×

อินฟลูเอนเซอร์-นักกีฬา-กัญชา เกิดอะไรขึ้นที่ยูเอสโอเพน

05.09.2026
  • LOADING...
ผู้ชมกำลังถ่ายวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือระหว่างการแข่งขันเทนนิส

ยูเอสโอเพน 2026 กลายเป็นข่าวร้อนจากสิ่งที่เกิดขึ้นนอกสนามพอๆ กับการแข่งขันในสนาม ต้นเหตุเริ่มจากแมตช์รอบแรกของ นาโอมิ โอซากะ เมื่อมีผู้ชมกลุ่มหนึ่งส่งเสียงดังเพื่อถ่ายคอนเทนต์ระหว่างแต้ม ขณะที่อีกคนใช้แสงไฟส่องไปทางคอร์ตจนผู้ตัดสินต้องหยุดเกมและเตือน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

หลังจากนั้นในเกมที่ อารีนา ซาบาเลนกา พบกับ คามิลลา ราคิโมวา นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลก ยืนยันว่าเธอได้กลิ่นกัญชาลอยเข้ามาในสนาม

 

คลิปเหล่านั้นถูกแชร์อย่างรวดเร็ว ก่อนคำว่า ‘อินฟลูเอนเซอร์’ จะกลายเป็นจำเลยของสังคมเทนนิส แต่ถ้ามองให้ละเอียดลงไป ปัญหาครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องว่า “อินฟลูเอนเซอร์ควรอยู่ในสนามเทนนิสหรือไม่” หากแต่เป็นคำถามว่า ยูเอสโอเพน จะจัดการคนดูใหม่อย่างไร โดยไม่ทำลายสิ่งที่ทำให้การแข่งขันเป็นการแข่งขัน

 

จุดเริ่มต้นจากแมตช์ของ นาโอมิ โอซากะ

 

ในเกมรอบแรกกับ อนาสตาเซีย ซาคาโรวา ผู้ตัดสินต้องหยุดการแข่งขันเพื่อเตือนกลุ่มคนในลักชูรีบ็อกซ์ ที่กำลังถ่ายวิดีโอเสียงดังระหว่างแต้ม อีกเหตุการณ์ในแมตช์เดียวกันมีผู้หญิงใช้ริงก์ไลท์เพื่อถ่ายคอนเทนต์ในอัฒจันทร์ขณะเกมกำลังดำเนิน

 

โอซากะพูดหลังจากนั้นว่า หากมาชมกีฬา ก็ควร “ให้ความเคารพกับกีฬา” และควรศึกษามารยาทพื้นฐานก่อนเข้าชม

 

แต่เธอไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เพราะยังมองว่าพวกเขาสามารถช่วยให้เทนนิสเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ได้

 

ปัญหาจึงอยู่ที่วิธีการมากกว่าตัวบุคคล

 

ทำไมปีนี้ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ถึงถูกพูดถึงมากกว่าปกติ

 

USTA เริ่มออกหนังสือรับรองให้บรรดาคอนเทนต์ครีเอเตอร์เข้าร่วมรับชมเกมในสนามตั้งแต่ปีที่แล้ว และปีนี้จำนวนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 50 คน เป็นราว 100 คน

 

เหตุผลแบบตรงไปตรงมา คือผู้จัดต้องการขยายฐานผู้ชมของเทนนิสไปยังกลุ่มที่ไม่ได้เสพกีฬาผ่านโทรทัศน์ เว็บไซต์ข่าว หรือสื่อกีฬาดั้งเดิมอีกต่อไป

 

คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้จักกีฬาใหม่ๆ ผ่าน TikTok, Instagram หรือ YouTube ซึ่งเรื่องนี้มีหลักฐานยืนยันจากฟุตบอลโลก 2026 เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

 

ดังนั้น การให้อินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงยูเอสโอเพน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่จะผลักดันการเติบโตของการแข่งขัน และในมุมธุรกิจ การตัดคนกลุ่มนี้ออกทั้งหมดอาจหมายถึงการปิดประตูใส่ผู้ชมรุ่นใหม่ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีอินฟลูเอนเซอร์บางส่วนที่ก่อปัญหาขึ้นจริง แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการพูดคุยเรื่องนี้คือการไม่เหมารวม เพราะไม่ได้มีหลักฐานว่าอินฟลูฯ หรือครีเอเตอร์ทุกคนมีพฤติกรรมรบกวนการแข่งขัน

 

ตรงกันข้าม มีอินฟลูเอนเซอร์หลายคนที่เข้าใจเทนนิส รู้กติกา และพยายามอธิบายมารยาทการชมเทนนิสให้ผู้ติดตามของตัวเองรับทราบด้วย

 

เมดิสัน แอปเพล ซึ่งเป็นทั้งนักเทนนิสระดับมหาวิทยาลัย โค้ช และอินฟลูเอนเซอร์ ออกมาบอกชัดว่า ปัญหาไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ แต่คือคนที่ไม่เข้าใจมารยาทของเทนนิส

 

ที่สำคัญ USTA ยังยืนยันว่า ผู้หญิงที่ใช้ริงก์ไลท์ส่องแสงถ่ายคอนเทนต์ในเกมของโอซากะ ไม่ได้เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ที่ได้รับหนังสือรับรองด้วย

 

มารยาทการชมเทนนิสต่างจากกีฬาอื่นอย่างไร

 

ความขัดแย้งส่วนหนึ่งเกิดจากวัฒนธรรมการชมเทนนิสมีธรรมเนียมเฉพาะตัว เพราะสำหรับคนอเมริกันที่คุ้นชินกับกีฬาอย่างบาสเกตบอล ซึ่งแฟนสามารถตะโกนระหว่างเกมได้ ในอเมริกันฟุตบอล การส่งเสียงคือส่วนหนึ่งของการแข่งขัน และในเบสบอลผู้ชมสามารถเดินไปมาได้เกือบตลอดเวลา การเชียร์เทนนิสอาจจะต่างออกไป

 

เทนนิสยังให้ความสำคัญกับความเงียบขณะผู้เล่นกำลังเตรียมเสิร์ฟหรือแต้มกำลังดำเนินอยู่ ขณะที่แสงแฟลช การยืนขึ้น การเดิน หรือการพูดเสียงดังในช่วงนั้นสามารถรบกวนสมาธินักกีฬาได้โดยตรง

 

ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่อคนที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมกีฬาชนิดอื่นเข้ามาในสนามเทนนิส โดยไม่มีใครบอกว่ากติกาทางสังคมของพื้นที่นี้แตกต่างอย่างไร

 

ในอีกด้าน ผู้จัดการแข่งขันก็ต้องยอมรับว่า ยูเอสโอเพนไม่ได้ขายตัวเองในฐานะ ‘การแข่งขันเทนนิสเพียงอย่างเดียว’ มานานแล้ว

 

ยูเอสโอเพน ทำให้สนามอาเธอร์แอช สเตเดียม กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนอยาก “ไปให้เห็นและถูกเห็น” ซึ่งในแต่ละปี แฟนๆ จะได้เห็นการโปรโมตด้วยภาพของบรรดาเซเล็บ, เครื่องดื่มฮันนีดิวช์ รวมไปถึงร้านอาหาร, แฟชั่น, และแบรนด์จำนวนมากอยู่รอบการแข่งขัน

 

ยังไม่นับว่า ภาพลักษณ์ของยูเอส โอเพน ยังมีชื่อเสียงเรื่องบรรยากาศเสียงดัง เต็มไปด้วยพลังงาน และวุ่นวายกว่าแกรนด์สแลมอื่นมาโดยตลอด

 

ดังนั้น เมื่อผู้จัดพยายามขายประสบการณ์การเป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขัน และผลักดันให้เป็นปลายทางแห่งประสบการร์ความบันเทิงมากขึ้น ก็แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะดึงคนที่สนใจ “ประสบการณ์” มากกว่าตัวการแข่งขันเข้ามาด้วย ตรงนี้จึงไม่ใช่ปัญหาของคนดูฝ่ายเดียว แต่เป็นผลจากความสำเร็จของยูเอสโอเพนเองด้วย

 

จาก 1.14 ล้านคน สู่ปัญหา ‘ความนิยมที่มากเกินไป’

 

ปีที่แล้วยูเอสโอเพน มีผู้เข้าชมถึง 1.14 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด ขณะเดียวกัน เทนนิสในสหรัฐฯ ก็เติบโตต่อเนื่อง โดยมีผู้เล่นถึง 27.3 ล้านคนในปี 2025

 

การเติบโตนี้เป็นข่าวดีสำหรับวงการ แต่เมื่อผู้ชมเพิ่มขึ้น คนที่เข้ามาครั้งแรกก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หลายคนอาจไม่ได้เข้าใจว่าห้ามขยับตัวระหว่างแต้ม หรือไม่รู้ว่าเสียงจากอัฒจันทร์สามารถลงไปถึงคอร์ตได้

 

ดังนั้นสิ่งที่แฟนเทนนิสมองว่าเป็น ‘มารยาทพื้นฐาน’ อาจไม่ใช่ความรู้พื้นฐานสำหรับผู้ชมใหม่เลย

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ นักเทนนิสเองก็ไม่ได้ออกมาต่อต้านอินฟลูเอนเซอร์แบบเป็นเอกฉันท์ อาทิ โคโค่ กอฟฟ์ บอกว่าการมีคนกลุ่มใหม่เข้ามาเป็นเรื่องดี แต่ก็เปรียบเทียบว่า ถ้าคุณได้รับเชิญไปงานเดินพรมแดง คุณก็ควรแต่งตัวตามบริบทของงาน

 

ขณะที่ ดานีล เมดเวเดฟ มองว่าผลดีของการทำให้เทนนิสได้รับความนิยมมากขึ้นมีมากกว่าผลเสีย ส่วนทาง ฟรานเชส ติอาโฟก็ไม่ได้มองว่าคนเข้าชมมากขึ้นเป็นปัญหา

 

ส่วนนักหวดเจ้าถิ่นอย่าง เจซิกา เปกูลา ยอมรับว่า บรรดาอินฟลูเอนเซอร์ ช่วยนำเสนอประสบการณ์ของยูเอสโอเพนได้ดี แต่เส้นแบ่งถูกข้ามเมื่อพฤติกรรมเหล่านั้นเริ่ม “รบกวนการทำงาน” ของนักกีฬา

 

ปัญหาที่ใหญ่กว่า อินฟลูเอนเซอร์ คือ ยูเอสโอเพน ดังขึ้นเรื่อยๆ

 

อาเดรียง มังนาริโน ใช้คำพูดที่ค่อนข้างแรง โดยระบุว่า “บรรยากาศเริ่มเหมือนสวนสัตว์” โดยเขาพูดเพื่ออธิบายถึงทั้งเสียงรบกวน คนเดินระหว่างการแข่งขัน และกลิ่นกัญชาในสนาม

 

ด้าน อารีนา ซาบาเลนกา ก็เป็นอีกคนเคยร้องเรียนเรื่องกลิ่นกัญชาระหว่างแข่งขันเช่นกันเช่นกัน ส่วนโอซากะเองบอกว่า ในเกมรอบสอง ผู้ตัดสินต้องขอให้คนดูเงียบบ่อยกว่าที่เธอเคยได้ยินมา

 

นั่นสะท้อนว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่าอินฟลูเอนเซอร์ไม่กี่คน มันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของผู้ชมโดยรวม เมื่อการแข่งขันได้รับความนิยมมากขึ้นและเส้นแบ่งระหว่างอีเวนต์การแข่งขันกีฬากับอีเวนต์บันเทิง ก็บางลงเรื่อยๆ

 

กติกาของ US Open ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

 

อีกประเด็นที่ทำให้เรื่องซับซ้อนคือ มารยาทของเทนนิสเองก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เพราะทางยูเอสโอเพนก็เริ่มใช้นโยบายให้แฟนเดินเข้าออกที่นั่งได้อิสระมากขึ้นตั้งแต่ปี 2024 ไม่ต้องรอเฉพาะช่วงจังหวะเปลี่ยนฝั่งคอร์ตเหมือนเดิม

 

พฤติกรรมบางอย่างที่อดีตอาจถูกมองว่าไม่เหมาะสม เช่น การเชียร์หลัง Double Fault หรือ Unforced Error ก็กลายเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปมากขึ้น

 

ดังนั้น การบอกคนดูใหม่เพียงว่า “ควรรู้มารยาท” อาจยังไม่พอ เพราะมารยาทเหล่านั้นเองก็กำลังถูกต่อรองและเปลี่ยนแปลงตามวัฒนธรรมของการแข่งขัน

 

หลังเหตุการณ์รอบแรกของโอซากะ ผู้จัดเริ่มขึ้นข้อความบนหน้าจอหลักเพื่อเตือนผู้ชมเรื่องการใช้เสียง การเปิดแฟลชถ่ายภาพและการใช้ริงก์ไลต์

 

สมาคมเทนนิสแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ USTA ยังส่งข้อความถึงผู้ถือตั๋วเพื่อย้ำว่า พฤติกรรมที่รบกวนการแข่งขันอาจทำให้ผู้ตัดสินต้องหยุดเกมและเตือนจากสนาม

 

นี่อาจเป็นทิศทางที่สมเหตุสมผลมากกว่าการโทษกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะหากเป้าหมายคือดึงคนใหม่เข้ามา ผู้จัดก็มีหน้าที่ทำให้คนใหม่รู้ว่า “เข้ามาแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไร”

 

คำถามจึงไม่ควรเป็นว่ายูเอสโอเพน ต้องเลือก “แฟนเทนนิสตัวจริง” หรือ “อินฟลูเอนเซอร์” เพราะสองกลุ่มนี้ไม่ได้ตรงข้ามกันโดยอัตโนมัติ และหลายคนก็เป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน

 

สิ่งที่ควรทำคือกำหนดกติกาชัดขึ้น ตั้งแต่ก่อนออกหนังสือรับรอง อย่างการบรีฟผู้ได้รับเชิญ การติดป้ายในบ็อกซ์เข้าชม ไปจนถึงการกำหนดพื้นที่และช่วงเวลาที่สามารถถ่ายตอนเทนต์ได้

 

ถ้าผู้จัดต้องการคนหน้าใหม่ ก็ไม่ควรคาดหวังให้ทุกคนเข้าใจวัฒนธรรมเทนนิสโดยสัญชาตญาณ ในทางกลับกัน ผู้ได้รับสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่พิเศษก็ควรมีความรับผิดชอบมากกว่าคนดูทั่วไป

 

ยูเอสโอเพน กำลังเจอกับปัญหาจากความสำเร็จของตัวเอง

 

ท้ายที่สุด นี่อาจเป็นปัญหาที่หลายกีฬาฝันอยากมี เพราะมีคนสนใจมากขึ้น สนามเต็มขึ้น แบรนด์เข้ามามากขึ้น และคนรุ่นใหม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน

 

แต่ความนิยมย่อมมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมคนดู ยูเอสโอเพนจึงต้องหาวิธีรักษาสิ่งที่ทำให้ตัวเองเป็น ‘ทัวร์นาเมนต์ของทุกคน’ โดยไม่ปล่อยให้ความเปิดกว้างนั้นรบกวนคนที่กำลังแข่งขันเพื่ออาชีพของตัวเอง

 

เพราะปัญหาไม่ใช่ว่าใครถือโทรศัพท์หรือมีผู้ติดตามกี่คน ปัญหาเกิดขึ้นในวินาทีที่ คอนเทนต์สำคัญกว่าการแข่งขันที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า

 

และบางทีนี่คือเส้นที่ ยูเอสโอเพนต้องขีดให้ชัดที่สุด ไม่ว่าคนที่ข้ามเส้นนั้นจะเป็น อินฟลูเอนเซอร์, เซเล็บฯ หรือแฟนเทนนิสธรรมดาก็ตาม

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Jamie Squire / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising