รายงานผลการวิจัยจากสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UN University) เตือนว่า ภายในปี 2030 การใช้น้ำใน Data Center หรือ Data Center ทั่วโลก จะเทียบเท่ากับความต้องการใช้น้ำของประชากร 1.3 พันล้านคน ในขณะที่การใช้พลังงานไฟฟ้าใน Data Center ทั่วโลก จะเพิ่มขึ้นถึง 945 เทราวัตต์ (Terawatt : TW เทียบเท่า 1 ล้านเมกะวัตต์) ต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นเกือบ ‘3 เท่า’ ของการใช้ไฟฟ้าประจำปีรวมกันของประชากร 650 ล้านคน และการใช้พื้นที่ของ Data Center ทั่วโลกจะมากกว่า 14,500 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ‘2 เท่า’ ของพื้นที่กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมากกว่า 32 ล้านคน
ประเด็นสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า Data Center และระบบเครือข่ายส่งข้อมูล เป็นสาเหตุหนึ่งของการแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับพลังงานในปี 2020 โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 1 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 200-250 ล้านตันต่อปี ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)
ข้อค้นพบที่น่าตกใจเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เพื่อรองรับเทคโนโลยีล้ำยุคเช่น AI และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล
นับตั้งแต่ปี 2019 ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า ในขณะที่ปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกได้ขยายเป็น 5.5 พันล้านคนทั่วโลก โดย Edge Computing หรือสถาปัตยกรรมการประมวลผลข้อมูลใกล้กับผู้ใช้ปลายทาง มีส่วนทำให้ Data Center ขยายตัวไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว หลายประเทศ เช่น บราซิล มาเลเซีย และไนจีเรีย กลายเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของ Data Center จำนวนมาก
แน่นอนว่า Data Center ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อเทคโนโลยี AI และระบบเศรษฐกิจโลก และคงยากที่จะปฏิเสธการขยายตัวที่ตามมา
แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณเตือน คือผลกระทบที่มาจากการสร้าง Data Center ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกรวน และปัญหาสังคม ยังเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ไม่นับรวมถึงความคุ้มค่าด้านเศรษฐกิจและการจ้างงานในท้องถิ่น ซึ่ง Data Center อาจจะไม่ตอบโจทย์ได้เทียบเท่ากับโรงงานผลิตสินค้า
คำถามสำคัญสำหรับนานาประเทศรวมถึงไทย คือหากจำเป็นต้องเปิดทางให้มีโครงการ Data Center ขึ้นอย่างจริงจังภายในประเทศ กฎเกณฑ์หรือมาตรการควบคุมที่เหมาะสมควรมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะช่วยลดผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น และทำให้โครงการ Data Center ก่อให้เกิดความคุ้มค่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงต่อประชาชนในประเทศนั้นๆ
ต้นทุนของท้องถิ่นกับโครงการ Data Center
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ประเมินว่า Data Center ผลักดันการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้ามากกว่าร้อยละ 20 ในระหว่างปัจจุบันจนถึงปี 2030
โดยในปี 2025 Data Center ทั่วโลก มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 448 เทราวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งหากนับเป็นประเทศหนึ่งจะถือเป็นผู้บริโภคไฟฟ้ารายใหญ่อันดับที่ 11 ของโลก รองจากฝรั่งเศสและแซงหน้าซาอุดีอาระเบีย
ข้อมูลของ World Economic Forum พบว่า Data Center ขนาด 1 เมกะวัตต์สามารถใช้น้ำได้มากถึง 25.5 ล้านลิตรต่อปี โดยน้ำทั้งหมดจะถูกใช้เพื่อการระบายความร้อนเท่านั้น ซึ่งเทียบได้กับการใช้น้ำในแต่ละวันของประชากรประมาณ 300,000 คน
ทั้งนี้ มีหลายกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า การขยายตัวของ Data Center กำลังสร้างแรงกดดันอย่างมากในระดับท้องถิ่นของหลายประเทศ
โดยที่ไอร์แลนด์ พบว่า Data Center มีการใช้ไฟฟ้าคิดเป็น 21% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่วัดได้ทั้งหมดในปี 2023 ซึ่งเกินกว่าครัวเรือนทั้งหมดในเขตชุมชนเมือง ขณะที่ผู้ดำเนินการโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติได้ระงับการอนุมัติสร้าง Data Center ใหม่รอบๆ กรุงดับลินจนถึงปี 2028 ทำให้ไอร์แลนด์เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและมีหลักฐานยืนยันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อการขยายตัวของ Data Center ล้ำหน้าการวางแผนด้านพลังงาน
ที่เมืองเกเรตาโร ประเทศเม็กซิโก การขยายโครงการ Data Center กำลังดึงน้ำไปใช้อย่างมาก ท่ามกลางภัยแล้งในพื้นที่ซึ่งยังเป็นปัญหายืดเยื้อ
เช่นเดียวกับที่อุรุกวัย แผนการสร้าง Data Center ที่ใช้น้ำปริมาณมากในการระบายความร้อน เกิดขึ้นพร้อมกับภัยแล้งรุนแรงในปี 2023 ที่ทำให้แหล่งน้ำจืดในกรุงมอนเตวิเดโอหมดไป จนน้ำประปาไม่ปลอดภัยสำหรับการดื่ม
ยิ่งไปกว่านั้น โครงการ Data Center ถูกจับจ้องว่าอาจสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากถึง 2.5 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030 ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกส่งไปจัดการในประเทศที่มีรายได้ต่ำและมีมาตรการคุ้มครองที่จำกัด ในขณะที่แร่ธาตุสำคัญ (Critical Mineral) ที่อยู่ในส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะถูกส่งไปสกัดในเขตอำนาจศาลที่มีความอ่อนแอในการกำกับดูแลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
รายงาน “AI กำลังคุกคามทรัพยากรธรรมชาติมูลค่าหลายพันล้าน (AI Is Threatening Natural Resources for Billions)” โดยนักวิทยาศาสตร์ของ UN ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชี้ว่า การขยายโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี AI อย่าง Data Center ควรมีแผนดำเนินงานที่คำนึงถึงความยั่งยืนและเท่าเทียม โดยเรียกร้องให้ดำเนินงานบนหลักการ 6 ข้อ ได้แก่
- ความโปร่งใส
- ประสิทธิภาพที่เกิดจากการออกแบบ
- ความเท่าเทียมและความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
- ความรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิต
- ความร่วมมือระดับโลก
- การใช้งานอย่างยั่งยืน
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักแต่ละกลุ่ม ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละประเทศ ควรบูรณาการ Data Center เข้ากับการวางแผนพลังงาน การกำกับดูแลน้ำ และการอนุญาตการใช้ที่ดิน และกำหนดให้มีการรายงาน Footprint ด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นมาตรฐาน
ผู้ประกอบการ Data Center และผู้ให้บริการสาธารณูปโภคควรพิจารณาการเลือกสถานที่ตั้งและการจัดหาพลังงาน โดยคำนึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และควรประเมินผลกระทบสะสม เช่นเดียวกับนักลงทุน ที่ควรพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้ไฟฟ้า คาร์บอน น้ำ และที่ดิน ให้เป็นความเสี่ยงที่สำคัญในพอร์ตการลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ขณะที่ชุมชนและภาคประชาสังคมควรได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ ในการตัดสินใจเลือกสถานที่ตั้ง Data Center โดยมีกลไกความโปร่งใสและการร้องเรียนที่สามารถบังคับใช้ได้
ไกด์ไลน์ UN จัดซื้อจัดจ้าง Data Center อย่างยั่งยืน
เพื่อให้การดำเนินโครงการ Data Center เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) ได้เผยแพร่เอกสาร ‘แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนสำหรับ Data Center และเซิร์ฟเวอร์ (Sustainable Procurement Guidelines for Data Centres and Servers)’ ในปี 2025 เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างในการพิจารณาเลือกอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับ Data Center และเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ ที่เป็นไปตามมาตรฐานระดับสูงทั้งด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน
ข้อเสนอแนะในเอกสารไกด์ไลน์ฉบับนี้ มุ่งเน้นไปที่เกณฑ์ประสิทธิภาพหลักและเงื่อนไขการใช้งานที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบมากที่สุดต่อการเลือก Data Center และบูรณาการแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อาทิ ISO/IEC, ETSI, CENCENELEC เข้ากับกรอบการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ประเทศต่างๆ สามารถมั่นใจได้ว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง Data Center จะสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในวงกว้าง
แนวทางที่แนะนำสำหรับประเทศต่างๆ รวมไปถึงตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก (KPI) เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานของ Data Center อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เช่น ประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ประสิทธิภาพในการใช้น้ำ และการใช้พลังงานหมุนเวียน
แนวทางในเอกสาร ยังช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถนำมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ตรวจวัดได้มาใช้ และบูรณาการเข้ากับข้อกำหนดการจัดซื้อจัดจ้าง และยังใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนามาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานขั้นต่ำ
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้มีการพัฒนากลไกจูงใจต่างๆ เช่น โครงการติดฉลาก เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ Data Center ปฏิบัติตามเกณฑ์ความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวปฏิบัติที่ประหยัดพลังงานและคำนึงถึงทรัพยากรมากขึ้น
ไกด์ไลน์สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการ Data Center ลักษณะนี้ ถือว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีการขยายตัวของโครงการ Data Center มากที่สุด และเป็นกลุ่มที่กำลังเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทำให้การนำแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนมาใช้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการใช้พลังงานและทรัพยากรที่เพิ่มสูงขึ้น
อีกสิ่งสำคัญ คือแนวทางเหล่านี้ ยังผ่านการตรวจสอบโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย รวมถึงผู้ให้บริการและผู้ประกอบการ Data Center ตลอดจนสมาคมอุตสาหกรรมดิจิทัล และสถาบันวิจัยต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินโครงการ Data Center จะสะท้อนถึงแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง Data Center
ไกด์ไลน์ของ UNEP แนะนำว่า การเลือกสถานที่ตั้งของ Data Center ในช่วงวางแผนและออกแบบมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อปัจจัยสำคัญต่างๆ เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้ประโยชน์จากความร้อนเหลือทิ้ง การจัดการความเสี่ยง และอธิปไตยของข้อมูล
Data Center ต้องสามารถเข้าถึงเครือข่ายการสื่อสารผ่านสายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Cable) และโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างดี โดย Data Center ขนาดใหญ่มีความต้องการพลังงานด้านโดยทั่วไปเกิน 1 เมกะวัตต์
พลังงานที่ใช้โดยโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่เกิดจากการระบายความร้อน โดยทั่วไปคิดเป็นประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ใช้โดยอุปกรณ์ไอที
ขณะที่การดำเนินงานของ Data Center อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อโครงข่ายไฟฟ้า และควรเลือกการใช้งานที่เหมาะสมที่สุดโดยสอดคล้องกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานด้านไฟฟ้าที่รับผิดชอบระบบไฟฟ้า โดยคำนึงถึงแผนพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องด้วย
นอกจากนี้ Data Center ยังมีความอ่อนไหวต่อภัยพิบัติทางสภาพอากาศเป็นอย่างมาก เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหว (ซึ่งอาจสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุปกรณ์ไอที) ภัยแล้ง (ซึ่งอาจจำกัดการเข้าถึงน้ำสำหรับการระบายความร้อน) และอุณหภูมิสูง (ซึ่งอาจสร้างความเครียดให้กับระบบระบายความร้อน)
อีกประเด็นสำคัญคือการประเมินความเสี่ยงของสถานที่ตั้ง Data Center โดยการลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศอาจรวมถึง
- ระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ
- การติดตั้งสิ่งกีดขวางทางกายภาพในแผนการออกแบบเพื่อป้องกันน้ำทะเลไหลเข้า
- การยกอุปกรณ์ไอทีให้สูงขึ้น
ขณะที่การพิจารณาความสามารถในการผลิตพลังงานหมุนเวียนในสถานที่หรือในพื้นที่ใกล้เคียงเป็นสิ่งสำคัญ โดยพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่ผลิตในท้องถิ่นสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นของ Data Center ต่อไฟฟ้าดับ ลดการพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าสะอาดจากเครือข่ายโครงข่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่
การนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ (Waste Heat Recovery) ก็อาจเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกสถานที่ตั้ง Data Center เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐอาจแนะนำผู้ประกอบการ ให้ตั้ง Data Center ในสถานที่ที่สามารถนำความร้อนเหลือทิ้งหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ในบางสถานที่ เช่น อาคารสำนักงาน หรือสระว่ายน้ำ
และเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม ไกด์ไลน์ของ UNEP ยังแนะนำให้พิจารณาปรับปรุงอาคารที่มีอยู่เดิม โดยมองว่าอาจให้ผลประโยชน์ด้านพลังงาน สภาพภูมิอากาศ และต้นทุนตลอดอายุการใช้งานที่ดีกว่าการสร้าง Data Center ใหม่
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE)
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Utilisation Effectiveness : PUE) เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก (KPI) ที่ใช้กันมากที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดสำหรับ Data Center ทั่วโลก โดยกำหนดเป็นอัตราส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยรวมต่อปีของ Data Center ต่อการใช้พลังงานไฟฟ้าต่อปีของอุปกรณ์ไอทีใน Data Center (เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่าย)
PUE เป็นตัวชี้วัดที่ไม่มีหน่วย โดยทั่วไปจะมีค่าตั้งแต่มากกว่า 2.0 สำหรับ Data Center ที่เก่าหรือมีขนาดเล็ก ไปจนถึง 1.2 หรือต่ำกว่าสำหรับ Data Center ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ (ค่าต่ำสุดคือ 1)
ศูนย์วิจัยร่วมของคณะกรรมาธิการยุโรป (JRC) ซึ่งพัฒนาระเบียบปฏิบัติ(Code of Conduct : CoC) สำหรับโครงการ Data Center ในสหภาพยุโรป กำหนดให้ค่า PUE เป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินประสิทธิภาพโดยรวมของ Data Center ใน EU
โดย PUE จะแสดงถึงอัตราส่วนของกำลังไฟฟ้าขาเข้าทั้งหมดของ Data Center ต่อกำลังไฟฟ้าที่ใช้กับอุปกรณ์ไอที ยิ่งค่า PUE ต่ำ ประสิทธิภาพของ Data Center ก็จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ค่า PUE ใกล้เคียงกับ 1.0 ซึ่งบ่งชี้ว่า Data Center มีประสิทธิภาพสมบูรณ์แบบ โดยเกือบทั้งหมดของพลังงานถูกส่งไปยังอุปกรณ์ไอที
ปัจจุบัน Data Center ในสหภาพยุโรปมีค่า PUE เฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 ในขณะที่บางแห่งยังคงรายงานค่าที่สูงกว่า 2.0 ด้วยการตรวจสอบค่า PUE อย่างสม่ำเสมอ ผู้ประกอบการ Data Center สามารถระบุจุดที่ไม่มีประสิทธิภาพและดำเนินการมาตรการประหยัดพลังงานที่ตรงเป้าหมายได้
ผู้ที่แสดงให้เห็นถึงการนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของ EU CoC ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่การลดการใช้พลังงานอย่างมีนัยสำคัญ จะมีสิทธิ์ได้รับรางวัล EU Code of Conduct in Data Centres Awards ประจำปี
ตัวอย่างของ Data Center ใน EU ที่ได้รับรางวัลระหว่างปี 2020 ถึง 2022 อาทิ
- IMAG data centre ของ มหาวิทยาลัย Grenoble Alpes ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็น Data Center ขนาดเล็ก ที่อยู่ในอาคารขนาดใหญ่ สามารถทำค่า PUE ได้ถึง 1.25 โดยใช้การระบายความร้อนโดยตรงและน้ำบาดาลเพื่อผลิตน้ำเย็น
- Data Center ของบริษัท Atos ในเมืองลองบริดจ์ สหราชอาณาจักร มีค่า PUE อยู่ที่ 1.16 โดยการนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด 92 ข้อมาใช้ รวมถึงการระบายความร้อนด้วยอากาศ การใช้ไฟ DC แบบ LED และการหรี่ไฟเหลือเพียง 10% เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยจะเปิดใช้งานเฉพาะเมื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวได้เท่านั้น
- โครงการ Data Center ของบริษัท Microsoft ได้แก่ Gavle GVX01, Sandviken GVX11 และ Malmö MMA01 ในประเทศสวีเดน ที่มีค่า PUE ต่ำมากอยู่ที่ประมาณ 1.2 ด้วยการนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดหลายประการและการระบายความร้อนแบบประหยัดพลังงานมาใช้
ประสิทธิภาพการใช้น้ำ (WUE)
โดยทั่วไปแล้ว Data Center จะใช้น้ำสำหรับระบบระบายความร้อน และในระดับที่น้อยกว่าสำหรับการเพิ่มความชื้นในอากาศ ซึ่งมักจำเป็นต่อการรักษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมรอบๆ เซิร์ฟเวอร์ใน Data Center
ไกด์ไลน์ของ UNEP แนะนำให้ Data Center ใช้ระบบระบายความร้อนแบบ Adiabatic หรือกระบวนการที่ไม่มีการถ่ายเทความร้อนเข้าและออกจากระบบ ซึ่งจะทำให้ได้ค่า PUE ที่ดีขึ้น
แต่ระบบระบายความร้อนแบบ Adiabatic นั้นต้องการใช้น้ำที่สะอาดและปราศจากการปนเปื้อน โดยใช้ในปริมาณมาก ประมาณ 2 ลิตรต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ดังนั้นน้ำที่ใช้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้มาจากดิน เช่น น้ำในแม่น้ำหรือน้ำประปา แต่มาจากน้ำดื่มและส่วนใหญ่จะระเหยไปในอากาศผ่านหอระบายความร้อนของ Data Center ทำให้จำเป็นต้องมีการตรวจสอบและจำกัดการใช้น้ำ ประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness : WUE) จึงเป็นอัตราส่วนของการใช้น้ำต่อปีสำหรับการดำเนินงานของ Data Center ในหน่วยลิตร หารด้วยการใช้พลังงานต่อปีของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไอทีในหน่วยกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) ดังนั้น WUE จึงแสดงด้วยหน่วยลิตรต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
ขณะที่ระบบระบายความร้อนประเภทนี้ ยังไม่เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ เพราะอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อความต้องการใช้น้ำที่สำคัญอื่นๆ
อธิปไตยของข้อมูลและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
การตั้ง Data Center ในประเทศกำลังพัฒนาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วโดยการจัดเก็บเนื้อหาคอนเทนต์บนอินเทอร์เน็ตจากต่างประเทศไว้ใน Data Center ท้องถิ่น ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแก่ผู้ให้บริการระหว่างประเทศ
จุดแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Internet exchange points : IXP) หรือจุดแลกเปลี่ยนข้อมูลทางกายภาพ ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในท้องถิ่นหลายรายเชื่อมต่อเครือข่ายเข้าด้วยกัน และตั้งอยู่ใน Data Center จะช่วยให้การรับส่งข้อมูลภายในประเทศสามารถเชื่อมต่อกันได้ และลดจำนวนการส่งต่อข้อมูลผ่านเครือข่ายต่างประเทศ
IXP จะเพิ่มตัวเลือกเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลที่มีอยู่ ทำให้การใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยปรับปรุงความยืดหยุ่นของระบบเครือข่าย และอาจรวมถึงคุณภาพการบริการ อีกทั้งยังลดต้นทุนการส่งข้อมูล และอาจเพิ่มการเข้าถึงและการใช้งานอินเทอร์เน็ตในระยะยาว
อ้างอิง:
- https://wedocs.unep.org/rest/api/core/bitstreams/cff85d99-d15e-431e-95fe-9fc5f0b675a6/content
- https://www.unep.org/technical-highlight/unep-releases-guidelines-curb-environmental-impact-data-centres
- https://unric.org/en/ais-environmental-costs-threaten-water-land-and-climate/
- https://joint-research-centre.ec.europa.eu/jrc-news-and-updates/eu-code-conduct-data-centres-towards-more-innovative-sustainable-and-secure-data-centre-facilities-2023-09-05_en


