×

คาดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ พุ่ง 343 ล้านล้านบาทถึงปี 2032 สูงกว่ายุคสร้างทางรถไฟ ทางหลวง และอินเทอร์เน็ต

29.09.2026
  • LOADING...
ช่างเทคนิคกำลังทำงานกับอุปกรณ์และสายเคเบิลอินเทอร์เน็ต

การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ กำลังจะกลายเป็นเดิมพันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเงินลงทุนรวมจะสูงกว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในอดีต ทั้งทางรถไฟ, ระบบทางหลวง และโครงข่ายอินเทอร์เน็ต

 

 

ประมาณการใหม่ของ สไตน์ ฟาน นีเวนเบิร์ก นักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเผยแพร่โดย Brookings Institution ระบุว่าเงินลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI จะรวมเป็น 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 343.50 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2025-2032 หรือเฉลี่ยปีละ 3.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

 

เงินก้อนนี้กำลังสร้างงานหลายแสนตำแหน่งและมหาเศรษฐีหน้าใหม่ ทว่าก็มาพร้อมความเสี่ยงสำคัญ เพราะส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืม และหากการลงทุนชะลอลงอย่างกะทันหัน ก็อาจสร้างแรงกระแทกไปทั่วเศรษฐกิจ

 

แม้ตัวเลขจริงอาจต่ำกว่าประมาณการนี้มาก แต่เงินที่ทุ่มลงไปในปีนี้ก็ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นในยุคใหม่ โดย Goldman Sachs ประเมินว่าการลงทุนด้าน AI ในสหรัฐฯ จะแตะ 1.9% ของ GDP ในปี 2026 ซึ่งครั้งล่าสุดที่อุตสาหกรรมเดียวมีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจสูงกว่านี้คือยุคบูมของทางรถไฟในปลายศตวรรษที่ 19

 

เบียดอุตสาหกรรมอื่น และซ่อนหนี้ก้อนโต

 

ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่าช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ภาคเอกชนใช้เงินก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ไปแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท) มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.00 แสนล้านบาท)

 

ขณะที่การก่อสร้างของภาคเอกชนในส่วนอื่นทั้งหมด ทั้งบ้าน, อพาร์ตเมนต์ และศูนย์การค้า กลับลดลงราว 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.53 ล้านล้านบาท) จากปีก่อน

 

ปัญหาที่ตามมาคือดาต้าเซ็นเตอร์กำลังดึงทั้งแรงงานและไฟฟ้าที่มีจำกัดไปใช้ จนดันต้นทุนของธุรกิจอื่นให้สูงขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาริชมอนด์รายงานว่าการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์กำลังทำให้แรงงานในพื้นที่ขาดแคลน

 

ตัวอย่างคือเมื่อปีที่แล้ว รัฐมิสซิสซิปปีเคยอยู่ในรายชื่อที่จะได้โรงถลุงอะลูมิเนียมพร้อมงานถาวรราว 1,000 ตำแหน่ง แต่มีการประกาศสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้พื้นที่ที่เสนอไว้ ซึ่งจะใช้ไฟฟ้าที่โรงถลุงต้องการ จนโรงถลุงเลือกไปตั้งที่รัฐโอคลาโฮมาแทน ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่รู้เรื่องการตัดสินใจ

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ยังดันราคาที่ดินในหลายพื้นที่ให้สูงขึ้นด้วย โดย ดีดี คอลด์เวลล์ ที่ปรึกษาด้านการเลือกทำเลให้อุตสาหกรรมหนัก ระบุว่า “มันกำลังเบียดภาคการผลิตออกไป”

 

อีกความเสี่ยงที่ใหญ่กว่านั้นคือหนี้ โดยข้อมูลของ FactSet ระบุว่านักวิเคราะห์ประเมินงบลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta Platforms, Microsoft และ Oracle ไว้ที่ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 140.07 ล้านล้านบาท) ในช่วง 4 ปีจนถึงปี 2029 โดยสัดส่วนที่มาจากการกู้ยืมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ฟาน นีเวนเบิร์กระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีมักตั้งนิติบุคคลที่ไม่แสดงในงบดุลของตัวเองไปกู้เงินจากธนาคารและบริษัทสินเชื่อนอกระบบธนาคาร ซึ่งแทบไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ทำให้ประเมินได้ยากว่าความเสี่ยงใหญ่แค่ไหน

 

หาก AI สร้างรายได้ไม่พอจะชำระหนี้ที่กู้มาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ผลกระทบก็อาจลามไปทั่วระบบการเงิน

 

งาน AI 750,000 ตำแหน่ง ค่าจ้างสูงกว่าเฉลี่ยเท่าตัว

 

นักเศรษฐศาสตร์ยังเห็นไม่ตรงกันว่า AI กำลังกระทบงานออฟฟิศอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ แต่แรงงานบางกลุ่มกลับเป็นที่ต้องการอย่างมาก

 

LinkedIn ประเมินว่า AI สร้างงานใหม่ในสหรัฐฯ กว่า 750,000 ตำแหน่งตั้งแต่ปี 2023 โดยเงินเดือนเฉลี่ยของงานที่เกี่ยวกับ AI อยู่ที่ราว 180,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 6.00 ล้านบาท) เทียบกับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.67 ล้านบาท) ของงานทั้งหมด

 

คอรี แคนเทนกา หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคอเมริกาของ LinkedIn ระบุว่านี่เป็นหนึ่งในส่วนที่ยังแข็งแรงของตลาดแรงงานที่เติบโตช้ามาก

 

นอกจากงานออฟฟิศอย่างวิศวกร AI แล้ว นายจ้างยังเพิ่มงานในดาต้าเซ็นเตอร์อีก 117,000 ตำแหน่งนับตั้งแต่ต้นปี 2024 ซึ่งยังไม่รวมงานก่อสร้างที่ส่วนใหญ่เป็นงานชั่วคราว

 

ในพื้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จำนวนช่างไฟฟ้าที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเพิ่มจาก 9,000 คนเป็น 17,500 คนในช่วงไม่กี่ปี ซึ่งหลายคนมาทำงานนี้เพื่อใช้หนี้เงินกู้เรียน

 

ควากู อาฟรียี วัย 23 ปี ที่จบปริญญาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เปลี่ยนสายมาเป็นช่างไฟฟ้าเมื่อปีก่อนเพราะกังวลว่า AI จะแย่งงานไอทีของเขา ตอนนี้เขาได้ค่าแรงราว 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง (ประมาณ 1,000 บาท) ในฐานะช่างฝึกหัด

 

ส่วนช่างที่มีประสบการณ์อย่าง ไทเลอร์ บีม วัย 28 ปี ได้ค่าแรงชั่วโมงละ 62 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,068 บาท) บวกค่าล่วงเวลา และมักทำงานสัปดาห์ละ 58 ชั่วโมง เพราะ “พวกเขาอยากสร้างให้เสร็จเร็วที่สุด”

 

ความมั่งคั่งพุ่ง แต่ราคาสินค้าและดอกเบี้ยก็ขึ้นตาม

 

ข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ณ ไตรมาส 2 มูลค่าหุ้นและกองทุนรวมที่คนอเมริกันถืออยู่รวมเป็น 63 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,101 ล้านล้านบาท) เกือบเท่าตัวของเมื่อสิ้นปี 2022 ซึ่งช่วยพยุงการใช้จ่าย แม้ประโยชน์จะตกอยู่กับคนมีฐานะเป็นหลัก

 

ขณะที่ยอดขายบ้านทั่วประเทศซบเซามา 4 ปี เงินจาก AI กลับดันตลาดบ้านหรูในซิลิคอนแวลลีย์ โดยบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งราคาไว้ 9.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 330 ล้านบาท) ขายได้มากกว่า 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 434 ล้านบาท) ภายใน 2 สัปดาห์ และผู้ซื้อคือผู้ประกอบการด้าน AI

 

อีกด้านหนึ่ง ความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้สินค้าขาดแคลน โดยราคานำเข้าคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ต่อพ่วง และเซมิคอนดักเตอร์ในเดือนสิงหาคมสูงกว่าปีก่อน 20% ซึ่งดันราคาสินค้าอย่าง iPhone และเครื่องเล่นเกมคอนโซล และมีส่วนทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

 

ออสแตน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาชิคาโก เตือนว่าการลงทุนนี้กำลังดันค่าจ้างในสาขาที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่าการกู้ยืมของบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น จนคนอเมริกันหลายล้านคนซื้อบ้านได้ยากขึ้น

 

นอกจากนี้ค่าไฟฟ้าในบางพื้นที่ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์หนาแน่นก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมากเช่นกัน

 

ภาพ: Standret / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.35 บาท ณ วันที่ 25 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




EDITOR'S PICKS


Latest Stories