×

UAE ทิ้ง OPEC! สะเทือนแค่ไหน เกมปลดแอกสู่ ‘มหาอำนาจตะวันออกกลาง’?

29.04.2026
  • LOADING...
ธงชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์บนถังน้ำมัน

การประกาศถอนตัวออกจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และกรอบความร่วมมือ OPEC+ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 พฤษภาคม ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนทั้งตลาดพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างรุนแรง

 

 
 

THE STANDARD พูดคุยกับ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ นักวิชาการด้านตะวันออกกลาง และผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงเหตุผลสำคัญเบื้องหลังการถอนตัวของ UAE ในครั้งนี้ รวมถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา

 

อาจารย์ศราวุฒิ อธิบายว่า การตัดสินใจตัวออกจาก OPEC ของ UAE มี 2 เหตุผลหลัก นั่นคือ

 

1. เหตุผลด้านเศรษฐกิจ

 

อาจารย์กล่าวว่า UAE ต้องการหลุดพ้นจากระบบโควตาของ OPEC เพื่อให้มีอิสระในการเพิ่มกำลังการผลิตและส่งออกน้ำมันได้ตามต้องการ เป้าหมายคือการสร้างรายได้มหาศาล เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูประเทศและผลักดันนโยบาย ‘Vision 2031’ ซึ่งมีเป้าหมาย เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันในอนาคต

 

UAE มีกำลังการผลิตสำรองสูงเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่ม OPEC (ประมาณ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน) แต่ที่ผ่านมาต้องสูญเสียรายได้จำนวนมาก เนื่องจากถูก OPEC จำกัดโควตาการผลิตไว้เพียง 3-3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แนวทางนี้จะช่วยให้ UAE สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานให้คุ้มค่าได้มากยิ่งขึ้น

 

มีการคาดการณ์ว่า การเป็นอิสระจาก OPEC ทำให้ UAE สามารถเร่งกำลังการผลิตเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวันได้ภายในปี 2027 รวมทั้งยังมีแผนสร้างท่อส่งน้ำมันใหม่ที่เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ไปยังท่าเรือฟูไจราห์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการส่งออกได้อีกด้วย

 

โดย UAE ต้องการเร่งทำกำไรจากน้ำมันสำรองที่มีอยู่ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกจะลดลงจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า เช่น ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศจีน

 

ทางด้าน ดร. อิบติซาม อัล-เกตบี ประธานศูนย์นโยบายเอมิเรตส์ แสดงความเห็นใน The Guardian ว่า การลาออกจากกลุ่ม OPEC คือการทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติตนเอง โดย UAE ต้องการนิยามบทบาทของตนเองใหม่ จากการเป็นเพียง ‘ผู้ผลิตภายในกลุ่ม’ ไปสู่การเป็น ‘ผู้ผลิตที่สร้างความสมดุล’ (Balancing Producer) แม้การกระทำนี้จะลดทอนความสามัคคีของ OPEC แต่กลับช่วยเสริมสถานะของยูเออีให้กลายเป็นผู้เล่นที่สามารถส่งผลกระทบต่อกลไกอุปทานของตลาดพลังงานโลกได้อย่างเป็นอิสระและรวดเร็วขึ้น

 

2. เหตุผลด้านการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์

 

อาจารย์ศราวุฒิกล่าวว่า UAE มีความขัดแย้งและต้องการแข่งขันกับ ‘ซาอุดีอาระเบีย’ ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่ม OPEC ทั้งในแง่ของการแย่งชิงนักลงทุนต่างชาติ และความไม่ลงรอยในนโยบายแทรกแซงเยเมน การออกจาก OPEC จึงเป็นการสลัดตัวเองให้พ้นจากร่มเงาและอิทธิพลของซาอุดีอาระเบีย

 

นอกจากนี้ UAE เริ่มแยกตัวออกมาสร้างอิทธิพลของตนเองในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเลือกกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านข้อตกลง Abraham Accords เพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างหลักประกันด้านความมั่นคง

 

ขณะที่กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) กำลังอยู่ในจุดที่อ่อนแออย่างมาก ขาดเอกภาพในการรับมือกับภัยคุกคามจากอิหร่าน ในขณะที่ UAE พยายามผลักดันให้ตอบโต้ แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร จึงตัดสินใจที่จะพึ่งพาแนวทางของตนเองและเรียกร้องให้สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคมากขึ้น

 

ทางด้าน ดร. อันวาร์ การ์กัช ที่ปรึกษาทางการทูตของประธานาธิบดี UAE ให้สัมภาษณ์ The Guardian ว่า ท่าทีของ GCC กำลังอยู่ในจุดที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการรับมือกับอิหร่าน เขาเน้นย้ำว่า ภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคคือ ‘อิหร่าน ไม่ใช่อิสราเอล’ และมองว่าการคงบทบาทของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลางมีความสำคัญมากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบการป้องกันประเทศ การสนับสนุนทางการเมือง หรือการมีส่วนร่วมทางการเงินและเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากอีกหลายประเทศใน GCC

 

ยุทธศาสตร์การก้าวขึ้นเป็น ‘มหาอำนาจ’ ของ UAE

 

อาจารย์ศราวุฒิยังกล่าวอีกว่า UAE ต้องการยกระดับตัวเองขึ้นเป็น ‘มหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง’ ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันกับพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียในหลายมิติ ดังนั้น การออกจาก OPEC จึงเป็นความพยายามที่จะ ‘ปลดแอกตัวเอง’ ออกจากการอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาอุดีอาระเบียที่ครอบงำองค์กรนี้อยู่

 

อาจารย์อธิบายว่า ขณะนี้ ตะวันออกกลางถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน ได้แก่

 

  • 1. แกนแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance) นำโดยอิหร่านและเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธ
  • 2. กลุ่มรักษารัฐเข้มแข็ง นำโดย ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี, อียิปต์ และปากีสถาน ที่ต้องการให้รัฐต่างๆ ในตะวันออกกลางมีความเป็นปึกแผ่นและเข้มแข็ง
  • 3. กลุ่มแบ่งย่อยดินแดน (Divide and Conquer) นำโดย UAE ซึ่งมักมีเงาของอิสราเอลและตะวันตกเข้ามาร่วมด้วย

 

ภาพสะท้อนที่ชัดเจนคือ ขณะที่ประเทศเศรษฐีน้ำมันส่วนใหญ่ (OPEC+) หันไปกระชับมิตรกับฝั่งเอเชีย จีน และรัสเซีย แต่ UAE กลับเลือกไปจับมือกับชาติตะวันตกและอิสราเอลอย่างชัดเจน

 

ด้วยข้อจำกัดที่ UAE เป็นประเทศขนาดเล็ก อาจารย์วิเคราะห์ว่า UAE ไม่สามารถขยายอำนาจด้วยขนาดประเทศแบบซาอุดีอาระเบียหรืออียิปต์ได้ จึงใช้ยุทธศาสตร์การเข้าไปสนับสนุน ‘กลุ่มแบ่งแยกดินแดน’ ในชาติต่างๆ เช่น กลุ่ม STC ในเยเมน, โซมาลีแลนด์, กลุ่มของฮาฟตาร์ในลิเบีย และกลุ่ม RSF ในซูดาน เป้าหมายคือการทำให้รัฐต่างๆ แตกย่อย เพื่อดึงตัวเองเข้าไปมีอิทธิพลและยกระดับ UAE ให้เป็น ‘นายหน้า’ (Broker) ที่มหาอำนาจระดับโลกต้องเข้ามาเจรจาด้วย หากต้องการแทรกแซงหรือต้องการเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับตะวันออกกลาง

 

ผลกระทบจากการถอนตัวของ UAE

 

อาจารย์ศราวุฒิคาดการณ์ว่า ในระยะสั้น การผลิตของ UAE จะทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง ไทยและประชาคมโลกมีแนวโน้มจะได้ใช้น้ำมันในราคาที่ถูกลง แต่ในระยะยาว มีความน่ากังวลว่า ‘น้ำมันจะกลายเป็นอาวุธ’ ที่ถูกมหาอำนาจ โดยเฉพาะพันธมิตรฝั่งสหรัฐฯ อิสราเอล และ UAE นำมาใช้บีบให้ประเทศต่างๆ ต้อง ‘เลือกข้าง’ ประกอบกับบทบาทของ OPEC ในขณะนี้ที่ลดลงอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันเบอร์ 1 ของโลกแทนที่ซาอุดีอาระเบียไปแล้ว

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising