วันนี้ (29 สิงหาคม) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศความสำเร็จในการบรรลุ ข้อตกลงด้านน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ กับประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ สามารถ เข้าควบคุมปริมาณน้ำมันสำรอง ได้มากกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล
ความร่วมมือในครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจาก เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการ ที่ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ หลังจากที่ นิโคลัส มาดูโร ผู้นำประเทศคนก่อน พร้อมภริยาถูกกองกำลังสหรัฐฯ ควบคุมตัวไปดำเนินคดียังสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นปี 2026
ทำไมทรัมป์ถึงประกาศข้อตกลงนี้
ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการควบคุมราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจากความขัดแย้งกับอิหร่าน เขาจึงคาดหวังว่า ข้อตกลงนี้จะเพิ่มอุปทานน้ำมันอย่างมหาศาลและช่วยลดราคาน้ำมันให้กับชาวอเมริกันทุกคนได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเข้าถึงแหล่งน้ำมันที่สำคัญของโลกครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้บุกจับกุมตัว มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา ส่งผลให้ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเข้าบริหารเวเนซุเอลา จนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม และจะควบคุมการขายน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างไร้กำหนด
ทรัมป์ยังอ้างสิทธิ์เหนือน้ำมันเวเนซุเอลาโดยระบุว่า ในอดีตรัฐบาลเวเนซุเอลาเคยยึดและขายสินทรัพย์ รวมถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัทอเมริกันไปฝ่ายเดียว ซึ่งสร้างความเสียหายแก่สหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ข้อตกลงนี้จึงเป็นความพยายามในการแก้ไขและชดเชยความเสียหายนั้นในอดีต
รายละเอียดของข้อตกลงเป็นอย่างไร
รัฐบาลสหรัฐฯ จะถือสิทธิ์การควบคุม 55% ในการร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับ ‘ผู้ดำเนินการภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ในเวเนซุเอลา’
ส่วนระยะเวลาสัมปทานนั้น รัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา นำโดย เดลซี โรดริเกซ ได้ให้สัมปทานในการดำเนินงานในแหล่งน้ำมันยุทธศาสตร์เหล่านี้นานถึง 100 ปี
สหรัฐฯ จะดำเนินการผ่านพันธมิตรภาคธุรกิจเอกชน โดยทรัมป์ระบุว่า ดีลนี้สำเร็จได้โดย “ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน” ทั้งนี้ จะมีรูปแบบการเช่าพื้นที่ (Lease Model) หรือการประมูลแหล่งน้ำมันให้แก่ผู้ผลิตสัญชาติอเมริกันเข้ามาดำเนินการ
มีการตั้งข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญและสื่อหลายสำนักว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นกรณีที่ ‘แปลกประหลาดมาก’ (Highly Unusual) เนื่องจากเปรียบเสมือนการให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ เข้าไปปกครองทรัพยากรอธิปไตยของประเทศอื่นโดยตรง ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวางกว่าตอนที่สหรัฐฯ ควบคุมรายได้น้ำมันของอิรักหลังปี 2003 เสียอีก และอาจต้องเผชิญกับ ‘ข้อจำกัด’ ทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญในเวเนซุเอลา ที่กำหนดให้รัฐต้องเป็นผู้ควบคุมกิจกรรมหลักของอุตสาหกรรมน้ำมัน
เงื่อนไขและข้อแลกเปลี่ยนคืออะไร
ข้อตกลงนี้ทำขึ้นในลักษณะของ ‘ผลประโยชน์ต่างตอบแทน’ (Win-Win) ระหว่างทั้งสองประเทศ โดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนหลักๆ ได้แก่ ฝั่งสหรัฐอเมริกา จะได้รับสิทธิ์การควบคุมและเข้าถึงน้ำมันสำรองส่วนใหญ่ในระยะยาว 100 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคและการรักษาสมดุลตลาดโลก อีกทั้งบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ ยังได้รับสิทธิ์ในการสำรวจ ผลิต และรับประกันอุปทานน้ำมันส่งกลับไปยังโรงกลั่นในสหรัฐฯ เพื่อผลิตน้ำมันดิบราคาถูก
ขณะที่ฝั่งเวเนซุเอลาจะได้รับ เงินลงทุนเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนำเข้ามาจากบริษัทเอกชนสหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงอุตสาหกรรมน้ำมันที่เสื่อมโทรมลงไปมาก หลังจากขาดการลงทุน การบริหารที่ล้มเหลว และการถูกคว่ำบาตรมานานหลายปี
เวเนซุเอลายังจะได้รับรายได้ภาษีคืนสู่รัฐกว่า 2.09 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินจำนวนนี้จะไหลเข้าสู่คลังของเวเนซุเอลา เพื่อนำไปใช้ขับเคลื่อนการเติบโตและฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานที่มีรายได้สูงหลายพันตำแหน่ง สำหรับคนท้องถิ่นในการสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อีกด้วย
ข้อตกลงน้ำมันประวัติศาสตร์ 100 ปีนี้คือ การขยับหมากทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญที่ช่วยเพิ่มคลังน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ ขึ้นเท่าตัว เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันในประเทศ แลกกับการใช้เงินทุนภาคเอกชนเข้าไปฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายต่อผู้เสียภาษีอเมริกัน แม้หนทางข้างหน้าจะยังต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางกฎหมายอธิปไตยก็ตาม
แฟ้มภาพ: DIA TV / Shutterstock
อ้างอิง:


