×

“เวลาชนะเสมอ” บัฟเฟตต์วัย 96 ปี ลงจากประธานบอร์ด Berkshire Hathaway ส่งไม้ต่อให้ลูกชายวัย 71 ปี

20.09.2026
  • LOADING...
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประธานและซีอีโอ Berkshire Hathaway ยืนอยู่

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศลงจากตำแหน่งประธานกรรมการของ Berkshire Hathaway โดยมี ฮาเวิร์ด บัฟเฟตต์ ลูกชายของเขาขึ้นมารับตำแหน่งแทน ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดฉากการกุมบังเหียนบริษัทมานานราว 6 ทศวรรษ

 

 

นักลงทุนระดับตำนานวัย 96 ปีรายนี้จะขึ้นเป็นประธานกิตติคุณ (Chairman Emeritus) ของบริษัทโดยมีผลทันที พร้อมยังคงเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริษัทต่อไป ขณะที่ฮาเวิร์ดวัย 71 ปี ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทมาตั้งแต่ปี 1993 จะก้าวขึ้นมาคุมบทบาทสูงสุดแทน

 

ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น บัฟเฟตต์เขียนว่า “การได้ทำหน้าที่ประธานกรรมการให้พวกคุณคือเกียรติยศของชีวิต และผมไม่เคยมองความไว้วางใจของพวกคุณเป็นเรื่องธรรมดาเลย” ก่อนเสริมว่า “เวลาชนะเสมอ แต่เวลาก็ใจดีกับผมมาก”

 

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นขั้นตอนล่าสุดของแผนสืบทอดตำแหน่งที่วางไว้มานานหลายปี หลัง เกร็ก เอเบล ขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทนบัฟเฟตต์ไปเมื่อเดือนมกราคม ขณะที่ ซูซาน เด็กเกอร์ จะยังทำหน้าที่กรรมการอิสระอาวุโสต่อไป

 

ลูกชายคุมวัฒนธรรม ส่วนเอเบลคุมธุรกิจ

 

บัฟเฟตต์อธิบายการแบ่งบทบาทไว้อย่างกระชับว่า “เกร็กเป็นคนบริหารบริษัท ส่วนฮาเวิร์ดจะเป็นผู้ปกป้องวัฒนธรรมและค่านิยม ซึ่งทั้งสองอย่างมีค่ามากกว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในงบดุลของเรา”

 

เขายังเปรียบเทียบด้วยภาษาของคนประกันภัยว่า “ให้มองฮาเวิร์ดเป็นกรมธรรม์ที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของ และหวังว่าจะไม่มีวันต้องเคลม”

 

ด้านฮาเวิร์ดระบุในแถลงการณ์ว่าเขาอยู่ในคณะกรรมการบริษัทมาตั้งแต่ปี 1993 และได้เห็นพ่อกับ ชาร์ลี มังเกอร์ สร้าง Berkshire ขึ้นมาด้วยตาตัวเอง

 

เขาย้ำว่า “เกร็กเป็นคนบริหารบริษัทและได้รับความเชื่อมั่นจากผมเต็มที่ ความรับผิดชอบของผมแคบกว่านั้น คือการนำคณะกรรมการให้ดีและช่วยปกป้องวัฒนธรรมกับค่านิยมที่ทำให้บริษัทนี้พิเศษ”

 

สำหรับภูมิหลังของฮาเวิร์ดนั้นต่างจากพ่อพอสมควร เพราะเขาเคยเป็นนายอำเภอในรัฐอิลลินอยส์, เป็นกรรมการในคณะกรรมการเอทานอลของรัฐเนแบรสกา และเป็นเกษตรกรที่ดูแลไร่ข้าวโพดและถั่วเหลืองในเนแบรสกากับอิลลินอยส์

 

นอกจากนี้เขายังเคยนั่งในคณะกรรมการของ Coca-Cola และ ConAgra Foods, บริหารมูลนิธิการกุศลของตัวเอง และเขียนหนังสือมาแล้วหลายเล่ม

 

บัฟเฟตต์เคยให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal เมื่อปีก่อนอย่างตรงไปตรงมาว่า “เขาได้ตำแหน่งนี้เพราะเขาเป็นลูกชายผม” พร้อมเสริมว่าตัวเองโชคดีมากที่ไว้ใจลูกทั้ง 3 คนได้

 

ขณะที่ฮาเวิร์ดระบุเมื่อปี 2025 ว่าเขารู้สึกว่าตัวเองพร้อมเพราะพ่อเตรียมเขามาตลอด ซึ่งเป็นการได้รับอิทธิพลและการสอนมาเป็นเวลาหลายปี

 

ส่วนเอเบลระบุว่า “ผลกระทบที่วอร์เรนมีต่อ Berkshire และเจ้าของบริษัทนั้นไม่มีอะไรเทียบได้ในประวัติศาสตร์ธุรกิจอเมริกัน” พร้อมชี้ว่าวัฒนธรรมที่วอร์เรนสร้างและค่านิยมที่เขาผลักดันจะยังอยู่ใจกลางของ Berkshire ต่อไป โดยมีฮาเวิร์ดเป็นผู้พิทักษ์

 

จากโรงทอผ้าที่กำลังจะล้ม สู่บริษัทมูลค่า 33.32 ล้านล้านบาท

 

บัฟเฟตต์เข้าคุม Berkshire เมื่อปี 1965 ตอนอายุ 34 ปี ในเวลาที่บริษัทยังเป็นโรงงานทอผ้าในนิวอิงแลนด์ที่กำลังไปไม่รอด ก่อนใช้เวลา 6 ทศวรรษเปลี่ยนให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการเงินและอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33.32 ล้านล้านบาท)

 

ส่วนธุรกิจสิ่งทอที่เป็นจุดเริ่มต้นนั้นถูกปิดตัวลงไปตั้งแต่ปี 1985

 

ปัจจุบัน Berkshire เป็นกลุ่มธุรกิจที่ผสมกิจการประกันภัยขนาดใหญ่เข้ากับธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องจักรอุตสาหกรรม, สาธารณูปโภค, ทางรถไฟ ไปจนถึงร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด พร้อมพอร์ตหุ้นขนาดมหาศาลที่ซีอีโอเป็นผู้ดูแล

 

ตัวเลขผลงานเมื่อปีที่ผ่านมาคือกำไรจากการดำเนินงาน 4.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท) และมีพนักงานเกือบ 400,000 คน ขณะที่ตลอดยุคของบัฟเฟตต์ บริษัททำผลตอบแทนทบต้นให้ผู้ถือหุ้นได้ปีละ 19.7% ซึ่งเกือบ 2 เท่าของดัชนี S&P 500

 

การประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีที่เมืองโอมาฮาซึ่งบัฟเฟตต์ตั้งชื่อเล่นว่า Woodstock of Capitalists ก็กลายเป็นงานที่ดึงผู้ถือหุ้นและผู้ชื่นชมนับพันคนมารวมตัวกันทุกปี

 

ด้านสุขภาพนั้น แหล่งข่าวที่รับรู้เรื่องนี้ระบุว่าบัฟเฟตต์ยังมีสภาพจิตใจที่เฉียบคม เพียงแต่ร่างกายช้าลงหลังหกล้มเมื่อเดือนมิถุนายนจนขาหัก

 

เขายังคงเข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 5 วัน และเขียนติดตลกในจดหมายฉบับล่าสุดว่าเพิ่งฉลองวันเกิดอายุ 96 ปีกับครอบครัวและเพื่อน รวมถึงเหลนคนหนึ่งที่เพิ่งอายุครบ 1 ขวบ ซึ่งตอนนี้เคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเขาเสียอีก

 

สำหรับเหตุผลของการวางมือครั้งนี้ บัฟเฟตต์ระบุว่าเขาตัดสินใจหลังเอเบลทำได้เกินความคาดหวังที่เขาตั้งไว้สูงลิ่ว โดยเขียนว่า “เขาเป็นคนตัดสินใจเรื่องที่สำคัญมาระยะหนึ่งแล้ว และผมไม่เคยต้องคิดซ้ำสองกับการตัดสินใจใดเลย จังหวะจึงเหมาะที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านสมบูรณ์”

 

ราคาหุ้นที่ตามหลัง S&P 500 กับคำถามเรื่องมูลค่าส่วนเพิ่มที่อาจหายไป

 

แม้การส่งไม้ต่อจะราบรื่น แต่ราคาหุ้นกลับเป็นอีกเรื่อง โดยหุ้น Berkshire เพิ่มขึ้นเพียงราว 1-1.3% ในปีนี้ เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่บวกกว่า 11%

 

หากวัดจากช่วงที่เอเบลรับตำแหน่งเมื่อต้นปี หุ้นบริษัทขึ้นมาราว 2% ขณะที่หุ้น Class A ร่วงลง 5.6% มาอยู่ที่ 763,936 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25.45 ล้านบาท) จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 809,350 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 26.97 ล้านบาท) ซึ่งทำไว้ในวันก่อนที่บัฟเฟตต์จะประกาศเกษียณเมื่อปีที่แล้ว

 

สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและการที่นักลงทุนหันไปหาหุ้นกลุ่มเติบโตสูง แต่อีกส่วนคือผู้ถือหุ้นยังรอดูว่าซีอีโอคนใหม่จะบริหารเงินทุนก้อนใหญ่ได้เก่งเท่าบัฟเฟตต์หรือไม่

 

แคที ไซเฟิร์ต จาก CFRA Research ตั้งคำถามว่ายังมีมูลค่าส่วนเพิ่มที่มาจากชื่อของวอร์เรน บัฟเฟตต์ หลงเหลืออยู่ในราคาหุ้นอีกหรือไม่ และจะถูกดึงออกไปหรือเปล่า ซึ่งเธอมองว่าไม่ใช่เรื่องบวกต่อราคาหุ้นนัก

 

ในทางกลับกัน คริสโตเฟอร์ เดวิส หุ้นส่วนของ Hudson Value Partners มองว่าแม้ราคาหุ้นปีนี้จะน่าหงุดหงิดทั้งที่แนวโน้มธุรกิจพื้นฐานเป็นบวก แต่การประกาศให้บัฟเฟตต์ขยับไปเป็นประธานกิตติคุณก็เป็นตัวอย่างล่าสุดของธรรมาภิบาลที่ดีของ Berkshire

 

สำหรับผลงานของเอเบลในปีแรกนั้น เขาได้เริ่มนำเงินสดก้อนใหญ่ของบริษัทออกมาใช้ โดยเงินสดคงเหลือลดลงมาอยู่ที่ 3.655 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12.18 ล้านล้านบาท) ในไตรมาส 2 จากสถิติสูงสุดเกือบ 3.97 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13.23 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสก่อนหน้า

 

ความเคลื่อนไหวที่เด่นที่สุดคือการรื้อฟื้นโครงการซื้อหุ้นคืนที่หยุดไปตั้งแต่ปี 2024 โดยเร่งการซื้อคืนเป็น 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.50 แสนล้านบาท) ในไตรมาส 2

 

อีกดีลใหญ่คือการลงทุนในหุ้น Alphabet เป็นเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.33 แสนล้านบาท) ซึ่งทำให้บริษัทแม่ของ Google กลายเป็นหุ้นที่ Berkshire ถือมากเป็นอันดับ 3 รองจาก Apple และ American Express

 

นอกจากนี้ยังมีดีลซื้อกิจการผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยอย่าง Taylor Morrison ซึ่ง Wall Street Journal รายงานมูลค่าไว้ที่ 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.27 แสนล้านบาท) ขณะที่ Financial Times ระบุตัวเลข 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.83 แสนล้านบาท)

 

คริส บลูมสตราน ประธานของ Semper Augustus Investments ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น Berkshire มองว่าจดหมายฉบับนี้มีอีกจุดประสงค์หนึ่ง คือการทำให้ชัดว่าเอเบลเป็นคนคุมเกมด้วยตัวเอง โดยระบุว่า “เขาต้องการให้ชัดแจ้งว่าเกร็กเป็นคนคุม” ซึ่งเป็นวิธีส่งไม้ต่อที่ดีมาก

 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บัฟเฟตต์ได้วางแผนขั้นสุดท้ายสำหรับหุ้น Berkshire ที่เหลืออยู่ของตัวเองมูลค่าราว 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.66 ล้านล้านบาท) โดยระบุว่าจะทยอยส่งต่อให้มูลนิธิที่เชื่อมโยงกับครอบครัว 4 แห่งภายใน 8 ปีข้างหน้า

 

ภาพ : Mario Tama/Getty Images

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.32 บาท ณ วันที่ 19 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories