ราคาปุ๋ยไนโตรเจนและยูเรียในตลาดโลกกำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็ว หลังจากพุ่งทะยานขึ้นแรงในช่วงวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยข้อมูลล่าสุดจาก Argus รายงานว่า ราคายูเรียในตะวันออกกลางร่วงลงถึง 50% จากจุดสูงสุดในเดือนเมษายนที่ 918 ดอลลาร์ต่อตัน ลงมาอยู่ที่ประมาณ 475 ดอลลาร์ต่อตัน
ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาเริ่มดิ่งลง เกิดจากคลื่นลมในช่องแคบฮอร์มุซที่เริ่มคลี่คลาย ผนวกกับคาดการณ์ว่าจีน ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตปุ๋ยจะกลับมาเปิดฉากส่งออกอีกครั้งในเดือนมิถุนายนนี้ ทำให้เหล่านักเก็งกำไรมองว่าวิกฤตอุปทานขาดแคลนได้ผ่านจุดพีกไปแล้ว
แม้ราคาปุ๋ยจะถูกลง แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับประสานเสียงเตือนว่า อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะการลดลงของราคาครั้งนี้ เกิดจากความต้องการซื้อที่หดหาย ไม่ใช่เพราะสินค้าล้นตลาด ซึ่งนี่คือสัญญาณอันตรายต่อระบบอาหารโลก
มักซิโม โตเรโร หัวหน้าเศรษฐศาสตร์ของ FAO ชี้ว่า เกษตรกรจำนวนมากถูกบีบให้ซื้อปุ๋ยแพงไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ในรอบการผลิตถัดไป พวกเขาจำเป็นต้องลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลงเพื่อประคองตัว
ด้านสำนักวิเคราะห์ StoneX ประเมินว่า เกษตรกรอาจลดการใช้ไนโตรเจนลงราว 5% แม้ดูเหมือนน้อย แต่เมื่อคำนวณเป็นปริมาณตันทั่วโลก ถือเป็นตัวเลขที่มหาศาล ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า
ขณะที่ยูเรียลดลง แต่ปุ๋ยฟอสเฟตยังกระทบหนัก เพราะต้นทุนกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวจากผลกระทบของสงคราม
อีกหนึ่งประเด็นที่คนในวงการกำลังจับตาคือ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างตลาดการเงินและตลาดเชิงกายภาพ โดยข้อมูลจาก CRU รายงานว่า ปัจจุบันมียูเรียเกือบ 9 แสนตัน จอดค้างอยู่ในคลังลอยน้ำ บริเวณอ่าวเปอร์เซีย แม้สินค้าบางส่วนจะขายออกไปแล้ว แต่ก็ยังติดปัญหาการส่งมอบ ทำให้ผู้ซื้อตัวจริงในตลาดเลือกที่จะชะลอการสั่งซื้อ เพื่อรอให้ราคาลงต่ำที่สุด ส่งผลให้การฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานล่าช้าออกไปอีก
อย่างไรก็ตาม การร่วงลงของราคายูเรียเป็นเพียงการบรรเทาความเครียดระยะสั้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่สัญญาณว่าตลาดกลับคืนสู่สมดุลที่แท้จริง เพราะห่วงโซ่อาหารโลกยังคงเปราะบางจากการพึ่งพาเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
สำหรับ 3 ปัจจัยที่ต้องจับตาในไตรมาสต่อไป คือเรื่องสต็อกปุ๋ย สินค้าจะถูกส่งมอบและกระจายถึงมือเกษตรกรได้เร็วแค่ไหน รวมถึงนโยบายการส่งออกปุ๋ยของจีนจะเป็นไปตามคาดการณ์หรือไม่ และการปรับตัวของเกษตรกร การลดปริมาณปุ๋ยและการเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น จะกระทบต่อราคาอาหารจานหลักของโลกรุนแรงเพียงแค่ไหน
ทั้งหมดคือเกมยาวที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องโฟกัส เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของราคาปุ๋ย แต่คือเรื่องของความมั่นคงทางอาหารของโลก
ภาพ:Muh Akbar Heriyandi/shutterstock
อ้างอิง:

