×

สรุปประเด็นการไต่สวนคดี 44 สส. คำเบิกความของเจ้าหน้าที่สภาฯ ไขเบื้องลึกการเสนอร่างแก้ไข ม.112

22.09.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกสรุปประเด็นการไต่สวนคดี 44 สส. และการซักถามเจ้าหน้าที่สภาฯ เกี่ยวกับการเสนอร่างแก้ไข ม.112

ศาลฎีกาไต่สวนพยานนัดที่ 2 ในคดี คมจ. 1/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้อง และ 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล เป็นผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงจากการลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นัดนี้ยังคงเป็นการนำสืบพยานจากฝ่าย ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

 

 

การไต่สวนซึ่งใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่งในวันนี้ (22 กันยายน) มุ่งเน้นการซักถามเกี่ยวกับขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมายของ สส. และการวินิจฉัยถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของเนื้อหากฎหมาย ตลอดจนการหาคำตอบว่าแท้จริงแล้ว ข้อบกพร่องที่ฝ่ายข้าราชการสภาฯ แจ้งกลับมา ส่งถึง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แต่เพียงผู้เดียว โดยที่ 44 สส. คนอื่น ไม่รับทราบด้วยหรือไม่

 

ตัวแทนแต่ละฝ่ายที่ปรากฏต่อหน้าศาลฎีกาในวันนี้ ประกอบด้วย

 

ผู้ร้อง (ป.ป.ช.): ตัวแทนคือ พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะทนายความ

 

ผู้คัดค้าน (44 อดีต สส.): ส่วนใหญ่มอบอำนาจให้ทนายความมาศาล นำโดย นิธิ ละเอียดดี, ธีรัจชัย พันธุมาศ และ สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีต สส. กทม. พรรคก้าวไกล ว่าความและซักพยานด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังมีอดีต สส. หลายคนเข้าร่วมรับฟังการไต่ส่วน อาทิ พล.ต.ต. สุพิศาล ภักดีนฤนาท, สุรวาท ทองบุ, องค์การ ชัยบุตร, จรัส คุ้มไข่น้ำ และ สุเทพ อู่อ้น

 

พยาน (ฝ่ายผู้ร้อง): ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และอดีตผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย

 

  • สุวัฒน์ คีรีวิเชียร นิติกรชำนาญพิเศษ กลุ่มงานพระราชบัญญัติและญัตติ 1
  • สินี สัมมี อดีตผู้อำนวยการสำนักการประชุม
  • ว่าที่ ร.ต. อาพัทธ์ สุขะนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

 

THE STANDARD ยังคงร่วมเข้ารับฟังการพิจารณาคดี และสรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวนนัดที่ 2 ไว้ดังนี้

 

สรุปข้อเท็จจริงกระบวนการเสนอกฎหมาย-แก้ไขข้อบกพร่อง

 

ทนายความทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้านซักถามพยานเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ). ประมวลกฎหมายอาญา ที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกลในขณะนั้น เป็นผู้เสนอหลัก ร่วมกับ สส. พรรคก้าวไกล รวม 44 คน ที่ร่วมลงชื่อ

 

ข้อเท็จจริงที่พยานทั้ง 3 ปาก ร่วมกันเบิกความ สรุปได้ดังนี้:

 

  • นิติกรในกลุ่มงานพระราชบัญญัติฯ ได้ตรวจสอบร่างแก้ไขฯ แล้วพบว่ามีข้อบกพร่องในรูปแบบและเนื้อหา จึงทำหนังสือแจ้งไปยังพิธา ในฐานะผู้เสนอหลัก
  • นิติกรไม่ได้พบพิธาโดยตรง และติดต่อทางโทรศัพท์ไม่ได้ โดย ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในขณะนั้น ได้รับหนังสือดังกล่าวไปประสานงานต่อ
  • ทนายตั้งข้อสังเกตว่าหนังสือดังกล่าวไม่มีเลขรับที่หัวเอกสาร และพิธาไม่ได้ลงลายชื่อรับทราบพร้อมระบุวันที่ พยานเบิกความว่า เนื่องจากเป็นหนังสือประสานงานภายใน ยังไม่ส่งถึงระดับผู้บังคับบัญชา
  • ประธานสภาฯ ได้มอบหมายให้ สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ในขณะนั้น รับผิดชอบเกี่ยวกับการบรรจุวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ. แต่พยานได้แจ้งความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. ที่เป็นข้อพิพาทให้ประธานสภาฯ ทราบด้วยวาจาเป็นระยะ
  • สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ ได้มีหนังสือคำสั่งส่งให้กลุ่มงานพระราชบัญญัติฯ แจ้งต่อผู้เสนอหลักให้แก้ไขข้อบกพร่องของร่างแก้ไขฯ ทั้งในส่วนของรูปแบบและเนื้อหา แล้วส่งกลับมาหากยังประสงค์เสนอร่างแก้ไขฯ ต่อไป
  • เมื่อมีหนังสือแจ้งมายังพิธาแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ากลุ่ม 44 สส. มีการดำเนินการใดๆ จนกระทั่งมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ เป็นผลให้ร่างแก้ไขฯ ซึ่งเป็นข้อพิพาทนั้นตกไป

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหนึ่งทนายความฝ่ายผู้ร้องได้ขอซักพยานเพิ่มเติม จากที่พยานเบิกความว่า การที่ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. ไม่ดำเนินการใดๆ ไม่ได้แปลว่าเป็นการถอนร่างออกไป แต่ต้องมีการทำหนังสือแจ้งการถอนร่างมาด้วยใช่หรือไม่ โดยนางสินีเบิกความว่า หากยังไม่ถอนร่างก็ยังถือว่าร่างนั้นยังไม่ตกไปจนกว่าจะยุบสภาฯ

 

ทนายฝ่ายผู้ร้องจึงซักต่อไปว่า หมายความว่าผู้เสนอร่างยังคงเจตนาที่จะเสนอร่างต่อใช่หรือไม่ แต่ศาลไม่อนุญาตให้ถาม

 

ตั้งข้อสังเกตความเห็นเจ้าหน้าที่สภาฯ ชี้ร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ

 

ในช่วงหนึ่ง ธีรัจชัยได้ซักถาม สินี สัมมี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการประชุม ซึ่งได้มีการให้ถ้อยคำแสดงความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขฯ ดังกล่าวเสนอต่อประธานสภาฯ ว่า เนื้อหาของร่างแก้ไขฯ ‘อาจจะ’ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงมีความเห็นว่าประธานสภาฯ ไม่สามารถบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระได้

 

ธีรัจชัย: ความเห็นดังกล่าวของพยานเป็นเพียงความเห็นลอยๆ โดยไม่ได้อ้างอิงข้อกฎหมายมาตราใดเลยใช่หรือไม่

 

พยาน (สินี): เป็นความเห็นว่าตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขข้อบกพร่องตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ที่ 111 ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้

 

ธีรัจชัย: ความเห็นของพยานอ้าง ‘ประเพณีปฏิบัติ’ ซึ่งไม่ถือเป็นบรรทัดฐาน และไม่มีกฎหมายข้อใดรองรับสภาพของประเพณีปฏิบัติดังกล่าวใช่หรือไม่

 

พยาน (สีนี): ตราบใดที่ไม่ได้แก้ไขข้อบกพร่องตามข้อบังคับ 111 ในอดีตเคยมีตัวอย่างหลายประการ แต่ไม่สามารถสาธยายข้อมูลทั้งหมดได้ในบริบทตอนนั้น

 

ธีรัจชัยยังได้ขออนุญาตซักถามพยานเพิ่มเติมเกี่ยวกับอำนาจของเลขาธิการสภาฯ ว่าสามารถวินิจฉัยเนื้อหาของร่างแก้ไขฯ ได้หรือไม่ แต่ศาลไม่อนุญาตให้ถาม

 

พิธาได้รับหนังสือจริงหรือไม่ และได้แจ้ง 44 สส. คนอื่นหรือไม่

 

ทนายผู้คัดค้านหลายคนยังตั้งข้อสังเกตตรงกันว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำหนังสือแจ้งให้แก้ไขข้อบกพร่องส่งมายังพิธาในฐานะผู้ร่างหลักแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานใดว่าได้แจ้งเนื้อหาในหนังสือให้ผู้คัดค้านอีก 43 คน ในฐานะผู้ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย ได้รับทราบด้วย

 

ด้าน สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีต สส. กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้คัดค้านที่ 12 ได้ซักถามพยานทั้ง 3 ปากว่า เจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังพิธาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ได้ประสานมายังตนเองให้ทราบด้วยใช่หรือไม่ โดยพยานยอมรับว่า มีการส่งหนังสือถึงพิธาแต่เพียงผู้เดียว

 

ขณะที่ วราวุธ พินิจธนสาร ทนายความของ สุรวาท ทองบุ และ องค์การ ชัยบุตร อดีต สส. พรรคก้าวไกล ได้ซักพยานทั้ง 3 ปากว่า ตามที่มีข้อความในหนังสือที่พิธาแจ้งมายังสำนักงานพระราชบัญญัติฯ ยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอไม่มีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

 

แต่ในชั้นศาลมีข้อความเพิ่มว่า ‘พิธาและคณะ’ มีหลักฐานใดหรือไม่ว่า ผู้คัดค้านอื่นมีส่วนรับรู้หรือร่วมกันทำหนังสือฉบับนี้ร่วมกับพิธา โดยพยานยอมรับว่า หนังสือดังกล่าวระบุชื่อพิธาแต่ผู้เดียว

 

สส. ยอมแก้ไขกฎหมายตามข้อแนะนำของเจ้าหน้าที่เพราะอะไร

 

ต่อมา ในการเบิกความของ ว่าที่ ร.ต. อาพัทธ์ สุขะนันท์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองเลขาธิการสภาฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการสภาฯ ได้อธิบายถึงหลักการของเจ้าหน้าที่สภาฯ ในการแจ้งข้อเสนอแนะต่อ สส. ผู้เสนอร่างกฎหมายที่มีข้อบกพร่อง พร้อมระบุว่า ส่วนใหญ่แล้ว สส. จะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่ ทำให้นิธิได้ซักถามต่อ

 

นิธิ: หาก สส. ต้องการถอนร่างกฎหมายที่เสนอไป มีกฎหมายข้อใดกำหนดให้ต้องทำหนังสือแจ้งต่อเจ้าหน้าที่หรือไม่

 

พยาน (ว่าที่ ร.ต.อาพัทธ์): ในทางปฏิบัติจะต้องทำหนังสือแจ้งมาว่าจะถอนร่าง แต่ข้อบังคับไม่ได้เขียนลงรายละเอียดไว้ขนาดนั้น

 

นิธิ: พยานเคยทำเอกสารเพื่อแจ้งว่า ผู้เสนอร่างกฎหมายต้องแก้ไขข้อบกพร่องและลงชื่อใหม่อีกครั้ง หากประสงค์จะเสนอร่างกฎหมายต่อไป ใช่หรือไม่

 

พยาน (ว่าที่ ร.ต.อาพัทธ์): เอกสารดังกล่าวแจ้งตามที่ประธานสภาฯ เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการประสานงานของสำนักเลขาธิการสภาฯ

 

นิธิ: ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา สส. มักปฏิบัติตามข้อแนะนำของเจ้าหน้าที่สภาฯ เพราะ สส. ต้องการให้ร่างกฎหมายของตนเองผ่านการพิจารณาของสภาฯ ใช่หรือไม่

 

พยาน (ว่าที่ ร.ต.อาพัทธ์): ไม่สามารถตอบแทนได้ แล้วแต่ดุลยพินิจส่วนตัวของ สส. แต่ละคนในการแก้ไข

 

ธีรัจชัยได้อ้างถึงเอกสารรายงานการประชุมของคณะกรรมการประสานงานฯ ดังกล่าว พร้อมขออนุญาตถามซักพยานเพิ่มเติม เนื่องจากเอกสารนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้คัดค้านทั้ง 44 คน อย่างมาก ธีรัจชัยหยิบยกความเห็นในรายงานการประชุมของ ปิยะนาถ รอดมุ้ย ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานพัฒนากฎหมาย สำนักกฎหมาย และ สุวัฒน์ คีรีวิเชียร มาซักพยานต่อ ศาลอนุญาตให้ถาม

 

ธีรัจชัย: ในเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า การที่สำนักงานฯ ใช้ถ้อยคำว่า ‘อาจ’ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการสรุปเอกสารที่ยังไม่มีข้อความใดสรุปโดยตรงว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการบ่อนทำลายซึ่งอาจส่งผลไปสู่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญก็ไม่มีข้อความใดที่ตรงกับการแก้ไขมาตรา 112 เลย

 

พยาน (ว่าที่ ร.ต.อาพัทธ์): ถูกต้อง

 

หลังจบการไต่สวน ศาลได้นัดสืบพยานครั้งต่อไปในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 โดยจะเป็นการสืบพยานบุคคลฝ่ายผู้ร้อง หรือ ป.ป.ช. นัดสุดท้าย ก่อนจะเข้ากระบวนการไต่สวนพยานบุคคลในฝ่ายผู้ถูกร้องต่อเนื่องไป

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising