×

นักลงทุนควรจะทำอย่างไร เมื่อโลกกำลังเผชิญกับ ‘ฟองสบู่’ ที่มีปัจจัยรองรับ

10.01.2021
  • LOADING...
man who blowing chewing gum in blue jacket and read newspaper

HIGHLIGHTS

4 mins read
  • Mohamed El-Erian หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ Allianz มองว่า การเพิ่มขึ้นของราคาของสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก ถือเป็น ‘ฟองสบู่ที่มีปัจจัยรองรับ (Rational Bubble)’ 
  • ตราบที่ Fed และ ECB ยังคงอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบ และนักลงทุนยังคงเชื่อมั่น ราคาสินทรัพย์ก็มีแนวโน้มจะวิ่งขึ้นไปต่อเนื่อง 
  • บล.ทรีนีตี้ มองว่า ตลาดหุ้นขณะนี้อาจมีลักษณะเป็น ‘Mini Bubble’ แม้ราคาจะวิ่งขึ้นมาแรง แต่สภาพคล่องในระบบยังคงสูงอยู่มากเป็นตัวรองรับ
  • บล.กสิกรไทย เชื่อว่า ตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีแรกจะยังอยู่ในโมเมนตัมเชิงบวก แต่ครึ่งปีหลังอาจต้องระวังการส่งสัญญาณชะลอการอัดฉีดเงินของ Fed ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นจบรอบลงได้

ตั้งแต่ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2563 ตลาดหุ้นทั่วโลกพร้อมใจกันกลับทิศ และวิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดหุ้นหลักอย่างสหรัฐฯ ต่างวิ่งขึ้นมาสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 และทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) 

 

ดัชนี Dow Jones ล่าสุดทะลุระดับ 31,000 จุด ขณะที่ S&P 500 แตะระดับ 3,800 จุด ส่วน NASDAQ ก็ทะลุระดับ 13,000 จุด เป็นที่เรียบร้อย 

 

กราฟดัชนี Dow Jones, S&P 500 และ NASDAQ ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

 

มองกลับมาที่ตลาดหุ้นไทย (SET) แม้ว่าดัชนี SET จะไม่ได้พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน ดัชนีก็วิ่งขึ้นกว่า 300 จุด ทะลุระดับ 1,530 จุด กลับมาใกล้เคียงกับช่วงที่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดเมื่อต้นปี 2563 และหากดูจากค่า P/E ของ SET อิงกับผลประกอบการ 12 เดือนย้อนหลัง ปัจจุบันขยับขึ้นมาสูงถึง 30.20 เท่า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์

 

Mohamed El-Erian หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ Allianz เปิดเผยผ่าน CNBC ว่า การเพิ่มขึ้นของราคาของสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก ไม่ได้เป็นฟองสบู่ที่ไม่มีเหตุมีผลเสียทีเดียว แต่กลับกัน มันคือ ‘ฟองสบู่ที่มีปัจจัยรองรับ (Rational Bubble)’ 

 

จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างยังคงส่งสัญญาณต่อเนื่องว่า พวกเขาจะอัดฉีดเงินปริมาณมหาศาลเข้ามาในระบบต่อเนื่อง และตราบใดที่ตลาดยังคงเชื่อมั่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ราคาของสินทรัพย์ต่างๆ ก็จะยังพุ่งขึ้นได้ต่อ 

 

ทั้งนี้ El-Erian มองว่า เราจะยังคงเห็นความขัดแย้งระหว่างตลาดหุ้นกับปัจจัยพื้นฐานเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีก ด้วยเหตุผลสำคัญคือสภาพคล่องในระบบ

 

ขณะที่ ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า เมื่อต้องการพิจารณาว่าสถานการณ์ในขณะนั้นเป็นฟองสบู่หรือไม่ อย่างแรกที่มักจะพิจารณาคือ อัตราส่วนระหว่างมูลค่าตลาด (Market Cap.) กับปริมาณเงิน (Money Supply) โดยเราคงจะไม่สามารถประเมินได้จากเรื่องของมูลค่า (Valuation) เพียงอย่างเดียว เพราะตลาดหุ้นไม่ได้มีเหตุมีผลตลอดเวลา เราจะเห็นว่าในบางครั้งมูลค่าหุ้นถูก ราคาก็ปรับลงต่อได้ หรือในบางครั้งที่มูลค่าแพงไปแล้ว ราคาก็ยังขึ้นต่อได้ 

 

“ช่วงปลายปีก่อนที่ตลาดวิ่งขึ้นมา ก็มีคำถามขึ้นมาเหมือนกันว่าในเชิง Valuation ตลาดควรจะปรับขึ้นหรือไม่ แต่เมื่อดูจากอัตราส่วน Market Cap. กับ Money Supply จะเห็นว่าตลาดยังมีโอกาสให้ขึ้นต่อได้พอสมควร”

 

อัตราส่วนระหว่าง Market Cap. กับปริมาณเงินในระบบ (M2) ของดัชนี SET และดัชนี S&P 500

 

ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีเงินสดหมุนเวียนอยู่ในระบบค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งไหลออกมาจากหุ้นกู้เอกชน หลังจากนักลงทุนแห่ถอนเงินออกมามากขึ้นเพราะความไม่มั่นใจต่อสภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการอัดฉีดสภาพคล่องจากภาครัฐ ทำให้เงินเข้ามาในระบบมากขึ้น 

 

เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ปริมาณเงินในระบบล้นออกมาจากการอัดฉีดเงินโดยธนาคารกลางหลายประเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนที่ว่านี้เทียบกับระดับดัชนีตลาดหุ้น แม้ดัชนีจะทำจุดสูงสุดใหม่ในหลายๆ ประเทศ แต่อัตราส่วนนี้ยังไม่ได้ทำจุดสูงสุดใหม่แต่อย่างใด 

 

“จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้เราอาจจะไม่สามารถพูดได้ว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นอย่างต่อเนื่องใกล้ถึงจุดที่ฟองสบู่จะแตกแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นฟองสบู่ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นฟองสบู่ย่อมๆ (Mini Bubble) เพราะปริมาณเงินในระบบยังค่อนข้างสูงมาก” 

 

โดยภาพรวม นักลงทุนตลาดหุ้นน่าจะยังขยับขึ้นต่อได้ในระยะสั้นจากโมเมนตัมเชิงบวกในขณะนี้ แต่ระหว่างทางคงต้องระมัดระวังในเรื่องของความผิดหวังต่อผลประกอบการที่อาจจะแทรกเข้ามา เพราะที่ผ่านมาหุ้นขึ้นมาด้วยสภาพคล่อง หากนักลงทุนตระหนักได้ว่าพื้นฐานไม่สนับสนุน ก็อาจเห็นแรงเทขายออกมา 

 

ส่วนในระยะถัดไปคงต้องระวังในจุดที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศจะเริ่มชะลอการอัดฉีดเงิน ซึ่งต้องจับตาสัญญาณต่างๆ จากการประชุมของธนาคารกลางแต่ละรอบ สำหรับในไทยอาจจะพิจารณาด้วยว่าตัวเลข Money Supply ชะลอลงไปหรือไม่ 

 

ทางด้าน Jeremy Grantham ผู้ร่วมก่อตั้ง GMO บริษัทบริหารการลงทุน มองในมุมกลับกันว่า ตลาดหุ้นในขณะนี้อยู่ในสภาวะของฟองสบู่ที่เติบโตอย่างเต็มที่ จากราคาที่พุ่งขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าอย่างมาก และการอัดฉีดเงินอย่างหนัก รวมถึงการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุนอย่างคลุ้มคลั่ง โดย Jeremy เชื่อว่าเหตุการณ์ในปัจจุบันจะถูกบันทึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดของโลก 

 

ปัจจุบันตลาดหุ้นอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งเศรษฐกิจโดยรวมดูดียิ่งกว่า ขณะที่ตัวเลขอัตราการว่างงานต่ำสุดเป็นประวัตการณ์ ขณะเดียวกัน เมื่อดูจากอดีตที่ผ่านมา จะเห็นว่าอัตราส่วน P/E ของตลาดในปัจจุบันก็อยู่ในระดับสูงมาก เทียบกับเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำมาก

 

“ณ ขณะนี้ ปัญหาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ (โควิด-19) กำลังถูกสะสางไปได้ นักลงทุนในตลาดจะรู้สึกโล่งใจ แต่เมื่อมองไปรอบๆ ก็จะพบกับความจริงที่ว่าเศรษฐกิจคงแย่อยู่ ขณะที่มาตรการอัดฉีดเงินกำลังจะถูกลดทอนลงหลังจากวิกฤตโควิด-19 ผ่านไป และเมื่อนั้นจะมองเห็นว่ามูลค่าแพงเกินไปมาก” 

 

ทั้งนี้ Jeremy แนะนำว่า นักลงทุนควรจะหลีกเลี่ยงหุ้นสหรัฐฯ และโฟกัสไปที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงหุ้นที่มีลักษณะเป็น Value Stock 

 

ด้าน สรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นในปัจจุบันเรียกได้ว่าช่วง Reflation คือการที่ตลาดกำลังออกจากภาวะวิกฤต ขณะที่นักลงทุนกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk On) จึงเห็นเงินลงทุนไหลจากสินทรัพย์ปลอดภัยเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น 

 

โดยปกติแล้วในช่วงที่เพิ่งออกจากวิกฤต ตลาดหุ้นมักจะซื้อขายบน P/E ที่สูงขึ้นได้ถึงระดับ +2SD ทำให้การพิจารณาความเหมาะสมของตลาดอาจจะต้องดูจาก Earning Yield Gap แทนที่ จากการประเมินอิงจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ดัชนี SET จะปรับขึ้นไปได้สูงสุดที่ Earning Yield Gap -1.5SD ทำให้ดัชนี SET รอบนี้สามารถวิ่งขึ้นไปได้ (กรณีดีสุด) ถึง 1,595 จุด 

 

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่จะทำตลาดหุ้นจบรอบอาจจะเป็นไปได้จาก 2 ปัจจัย คือ

 

1. วัคซีนป้องกันโควิด-19 ล้มเหลว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีใครรู้ว่าวัคซีนที่เริ่มฉีดไปนี้จะอยู่ได้นานเพียงใด 

 

2. Fed Tapering หรือการปรับลดวงเงินอัดฉีดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างประเทศประเมินกันว่า หากไม่มีการอัดฉีดสภาพคล่องอีกแล้ว ดัชนี S&P 500 จะมี Downside ถึงกว่า 30% 

 

“ครึ่งปีแรกตลาดหุ้นจะยังเป็นภาวะ Reflation คือการออกจากวิกฤต ทำให้หุ้นยังอยู่ในเชิงบวก แต่ครึ่งปีหลังต้องระมัดระวัง แม้ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเปิด แต่หุ้นอาจจะไม่ขึ้นแล้ว เพราะอาจจะเห็นการส่งสัญญาณ Tapering ของ Fed ซึ่งอาจเป็นการจบรอบของหุ้นรอบใหญ่ตรงนั้น”

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories