×

‘อุกฤษ อุณหเลขกะ’ 1 ใน 13 คนไทยขึ้นเวที AM2026 ชี้ 3 ทักษะรอดยุค AI เสนอรัฐช่วยจ่ายค่าจ้างเด็กจบใหม่แบบ ‘คนละครึ่ง’

12.10.2026
อุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Thara Green

คนรุ่นใหม่ไม่ต้องกลัว AI แต่ต้องมีทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้ คือข้อสรุปของ อุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Thara Green หนึ่งในตัวแทนคนรุ่นใหม่ของไทยที่ได้ขึ้นเวที Youth Dialogue with First Deputy Managing Director ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในวันนี้ (12 ตุลาคม) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคมนี้

 

 
 

อุกฤษให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ภายในงาน ถึงสิ่งที่เขาสะท้อนบนเวที ตั้งแต่ความเสี่ยงของเด็กจบใหม่ ทักษะที่ต้องมี ไปจนถึงข้อเสนอถึงรัฐบาลไทย

 

3 ทักษะอยู่รอด ในยุคที่บริษัทเลือก AI ก่อนเด็กจบใหม่

 

อุกฤษมองว่าความเสี่ยงใหญ่ของคนรุ่นใหม่คือจังหวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี เมื่อบริษัทต้องคุมต้นทุนและมุ่งทำกำไรสูงสุด การใช้ AI จะคุ้มกว่าการจ้างคนใหม่ งานระดับเริ่มต้นที่เคยเป็นประตูแรกของเด็กจบใหม่กำลังถูก AI ทำแทน ส่วนทักษะที่ยังมีค่าคืองานที่ต้องใช้คน เช่น งานขาย งานพัฒนาธุรกิจ และความสัมพันธ์กับคน

 

เมื่อถูกถามว่าคนรุ่นใหม่ต้องมีทักษะอะไร อุกฤษตอบเป็น 3 ข้อ (3C)

 

  1. Creativity หรือ ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อคิดไอเดียและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ
  2. Critical Thinking หรือ การคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อประเมินสิ่งที่ AI ตอบมาได้ว่าถูกหรือผิด
  3. Craft หรือ งานคราฟต์ ข้อที่คนมักมองข้าม เขามองว่าสองข้อแรกอาจไม่พอ เพราะโลกยุคต่อไปจะหวนกลับมาให้คุณค่ากับงานที่ทำด้วยมือและงานศิลปะมากขึ้น

 

อุกฤษเปรียบเทียบว่า การให้คนไทยไปแข่งบาสเกตบอล NBA หรืออเมริกันฟุตบอล NFL คงสู้ฝรั่งได้ยาก เช่นเดียวกับการพยายามสร้างบริษัทเทคแบบ Silicon Valley ไทยควรหันมาเน้นสิ่งที่เก่งอยู่แล้ว ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร (Food Industry) สุขภาพ (Wellness) การท่องเที่ยว (Tourism) และงานคราฟต์ (Craft)

 

เขามองว่าทักษะด้านงานคราฟต์จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่เป็นจุดขายของประเทศ และทำให้ไทยมีสินค้าที่คนอื่นลอกเลียนได้ยาก

 

เสนอรัฐช่วยจ่ายค่าจ้างเด็กจบใหม่แบบ ‘คนละครึ่ง’

 

ข้อเสนอหลักที่อุกฤษฝากถึงรัฐบาลคือ ให้รัฐช่วยอุดหนุนค่าจ้างเด็กจบใหม่ในรูปแบบคล้ายโครงการคนละครึ่ง เพราะในภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ บริษัทไม่อยากแบกต้นทุนจ้างคนใหม่เองทั้งหมด หากรัฐช่วยจ่ายส่วนหนึ่ง เด็กจบใหม่จะมีโอกาสได้งานแรก และได้ประสบการณ์ทำงานจริง

 

เขาเสนอด้วยว่าภาคเอกชนไม่ควรรับภาระฝึกคนอยู่ฝ่ายเดียว รัฐและเอกชนควรร่วมกันออกแบบโปรแกรมฝึกทักษะที่ใช้ได้จริงในที่ทำงาน

 

ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ พูดบนเวที Small AI เช้าวันเดียวกัน ว่ารัฐต้องจูงใจเอกชนให้รับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงาน เพื่อไม่ให้คนรุ่นนี้หลุดจากบันไดขั้นแรกของอาชีพ

 

อุกฤษยกตัวอย่าง Small AI ในภาคเกษตรไทยจากสวนทุเรียน ซึ่งเขามองว่า AI จะกลายเป็นเครื่องมือช่วยวางขั้นตอนการทำงาน (SOP) ของชาวสวน ใน 3 ด้าน ได้แก่

 

ด้านแรกคือ การวางแผนการปลูก โดยใช้ GPT ถามได้ว่าควรฉีดปุ๋ยทุเรียนช่วงไหนตามสภาพอากาศ

 

ด้านที่สองคือ งานเอกสาร เมื่อก่อนงานเอกสารอย่างการขึ้นทะเบียนหรือสมัครรับรองมาตรฐานเป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีลูกน้องเยอะ ตอนนี้ชาวสวนคนเดียวก็ให้ AI ช่วยเขียนได้

 

และด้านที่สามคือ การสร้างแบรนด์ ใช้ AI ทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียเพื่อขายผลผลิตได้เอง

 

อุกฤษเล่าถึงเทรนด์ Mass Timber หรือการใช้ไม้เป็นโครงสร้างอาคาร ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นแล้วในยุโรป ต้นไม้ในยุโรปต้องใช้เวลาเติบโต 100-200 ปี ขณะที่ไทยไม่มีหน้าหนาว แดดและฝนมาก ต้นไม้จึงโตเร็วกว่า แต่ได้คุณภาพใกล้เคียงกัน เขามองว่านี่คืออีกหนึ่งจุดแข็งตามธรรมชาติที่ไทยยังใช้ประโยชน์ได้อีกมาก

 

ปลดล็อก ‘คนตัวเล็ก’ ใบอนุญาตไม่ควรต้องรอ 3 เดือน

 

อุกฤษสังเกตว่าหลายเวทีในงานนี้ไม่ได้พูดถึงแต่ผู้เล่นรายใหญ่ แต่พูดถึงคนตัวเล็ก ทั้ง Small AI ผู้หญิง และเยาวชน เพราะเศรษฐกิจจะเดินหน้าไม่ได้หากคนตัวเล็กไปต่อไม่ได้

 

อุปสรรคที่เขาหยิบยกคือการขอใบอนุญาตทำธุรกิจในไทย ซึ่งบางกรณีต้องรอนานถึง 3 เดือน หากรัฐลดขั้นตอนเหล่านี้ได้ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่และสร้างงานได้มากขึ้น

 

สุดท้าย อุกฤษมองว่าการที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ ซึ่งมีผู้บริหารต่างชาติและธนาคารกลางจากหลายประเทศมารวมตัวกัน เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะบอกโลกว่าเรามีอะไรดี


READ MORE






Latest Stories