×

“ตลาดผันผวนแค่ไหน พอร์ตต้องไปต่อ” ถอดวิธีคิดนักลงทุนมืออาชีพโดย K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย และ J.P. Morgan Asset Management [ADVERTORIAL]

09.10.2026
  • LOADING...
ภาพผู้บริหาร K WEALTH และ J.P. Morgan Asset Management ร่วมงาน The Professional Portfolio

การลงทุนปี 2026 ยังผันผวนจากปัญหาระดับโลก ทั้งความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูง และความไม่แน่นอนของกระแส AI

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ท่ามกลางข้อมูลและข่าวที่เปลี่ยนแทบทุกวัน ความท้าทายของการลงทุนอาจไม่ใช่การทายให้ถูกว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่คือการแยกให้ออกว่าข่าวไหนมีผลต่อพอร์ตจริง เมื่อไรควรปรับ และเมื่อไรควรอยู่เฉย ๆ

 

นี่คือประเด็นหลักของงาน “The Professional Portfolio” ที่ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ J.P. Morgan Asset Management บลจ. ชั้นนำระดับโลกที่ดูแลสินทรัพย์ระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ชวนมองการลงทุนด้วยวิธีคิดแบบมืออาชีพ ตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย ประเมินเศรษฐกิจและตลาด จัดสรรสินทรัพย์ ไปจนถึงบริหารความเสี่ยง เพื่อให้พอร์ตยังไปถึงเป้าหมายได้ แม้ตลาดไม่เป็นไปตามคาด

 

ก่อนถามว่า “ลงทุนอะไรดี” ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “ลงทุนไปทำไม”

 

ดร. ตรีพล ภูมิวสนะ K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย เปรียบการลงทุนกับการขับรถ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การรู้ล่วงหน้าว่าระหว่างทางจะเจออะไร แต่ต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังจะไปที่ไหน เพราะเมื่อมีเป้าหมายชัดเจน ต่อให้สถานการณ์เปลี่ยนก็ยังสามารถปรับเส้นทางให้ไปถึงปลายทางได้

 

ภาพผู้บริหาร K WEALTH และ J.P. Morgan Asset Management ร่วมงาน The Professional Portfolio 1

ดร. ตรีพล ภูมิวสนะ K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย

 

เช่นเดียวกับการลงทุน ก่อนถามว่า “ตอนนี้ลงทุนอะไรดี” นักลงทุนควรตอบให้ได้ก่อนว่า “ลงทุนไปทำไม” เพราะหากไม่มีเป้าหมาย พอร์ตก็มีโอกาสไหลไปตามกระแสตลาด ขณะที่เวลาสินทรัพย์ขาดทุน คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าจะขายหรือถือต่อ แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่าสินทรัพย์นั้นยังเหมาะกับเป้าหมายของพอร์ตหรือไม่

 

ดร. ตรีพล ย้ำว่า นักลงทุนมืออาชีพเองก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าพรุ่งนี้ตลาดจะขึ้นหรือลง สิ่งที่ทำได้คือมองภาพใหญ่ เตรียมพอร์ต และปรับเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน ดังนั้นการลงทุนแบบมืออาชีพจึงไม่ได้เริ่มจากการทายตลาด แต่เริ่มจากการรู้ว่า เป้าหมายของเราคืออะไร และพอร์ตวันนี้ยังพาเราไปถึงเป้าหมายนั้นได้หรือไม่

 

เงินเฟ้อยังไม่จบ หุ้นยังมีแรงส่ง และ AI ยังไม่ใช่ Bubble

 

Dr. Sylvia Sheng, Lead Portfolio Manager of Multi-Asset Solutions Asia, J.P. Morgan Asset Management มองว่า โจทย์ของนักลงทุนตอนนี้คือการแยก “พาดหัวข่าว” ออกจากปัจจัยที่มีผลต่อพอร์ตจริง โดยมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ เงินเฟ้อ ตลาดหุ้นในภาวะดอกเบี้ยสูง และการลงทุน AI สำหรับเงินเฟ้อ แม้สหรัฐฯ ยังไม่กลับสู่เป้าหมาย 2% แต่แรงกดดันรอบนี้มาจากฝั่งอุปทาน ทั้งภาษีนำเข้า ราคาพลังงาน และคอขวดห่วงโซ่อุปทานจาก AI J.P. Morgan Asset Management จึงมองว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มค่อยๆ ชะลอตัวในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า แต่ยังคงต้องติดตามค่าจ้างและการคาดการณ์เงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด

 

Dr. Sylvia Sheng, Lead Portfolio Manager of Multi-Asset Solutions Asia, J.P. Morgan Asset Management

 

Dr. Sylvia Sheng มองว่า Bond Yield สหรัฐฯ ที่สูงขึ้นน่าสนใจ แต่ยังไม่เพียงพอให้เพิ่มน้ำหนักลงทุน เนื่องจาก Yield สูงสะท้อนทั้งเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง J.P. Morgan Asset Management จึงคงมุมมอง Neutral ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยรอให้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลงและเงินเฟ้อเป็นขาลงชัดเจนก่อน

 

ส่วนตลาดหุ้น ดอกเบี้ยสูงอาจไม่ฉุดหุ้นร่วงเสมอไป หาก Fed ปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และด้วยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ Communication Services ที่ยังแข็งแกร่ง J.P. Morgan Asset Management จึงคงน้ำหนัก Overweight ในหุ้นสหรัฐฯ

 

 

Dr. Sylvia Sheng มองว่า AI ยังไม่เกิดฟองสบู่ เพราะ Hyperscalers ยังเดินหน้าลงทุน ขณะที่แนวโน้มกำไร รายได้ และ Margin ของบริษัทที่เกี่ยวข้องปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ AI ครอบคลุมทั้ง Infrastructure, Models และ Applications จึงไม่ควรมองเป็นธีมเดียวกัน และยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผู้ชนะ สำหรับการจัดพอร์ตแนะนำให้ Stay Invested และ Stay Diversified โดยเน้นปัจจัยพื้นฐานระยะยาวเป็นหลัก

 

แยก Sentiment ออกจาก Fundamental ก่อนตัดสินใจ

 

เอนีส ตียาสิริ Executive Director, Head of Southeast Asia Funds, J.P. Morgan Asset Management ชี้ว่า นักลงทุนมืออาชีพจะไม่ตัดสินใจจากราคาหรือข่าวสั้นๆ เมื่อตลาดผันผวน แต่จะย้อนดูว่า Investment Thesis และปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนไปจริงหรือไม่ เช่นในปี 2026 แม้หุ้นเอเชีย (เกาหลีใต้และไต้หวัน) ถูกขายลบจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และน้ำมัน แต่ความต้องการชิป โครงสร้าง AI และแนวโน้มกำไรยังแข็งแกร่ง

 

 

เอนีส ตียาสิริ Executive Director, Head of Southeast Asia Funds,J.P. Morgan Asset Management

 

J.P. Morgan Asset Management จึงเลือกลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ และอินเดียที่แพง แล้วเข้าซื้อหุ้นเทคเอเชียที่ถูกขายเกินพื้นฐาน พร้อมแนะหลักคิดว่า สินทรัพย์ในพอร์ตต้องตอบ 3 เรื่อง ได้แก่ ซื้อเพื่ออะไร, เหตุผลการลงทุนคืออะไร, และขายเมื่อเงื่อนไขใดเกิดขึ้น เพราะหาก Thesis ยังไม่เปลี่ยน ราคาที่ตกลงอย่างเดียวก็ไม่ใช่เหตุผลให้ต้องขาย

 

ไม่ต้องถูกทุกครั้ง แต่ต้องไม่ผิดจนพอร์ตเสียหายหนัก

 

ปณตพล ตัณฑวิเชียร, CFA, Chief Investment Officer (CIO) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (KAsset) มองว่า นักลงทุนสถาบันไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องซื้อได้ที่จุดต่ำสุดหรือขายที่จุดสูงสุดทุกครั้ง เพราะในสถานการณ์จริงไม่มีใครเห็นอนาคตได้ชัดเหมือนการมองกราฟย้อนหลัง สิ่งที่สำคัญกว่าคือการบริหารความเสี่ยง เพื่อไม่ให้การตัดสินใจผิดเพียงครั้งเดียวสร้างความเสียหายต่อพอร์ตมากเกินไป

 

 

ปณตพล ตัณฑวิเชียร, CFA, Chief Investment Officer (CIO)
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (KAsset)

 

แนวคิดนี้ทำให้ปณตพลเห็นว่า Multi-Asset เหมาะเป็น Core Portfolio เพราะช่วยกระจายการลงทุนในหลายประเทศและสินทรัพย์ พร้อมปรับสัดส่วนผ่านการ Rebalancing อย่างต่อเนื่อง หากสินทรัพย์ใดเติบโตจนกระจุกตัวเกินไป ผู้จัดการพอร์ตก็สามารถลด Concentration Risk ได้ ดังนั้น Core Portfolio จึงไม่ใช่พอร์ตที่อยู่นิ่ง แต่เป็นฐานการลงทุนที่ได้รับการดูแลเพื่อรับมือความเสี่ยงและโอกาสที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

สร้าง Core ให้แข็งแรง ก่อนเพิ่ม Satellite ตามมุมมองของตัวเอง

 

ด้าน วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor, K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย มองว่า นักลงทุนรายย่อยมักตอบสนองต่อเหตุการณ์ตรงหน้าเร็วกว่านักลงทุนมืออาชีพ เช่น เมื่อเกิดสงครามหรือราคาน้ำมันพุ่ง หลายคนลดหุ้นและกองทุนต่างประเทศ แล้วโยกเงินไปเงินสด ตราสารหนี้ หรือทองคำ ขณะที่นักลงทุนมืออาชีพจะเริ่มจากการดู Valuation, Fundamental และ Investment Thesis ก่อนว่ามีอะไรเปลี่ยนไปจริงหรือไม่

 

 

วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor, K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย

 

สำหรับการแบ่งพอร์ต Core และ Satellite วีระพลชี้ว่าไม่มีสัดส่วนตายตัว แต่ควรเริ่มจาก Risk Budget เพื่อประเมินผลขาดทุนที่รับได้หาก Satellite ผิดทาง โดย Core ทำหน้าที่เป็นฐานระยะยาว และ Satellite เป็นส่วนลงทุนตามธีม ซึ่งต้องควบคุมขนาดไม่ให้กระทบพอร์ตหลักหากผิดพลาด เพราะแม้ แต่นักลงทุนมืออาชีพก็ไม่ได้ถูกทุกครั้ง

 

จากการมองตลาด สู่การสร้างพอร์ตที่อยู่กับความผันผวนได้

 

นักลงทุนมืออาชีพเน้นตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เข้าใจหน้าที่ของสินทรัพย์ และปรับพอร์ตตามสถานการณ์ มากกว่าพยายามคาดการณ์ตลาด เพราะท่ามกลางปัจจัยผันผวนอย่างเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ภูมิรัฐศาสตร์ และ AI พอร์ตที่ยืดหยุ่น ย่อมสำคัญกว่าการไล่ตามผลตอบแทนระยะสั้น

 

 

Core Portfolio ช่วยกระจายความเสี่ยงและบริหารต่อเนื่อง ส่วน Satellite ใช้ลงทุนเฉพาะธีมตามความเสี่ยงที่รับได้ ซึ่งแนวคิด Multi-Asset และกองทุน K-WealthPLUS Series ตอบโจทย์การสร้าง Core Portfolio นี้

 

 

การลงทุนมืออาชีพจึงเริ่มจากการถามเป้าหมาย ตรวจสอบการกระจายความเสี่ยง และความพร้อมรับมือสถานการณ์จริง เพราะวินัยและแผนการลงทุนที่ชัดเจน สำคัญกว่าการทายทิศทางตลาดให้ถูกต้องทุกครั้ง

 

*ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน (เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย)

 

 
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories