×

ถ้า AI คือ ‘สมอง’ โครงข่ายคือ ‘ระบบประสาท’ AIS กับ 5G-ADVANCED โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ตั้งเป้าพาไทยสู่ ASEAN AI Connectivity Hub [ADVERTORIAL]

06.10.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท

HIGHLIGHTS

  • AIS ยกระดับโครงข่ายสู่ ‘5G-ADVANCED’ ภายใต้กลยุทธ์ Intelligent Infrastructure และ WISE Framework ที่ผสานคลื่นความถี่ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุค AI และตั้งเป้าพาไทยสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub
  • โจทย์ของโครงข่ายกำลังเปลี่ยน เพราะระหว่างปี 2022-2025 ปริมาณการอัปโหลดผ่านเครือข่าย 5G ของ AIS โตกว่า 25 เท่า เทียบกับขาดาวน์โหลดที่โตกว่า 10 เท่า โดยมีแรงผลักดันจาก Live Commerce การไลฟ์ และแอปพลิเคชัน AI ที่ต้องส่งข้อมูลขึ้นไปประมวลผลบน Cloud
  • 5G-ADVANCED ใช้การรวมคลื่นความถี่หลายย่าน หรือ Carrier Aggregation ช่วยเพิ่มความเร็วดาวน์โหลด 1.5 เท่า และอัปโหลด 2 เท่า โดย AIS รวมคลื่น 700 MHz ซึ่งมีช่องรับและช่องส่งแยกกัน เข้ากับคลื่น 2,600 MHz เพื่อเพิ่มช่องทางให้ข้อมูลขาอัปโหลด
  • ปัจจุบันการรวมคลื่นแบบ 2CC ครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล 100% และอำเภอเมืองครบ 77 จังหวัด ส่วน 3CC ตั้งเป้าครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ ภายในสิ้นปีนี้ ก่อนขยายทั้ง 2 เทคโนโลยีให้ครบ 77 จังหวัดภายในปี 2571
  • ช่วง 5 ปีข้างหน้า 5G-ADVANCED จะยังเป็นเทคโนโลยีหลัก เพราะ 6G คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้เร็วที่สุดราวปี 2030 ขณะที่ไทยมีจุดแข็งทั้งทำเลใจกลางภูมิภาค การลงทุนด้าน Cloud และ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่พร้อมนำ AI ไปใช้งานจริง

ระหว่างปี 2022-2025 ปริมาณการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 5G ของ AIS เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ตัวเลขนี้ไม่น่าแปลกใจในยุคที่คนดูซีรีส์และคลิปวิดีโอบนมือถือกันเป็นเรื่องปกติ ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือปริมาณการอัปโหลดในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งโตขึ้นกว่า 25 เท่า

 

 

ลองนึกถึงสิ่งที่คนไทยทำบนมือถือทุกวันนี้ แม่ค้าออนไลน์ไลฟ์ขายของ ครีเอเตอร์ไลฟ์พูดคุยกับผู้ติดตาม คนทำงานถ่ายรูปเอกสารส่งให้ AI ช่วยสรุป ทุกกิจกรรมมีจุดร่วมเดียวกัน คือข้อมูลต้องวิ่งจากมือถือ ‘ขึ้น’ ไปบนระบบก่อน แล้วผู้ใช้จึงจะได้ผลลัพธ์กลับมา

 

การที่ขาอัปโหลดโตเร็วกว่าขาดาวน์โหลดแบบนี้เป็นสัญญาณแรกว่าโจทย์ของโครงข่ายมือถือกำลังเปลี่ยน และเป็นเหตุผลที่ AIS ยกระดับเครือข่ายสู่ 5G-ADVANCED ซึ่ง กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS มองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่ที่จะบอกว่าประเทศไทยพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุค AI มากน้อยแค่ไหน

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 1

 

AI คือ ‘สมอง’ โครงข่ายคือ ‘ระบบประสาท’

 

ทุกวันนี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอยู่เบื้องหลังแทบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การทำงานและการเรียนออนไลน์ การทำธุรกรรมทางการเงิน การค้าขาย การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการเข้าถึงบริการภาครัฐ ทุกอย่างต้องอาศัยเครือข่ายที่รวดเร็ว เสถียร และเชื่อถือได้

 

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI โครงข่ายยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะ AI จะสร้างประโยชน์ได้จริงก็ต่อเมื่อมีเครือข่ายที่รับข้อมูลจากผู้ใช้ ส่งไปประมวลผล และส่งผลลัพธ์กลับมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

“ถ้า AI เกิดขึ้นมาโดยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงคอยส่งการประมวลผลไปสู่การใช้งานจริง AI ก็ทำได้แค่คิด หากเปรียบ AI เป็นสมองที่ทำหน้าที่คิดและวิเคราะห์ โครงข่ายก็เปรียบเสมือนระบบประสาทที่เชื่อมโยงทุกส่วนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ” กิตติอธิบาย

 

สิ่งที่ทำให้โจทย์ยากขึ้นคือ ‘ผู้ใช้งาน’ ของโครงข่ายกำลังเปลี่ยนไป ที่ผ่านมาโครงข่ายถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคน ในอนาคตผู้ใช้งานหลักจะรวมถึง AI Agent หุ่นยนต์ รถยนต์อัจฉริยะ กล้อง AI เซนเซอร์ และอุปกรณ์ IoT อีกหลายพันล้านชิ้น ซึ่งต้องรับ ส่ง และประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์

 

โรงงานที่ใช้ AI Vision ต้องส่งภาพจากกล้องความละเอียดสูงเข้าระบบวิเคราะห์ตลอด 24 ชั่วโมง รถยนต์อัจฉริยะต้องสื่อสารกับโครงสร้างพื้นฐานบนถนนในเสี้ยววินาที และโรงพยาบาลที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยโรคต้องรับส่งภาพทางการแพทย์ความละเอียดสูงอย่างต่อเนื่อง งานเหล่านี้ต้องการโครงข่ายที่มีความหน่วงต่ำมาก (Ultra-low Latency) เสถียรสูง (High Reliability) รองรับข้อมูลขาอัปโหลดปริมาณมาก (Massive Uplink) และบริหารจัดการตัวเองด้วย AI ได้แบบอัตโนมัติ (AI-Native Network)

 

เพื่อตอบโจทย์นี้ AIS วางกลยุทธ์ ‘Intelligent Infrastructure’ ผ่าน WISE Framework ที่ผสานคลื่นความถี่ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญเข้าด้วยกันใน 4 ด้าน ด้านแรกคือ Watch Ahead การใช้ AI และระบบอัตโนมัติให้เครือข่ายมองเห็นและคาดการณ์ปัญหาได้ล่วงหน้า ด้านที่ 2 คือ Innovate Beyond การใช้นวัตกรรมใหม่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของโครงข่ายและสร้าง Use Case ใหม่ให้คนไทยได้ใช้

 

ด้านที่ 3 คือ Security & Trust การยกระดับความปลอดภัยตั้งแต่ระดับโครงข่าย เพื่อให้ผู้ใช้ทำธุรกรรมบนโลกดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ และด้านที่ 4 คือ Energy Intelligence การบริหารพลังงานของโครงข่ายให้รองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 2

 

ทำไมยุค AI ทำให้ ‘ขาอัปโหลด’ สำคัญขึ้น

 

ถ้ามองย้อนกลับไป โครงข่ายมือถือแต่ละยุคเกิดขึ้นตามวิถีชีวิตและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป 2G ทำให้เกิด SMS และการสื่อสารแบบดิจิทัล 3G เปิดประตูสู่อินเทอร์เน็ตบนมือถือ 4G ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตผ่าน Mobile Banking อีคอมเมิร์ซ และการสตรีมวิดีโอ ส่วน 5G ขยายการเชื่อมต่อจากคนไปสู่อุปกรณ์ เครื่องจักร รถยนต์ และเมืองอัจฉริยะ

 

ตลอดหลายยุคที่ผ่านมา โจทย์หลักของโครงข่ายคือการส่งข้อมูล ‘ลง’ มาหาผู้ใช้ให้เร็วที่สุด เพราะพฤติกรรมส่วนใหญ่คือการดูและการรับข้อมูล วันนี้ภาพเริ่มเปลี่ยน และตัวเลขของ AIS ที่ขาอัปโหลดโตกว่า 25 เท่าภายในเวลา 3 ปี มีแรงผลักดันมาจาก 2 เรื่องหลัก

 

เรื่องแรกคือการถ่ายทอดสด ทั้ง Live Commerce การไลฟ์พูดคุยกับผู้ติดตาม และการไลฟ์กิจกรรมต่างๆ ซึ่งผู้ใช้เป็นฝ่ายส่งวิดีโอขึ้นไปบนระบบตลอดเวลา เรื่องที่ 2 คือแอปพลิเคชัน AI ซึ่งหลายตัวต้องให้ผู้ใช้อัปโหลดข้อความ ข้อมูล หรือรูปภาพขึ้นไปประมวลผลบน Cloud ก่อนจะส่งผลลัพธ์กลับลงมา แอปพลิเคชัน AI หลายตัวจึงมีสัดส่วนการอัปโหลดมากกว่าการดาวน์โหลด

 

พฤติกรรมการใช้ AI ผ่านเครือข่ายมือถือของคนไทยก็มีลักษณะเฉพาะตัว จากข้อมูลการใช้งานบนเครือข่ายมือถือของ AIS การใช้งาน AI ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในวันธรรมดา และเกิดขึ้นในสถานศึกษาหรือมหาวิทยาลัยเป็นหลัก รองลงมาคือสถานประกอบการบางส่วน ผู้ใช้นิยมใช้ AI ช่วยประมวลผลและแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งหลายครั้งเริ่มจากการถ่ายภาพแล้วส่งขึ้นไปให้ AI วิเคราะห์

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 3

 

ทั้งนี้ ในภาพรวมของทั้งเครือข่าย ปริมาณข้อมูลขาลงยังมากกว่าขาขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนคืออัตราการเติบโต ซึ่งขาอัปโหลดโตเร็วกว่าอย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจโครงข่ายที่ต้องวางแผนลงทุนล่วงหน้าหลายปี อัตราการเติบโตที่ห่างกันมากขนาดนี้คือตัวเลขที่มองข้ามไม่ได้

 

2CC และ 3CC รวมคลื่นแล้วได้อะไร

 

5G-ADVANCED คือมาตรฐานโครงข่ายยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยรวมคลื่นความถี่หลายย่านเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า Carrier Aggregation ส่วนตัวเลข 2CC และ 3CC หมายถึงจำนวนย่านคลื่นที่นำมารวมกัน ยิ่งรวมได้หลายย่าน ช่องทางรับส่งข้อมูลก็ยิ่งกว้าง โดย AIS ระบุว่าการรวมคลื่นใน 5G-ADVANCED ช่วยให้ความเร็วดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า และความเร็วอัปโหลดเพิ่มขึ้น 2 เท่า

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 4

 

สำหรับขาอัปโหลด AIS เลือกรวมคลื่น 2 ย่าน คือ 700 MHz และ 2,600 MHz เหตุผลอยู่ที่ธรรมชาติของคลื่นแต่ละย่าน คลื่น 2,600 MHz มีแถบความถี่กว้างถึง 100 MHz จึงรองรับการใช้งานหนาแน่นได้ดี ทว่าเป็นคลื่นแบบ TDD ที่รับและส่งข้อมูลสลับกันบนช่องเดียว โดยถูกกำหนดสัดส่วนไว้ที่ 8:2 หรือใช้เวลา 80% ไปกับการส่งข้อมูลลง และเหลือ 20% สำหรับการอัปโหลด ซึ่งเป็นข้อจำกัดเดียวกันสำหรับผู้ให้บริการทุกราย

 

ส่วนคลื่น 700 MHz เป็นคลื่นแบบ FDD ที่มีช่องรับและช่องส่งแยกจากกันเป็นคู่ การนำคลื่นนี้มาเป็นช่องหลักในการอัปโหลดร่วมกับ 2,600 MHz จึงเพิ่มช่องทางให้ข้อมูลวิ่งขึ้นได้มากขึ้น นอกจากนี้ 700 MHz ยังเป็นคลื่นย่านต่ำที่กระจายสัญญาณได้ไกลและทะลุทะลวงเข้าไปในอาคารได้ดี

 

ปัจจุบัน AIS เปิดให้บริการรวมคลื่น 2,600 MHz และ 700 MHz แบบ 2CC บนโครงข่าย 5G SA ครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว 100% และครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัด โดย AIS ระบุว่าการให้บริการนี้ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงแรกของโลกที่มี 5G-ADVANCED ครบทั้งเมือง ส่วนการรวมคลื่นแบบ 3CC สำหรับขาดาวน์โหลดเปิดให้บริการแล้วในพื้นที่สำคัญ และตั้งเป้าให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ ภายในสิ้นปีนี้ ก่อนขยายไปยังพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 5

 

ระยะต่อไป AIS วางแผนขยายเทคโนโลยี 2CC และ 3CC ให้ครอบคลุม 19 จังหวัดภายในปี 2570 และครบ 77 จังหวัดภายในปี 2571 ขณะที่คลื่นย่านเดิมอย่าง 900 MHz และ 2,100 MHz ซึ่งเคยใช้กับ 3G และ 4G จะค่อยๆ ถูกปรับมาใช้กับ 5G เมื่อผู้ใช้เปลี่ยนมาใช้มือถือที่รองรับ 5G มากขึ้น และมีโอกาสนำมารวมเป็น 3CC หรือ 4CC ได้ในอนาคต

 

สำหรับผู้ใช้ คุณภาพเครือข่ายจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสะท้อนผ่านการใช้งานจริง AIS จึงให้น้ำหนักกับการยืนยันผลผ่านองค์กรภายนอก ทั้งรางวัลจาก Ookla Speedtest ที่วัดจากการทดสอบของผู้ใช้จริงหลายล้านครั้งทั่วประเทศ และรางวัลจาก TM Forum สำหรับการพัฒนาโครงข่ายและระบบปฏิบัติการสู่ AI-Native Network

 

Network, Device และ Usage ต้อง ‘พร้อม’ ทั้ง 3 ด้าน

 

ต่อให้ขยายพื้นที่ให้บริการได้กว้างแค่ไหน กิตติมองว่าการพาคนไทยเข้าสู่ยุค 5G-ADVANCED อย่างเต็มรูปแบบต้องอาศัยความพร้อม 3 ด้านไปพร้อมกัน

 

ด้านแรกคือ Network Ready หรือโครงข่ายที่รองรับ ซึ่ง AIS กำลังขยายตาม Roadmap ข้างต้น

 

ด้านที่ 2 คือ Device Ready หรืออุปกรณ์ที่รองรับ ซึ่งวันนี้มีให้เลือกมากขึ้น ตั้งแต่สมาร์ทโฟน Flagship จากแบรนด์ชั้นนำไปจนถึงรุ่นในหลายระดับราคา

 

และด้านที่ 3 คือ Usage Ready หรือฐานผู้ใช้งานจริง ซึ่งวันนี้ AIS มีลูกค้าใช้งาน 5G แล้ว 19.7 ล้านราย หรือประมาณ 42% ของฐานลูกค้ามือถือ

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 6

 

ตัวเลขสุดท้ายบอกว่า 5G กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย และเป็นฐานผู้ใช้ที่ทำให้ 5G-ADVANCED มีคนพร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรก

 

เมื่อทั้ง 3 ด้านพร้อม การใช้งานที่ตามมาจะขยายไปไกลกว่าสมาร์ทโฟน รถยนต์ไร้คนขับต้องอาศัยเครือข่ายที่เสถียรและหน่วงต่ำ เพื่อสื่อสารกับระบบควบคุมจราจร (V2I) และสื่อสารระหว่างรถด้วยกัน (V2V) ได้ทันท่วงที หุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่เคยเชื่อมต่อผ่าน WiFi มีข้อจำกัดเมื่อต้องทำงานนอกอาคาร จึงต้องเปลี่ยนมาเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G ส่วนอุปกรณ์ IoT อุปกรณ์สวมใส่ และแว่นตาอัจฉริยะ จะทำให้จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อขยายไปสู่ระดับพันล้านชิ้น

 

โอกาสของไทยในฐานะ ‘ASEAN AI Connectivity Hub’

 

“ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เราสามารถเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อที่ดีที่สุดสำหรับ AI ได้” กิตติกล่าว

 

จุดแข็งที่กิตติหยิบมาอธิบายมี 3 ข้อ คือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางภูมิภาค การลงทุนด้าน Cloud และ Data Center จากผู้ให้บริการระดับโลก และภาคอุตสาหกรรมที่พร้อมนำ AI ไปใช้งานจริง หากไทยพัฒนา 5G-ADVANCED ควบคู่กับ Fiber, Edge Computing, Cloud และ AI Platform อย่างเป็นระบบ ประเทศไทยก็มีโอกาสเป็นฐานที่บริษัทเทคโนโลยีและนักลงทุนเลือกใช้พัฒนาและให้บริการ AI ทั่วภูมิภาค

 

ฝั่ง AIS เองวางยุทธศาสตร์เป็นผู้ให้บริการ AI Connectivity ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Data Center เพื่อเตรียมความพร้อมในระดับภูมิภาค พร้อมเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกอย่าง AWS และ Microsoft

 

ผลที่ตามมาจะไปไกลกว่าเรื่องโทรคมนาคม เมื่อเมืองและภาคอุตสาหกรรมเชื่อมต่อข้อมูลได้ต่อเนื่องและใช้ AI วิเคราะห์ได้ทันที ทั้งระบบคมนาคม การผลิต การแพทย์ พลังงาน และบริการภาครัฐ ก็มีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดทางให้อุตสาหกรรมไทยขยับไปสู่การผลิตมูลค่าสูง (High-Value Manufacturing)

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 7

 

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ ทำไมต้องลงทุนกับ 5G-ADVANCED ในวันที่โลกเริ่มพูดถึง 6G แล้ว คำตอบอยู่ที่ ‘กรอบเวลา’ การกำหนดคลื่นความถี่สำหรับ 6G จะตกลงกันในระดับสากลผ่านการประชุม World Radiocommunication Conference ปี 2027 (WRC-27) ซึ่งจะพิจารณาแถบความถี่ขนาด 200-400 MHz เช่นย่าน Upper 6 GHz ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

 

ตามกรอบนี้ 6G คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้เร็วที่สุดราวปี 2030 หรือ พ.ศ. 2573 ในช่วง 5 ปีข้างหน้า 5G-ADVANCED จึงยังเป็นเทคโนโลยีหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

 

ย้อนกลับไปที่ตัวเลข 25 เท่าของขาอัปโหลด ตัวเลขนี้คือภาพเล็กๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า เมื่อคน อุปกรณ์ และ AI ต้องส่งข้อมูลขึ้นไปประมวลผลมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่เตรียมโครงข่ายไว้รองรับก่อนย่อมมีแต้มต่อในการดึงดูดการลงทุนและสร้างอุตสาหกรรมใหม่

 

“ผมมองว่าประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub และเป้าหมายนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อที่พร้อมรองรับ AI ตั้งแต่วันนี้” กิตติทิ้งท้าย

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories