ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาทางการตลาดของแคมเปญสติกเกอร์ ‘แปะอะไรก็ลด’ พร้อมต่อยอดสู่แคมเปญรอบใหม่ในชื่อ ‘ท็อปส์ แปะอะไรก็ลด พลัส’ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายช่วงครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้ายอดขายของแคมเปญเติบโต 30%
ประเด็นสำคัญ
สิ่งที่ท็อปส์เลือกปกป้องคือกลไกของแคมเปญส่งเสริมการขาย ซึ่งตามธรรมชาติของธุรกิจค้าปลีกถือเป็นของที่คู่แข่งหยิบไปทำตามได้เร็วที่สุด การประกาศความเป็นเจ้าของแนวคิดจึงเท่ากับการขีดเส้นแบ่งในสนามที่เคยแข่งกันด้วยตัวเลขส่วนลดเป็นหลัก ให้ขยับไปสู่การแข่งขันด้วยประสบการณ์ที่ลอกเลียนได้ยากกว่า
เปลี่ยนโปรโมชันให้เป็นสินทรัพย์ของแบรนด์
หัวใจของ ‘แปะอะไรก็ลด’ อยู่ที่กลไกที่เข้าใจได้ในไม่กี่วินาที ลูกค้าที่ช้อปครบตามเงื่อนไขจะได้รับสติกเกอร์ส่วนลด จากนั้นเลือกเองว่าจะนำไปแปะลดราคาสินค้าชิ้นไหน อำนาจในการกำหนดว่าอะไรควรลดราคาจึงย้ายจากฝั่งแบรนด์มาอยู่ในมือผู้ซื้อ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ท็อปส์เรียกว่า Customer Empowerment
จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในสิ่งที่ทำให้สติกเกอร์แคมเปญ ‘แปะอะไรก็ลด’ แตกต่างจากโปรโมชันทั่วไป คือการเปลี่ยนจากแบรนด์เป็นผู้กำหนดส่วนลด มาให้อิสระลูกค้าเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองว่าจะใช้ส่วนลดกับสินค้าใด”
สำหรับเหตุผลของการเดินเรื่องด้านลิขสิทธิ์ จักรกฤษณ์อธิบายว่าเป็นการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการตลาดของแคมเปญ “เพื่อสะท้อนคุณค่าของแนวคิดที่ท็อปส์ริเริ่มและพัฒนาขึ้น และต่อยอดให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์ที่สร้างความแตกต่างในการแข่งขันระยะยาว”
มองในเชิงกลยุทธ์ การขยับครั้งนี้เปลี่ยนแคมเปญที่เคยมีอายุตามฤดูกาลให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ท็อปส์ถือครองและหยิบกลับมาใช้ซ้ำได้ พร้อมเปิดทางให้ขยายผลไปยังแบรนด์อื่นในกลุ่มธุรกิจฟู้ดของเซ็นทรัล รีเทล ในอนาคต
ตะกร้าใหญ่ขึ้น 15% ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำถี่ขึ้น 16%
แคมเปญสติกเกอร์รอบก่อนหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ให้ท็อปส์ในหลายด้าน ทั้งมูลค่ายอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น 15% ความถี่ในการกลับมาซื้อซ้ำเพิ่มขึ้น 16% จำนวนลูกค้าที่เข้าร่วมแคมเปญเพิ่มขึ้น 22% และลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 13%
อีกตัวเลขที่ท็อปส์หยิบมาอ้างคือสัดส่วน 28% ของลูกค้าที่ใช้สติกเกอร์มากกว่า 10 ดวง ซึ่งบอกได้ว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การใช้สิทธิ์เพียงครั้งเดียวแล้วเลิกสนใจ
ท็อปส์ยังมองว่าสติกเกอร์ช่วยส่งต่อลูกค้าระหว่างสาขาในเครือได้ด้วยตัวมันเอง เพราะทุกครั้งที่ซื้อครบตามเงื่อนไข ลูกค้าจะได้รับเล่มสติกเกอร์ใหม่ไปเริ่มสะสมอีกรอบ วงจรนี้ทำให้แคมเปญทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ Loyalty Marketing ที่ดึงคนเข้าร้านและกระตุ้นการซื้อซ้ำไปพร้อมกัน
ท็อปส์ยังอ่านเกมจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยอ้างอิงผลการศึกษา THAI SMARTSUMER 2026 ของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่ระบุว่าผู้บริโภคไทยทุกเจเนอเรชันราว 90 ถึง 97% คิดและพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะที่ 71% ใช้ AI ค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบราคาก่อนควักเงิน
ข้อมูลชุดนี้ชี้ไปที่การเปลี่ยนผ่านจากกลุ่ม Promotion Hunters ที่วิ่งตามส่วนลดสูงสุด ไปสู่ Strategic Spenders ที่เลือกความคุ้มค่าให้เข้ากับความต้องการของตัวเอง
เมื่อผู้บริโภคคำนวณมากขึ้น การเลือกลดราคาสินค้าแทนลูกค้าย่อมมีโอกาสพลาดเป้าสูงขึ้นตามไปด้วย การเปิดให้ลูกค้าตัดสินใจเองจึงช่วยลดต้นทุนส่วนลดที่ถูกใช้ไปกับสินค้าซึ่งไม่ได้อยู่ในความสนใจตั้งแต่แรก
เดิมพันครึ่งปีหลังกับพันธมิตรกว่า 200 แบรนด์
ในโอกาสครบรอบ 58 ปี ท็อปส์นำแคมเปญเดิมมายกระดับเป็น ‘ท็อปส์ แปะอะไรก็ลด พลัส’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2569 ครอบคลุมการชอปทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์
การรับสิทธิ์รอบนี้ถูกวางเป็นขั้นบันไดตามยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ ตั้งแต่ยอดครบทุก 200 บาทไปจนถึงทุก 1,500 บาท โดยส่วนลดบนสติกเกอร์ไล่ระดับจากสูงสุด 10% ไปจนถึงสูงสุด 20% ตามยอดที่ขยับขึ้น ซึ่งเป็นการจูงใจให้ลูกค้าเติมของลงตะกร้าให้ถึงเกณฑ์ถัดไป
อีกกลไกที่เพิ่มเข้ามาคือการแบ่งสิทธิ์ออกเป็น 3 รอบตลอดช่วงแคมเปญ โดยสติกเกอร์ใช้ได้เฉพาะภายในรอบที่ได้รับเท่านั้น วิธีนี้ตัดพฤติกรรมการเก็บสะสมยาวแล้วนำมาใช้ทีเดียวตอนท้าย และบังคับจังหวะให้ลูกค้าเดินกลับเข้าร้านอย่างน้อยสามครั้งในเวลาเดือนครึ่ง
ส่วนที่ต่างจากรอบก่อนมากที่สุดคือการดึงแบรนด์พันธมิตรกว่า 200 แบรนด์เข้ามามอบส่วนลดสูงสุด 30% ครอบคลุมทั้งสินค้าและบริการ เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าใช้สิทธิ์ได้กว้างกว่าการลดราคาสินค้าในร้านเพียงอย่างเดียว
ท็อปส์ยังผูกเงื่อนไขให้ลูกค้าที่ใช้สติกเกอร์ของแบรนด์พันธมิตรครบทุก 10 ดวง ได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 25% สำหรับการชอปครั้งถัดไป เท่ากับการต่อวงจรการซื้อให้ยาวออกไปอีกหนึ่งช่วง โดยยอดสะสมทั้งหมดถูกบันทึกอัตโนมัติผ่านหมายเลขสมาชิก The 1
“เราคาดหวังว่า ‘ท็อปส์ แปะอะไรก็ลด พลัส’ จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของท็อปส์ในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาแคมเปญสติกเกอร์ จากแคมเปญส่งเสริมการขาย สู่ต้นแบบ Marketing Innovation ที่สามารถต่อยอดไปสู่รูปแบบและความร่วมมือใหม่ๆ ในอนาคต” จักรกฤษณ์ กล่าว
เป้าหมายถัดไปที่วางไว้คือการขยายแคมเปญสติกเกอร์ไปใช้กับแบรนด์อื่นในกลุ่มธุรกิจเซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด ซึ่งจะเป็นก้าวต่อไปของการนำแนวคิดที่เพิ่งแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไปใช้ในวงกว้างขึ้น ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลัง

