ Stranger Things มาแสดงในเอ็มวีจนถูกผู้คนพูดถึงในวงกว้าง

กระแสตอบรับอัลบั้มชุด I See You ถือว่าค่อนข้างดี สื่อชื่อดังเช่น The Guardian, The Independent, NME รวมถึง Pitchfork ล้วนให้คะแนนไม่ต่ำกว่า 4 ดาวทั้งสิ้น อีกทั้ง I See You ยังประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย หลังจากสามารถขึ้นอันดับ 1 บน UK Chart ได้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ออกจำหน่าย

 

The xx – I Dare You

 

 

Vince Staples, Big Fish Theory
Big Fish Theory คืออัลบั้มชุดที่สองของแรปเปอร์ชาวอเมริกัน วินซ์ สเตเปิลส์ (Vince Staples) เขาได้รับการยกย่องในฐานะแรปเปอร์ที่กล้าแหกกรอบฮิปฮอปแบบเดิมๆ โดยการทดลองซาวด์ใหม่ๆ ดังที่เห็นในอัลบั้มชุด Big Fish Theory ที่มีความหลากหลายทางดนตรีจนนักวิจารณ์หลายสำนักต้องอ้าปากค้าง

ศิลปินรับเชิญงานชุดนี้ก็มีหลายคนที่ควรเอ่ยถึง ไม่ว่าจะเป็น Justin Vernon และ Flume ที่มาร่วมงานกับวินซ์ สเตเปิลส์ในฐานะโปรดิวซ์เซอร์ รวมถึง Kendrick Lamar, Juicy J, Ty Dolla Sign, Damon Albarn และ ASAP Rocky ที่มีชื่อในฐานะศิลปินรับเชิญเช่นกัน โดยเพลงที่ถูกตัดเป็นซิงเกิลอย่าง BagBak, Big Fish และ Rain Come Down ล้วนสะท้อนถึงความอัจฉริยะของเขาได้เป็นอย่างดี

Big Fish Theory ได้รับการชื่นชมจากนักวิจารณ์ทางฝั่งอเมริกาและอังกฤษ The Guardian, The Observer, Q ล้วนให้คะแนนเกิน 4 ดาวทั้งนั้น ในขณะที่สื่อดนตรีอังกฤษอย่าง NME ให้คะแนนอัลบั้มชุดนี้ในระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว

 

Vince Staples – Big Fish

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR