เหลืออีกเพียง 1 เดือน ศึกฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคมนี้ ใน 3 ประเทศเจ้าภาพ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก
แต่สำหรับแฟนบอลชาวไทย เวลานี้สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดอาจไม่ใช่คำถามว่า “ใครจะเป็นแชมป์โลก?” หากเป็นคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้นคือ… “แล้วเราจะได้ดูบอลโลกหรือเปล่า?”
นี่คือความกังวลใหญ่ที่สุดของแฟนฟุตบอลไทยในเวลานี้ เพราะจนถึงวันนี้ (12 พฤษภาคม) ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า คนไทยจะได้รับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกแบบฟรีทีวีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ช่วงตลอดวันที่ผ่านมา กระแสข่าวเรื่อง ‘รัฐบาลอนุมัติงบ 1,300 ล้านบาท’ เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง จนหลายคนเข้าใจว่าเรื่องดังกล่าวถูกเคาะเรียบร้อยแล้ว
แต่ข้อเท็จจริงล่าสุดไม่ใช่เช่นนั้น
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงว่า คณะรัฐมนตรีเพียงรับทราบเรื่องการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 เท่านั้น และยังไม่มีการอนุมัติงบประมาณใดๆ ทั้งสิ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือการมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานร่วมกับ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางให้คนไทยสามารถรับชมฟุตบอลโลกได้
ฝั่งรัฐบาลยังย้ำด้วยว่า หากมีแนวทางที่ทำให้ประชาชนได้รับชมฟุตบอลโลกโดยไม่กระทบงบประมาณรัฐ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อทุกฝ่าย และเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจน จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ดังนั้น ข่าวเรื่อง ‘ใช้งบกลาง 1,300 ล้านบาท’ จึงถือเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะรัฐบาลยืนยันว่ายังไม่มีการใช้งบดังกล่าว และไม่ได้ใช้เงินภาษีแบบ 100% ตามที่หลายคนเข้าใจ
คำถามต่อมาคือ แล้วทำไมไทยถึงยังปิดดีลลิขสิทธิ์ไม่ได้?
คำตอบสำคัญมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่
เรื่องแรกคือราคาลิขสิทธิ์ที่พุ่งสูงขึ้นมหาศาล เพราะฟุตบอลโลก 2026 เป็นครั้งแรกที่ขยายทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม ทำให้จำนวนแมตช์เพิ่มขึ้นเป็น 104 นัด ส่งผลให้ FIFA เลือกจะตั้งราคาลิขสิทธิ์สูงขึ้นตามไปด้วย (ย้ำว่าไม่ใช่แค่ในไทย แต่หลายประเทศทั่วโลกก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน)
อีกเรื่องคือ..โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนไป
ในอดีต กสทช. มักเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนงบประมาณ แต่ปัจจุบันข้อจำกัดของกองทุนทำให้ต้องอาศัยภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น ขณะที่เอกชนเองก็ลังเล เพราะต้นทุนสูงเกินกว่าจะทำกำไรจากโฆษณาได้ง่ายเหมือนเดิม
โดยเฉพาะฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่แข่งขันในทวีปอเมริกา ทำให้เวลาถ่ายทอดสดในไทยส่วนใหญ่อยู่ช่วง 23.00-11.00 น. ซึ่งไม่ใช่ช่วง prime time สำหรับตลาดโฆษณา
แม้จำนวนแมตช์เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกเกมจะดึงเรตติ้งได้สูง เพราะความสนใจของผู้ชมยังคงกระจุกอยู่กับทีมใหญ่และเกมสำคัญเป็นหลัก
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ฟุตบอลโลกไม่ได้อยู่ภายใต้กฎ Must Have อีกต่อไป
เดิมทีฟุตบอลโลกเคยเป็นหนึ่งในรายการกีฬาที่ กสทช. บังคับให้ต้องถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่เมื่อกฎดังกล่าวถูกยกเลิก ผู้ถือสิทธิ์สามารถเลือกโมเดลธุรกิจแบบจัดทำแพ็กเกจได้อย่างอิสระ
นั่นหมายความว่าต่อให้ฟุตบอลโลกที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ก็ไม่มีอะไรการันตีอีกแล้วว่าคนไทยจะได้ดูฟรีเหมือนในอดีต
แต่..รัฐบาลชุดปัจจุบันที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ยังพยายามผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดสดฟรี โดยประสานงานผ่านกรมประชาสัมพันธ์และ กสทช. พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า “คนไทยต้องได้ดูฟรี”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ไทยไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงประเทศเดียว
ในอาเซียน เวลานี้ยังมีอีกหลายชาติที่ยังไม่มีลิขสิทธิ์ในมือ ไม่ว่าจะเป็นไทย, มาเลเซีย, ลาว, เมียนมา และบรูไน ขณะที่เวียดนาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ปิดดีลเรียบร้อยแล้ว
แม้แต่ประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ก็ยังมีการต่อรองราคากับ FIFA อย่างหนัก เพราะมองว่าราคาลิขสิทธิ์สูงเกินจริง และสะท้อนโมเดลธุรกิจกีฬายุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าทางการค้ามหาศาล
อย่างไรก็ดี หากอิงจากประสบการณ์จากมหกรรมฟุตบอล ไม่ว่าจะ ฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโรที่ผ่านมา เชื่อว่า ประเทศไทยน่าจะได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในท้ายที่สุด
เพียงแต่..มีความเป็นไปได้ไม่น้อยว่า การประกาศดีลสำเร็จอาจเกิดขึ้นแบบกระชั้นชิด ก่อนฟุตบอลโลกเริ่มต้นเพียง 1-2 สัปดาห์ เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา


