ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายมิติ ตั้งแต่ต้นทุนพลังงาน ราคาอาหาร ปุ๋ย ยา ไปจนถึงความมั่นคงของระบบสุขภาพ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงไทยจะรับมือกับวิกฤตเฉพาะหน้าอย่างไร แต่รวมถึงจะออกแบบนโยบายระยะยาวอย่างไร เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาถกบนเวที Policy Dialogue เรื่อง ‘นโยบายความมั่นคงด้านพลังงาน-อาหาร-สุขภาพ: โอกาสและทางรอดของไทยในวิกฤติโลก’ วันนี้ (24 เมษายน 2569) โดยมีผู้เข้าร่วมกว่าร้อยคน เพื่อแลกเปลี่ยนผลกระทบจากสถานการณ์โลก และร่วมกันพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายใน 3 ด้านหลักที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ คือ พลังงาน อาหาร และสุขภาพ
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะพัฒนาขึ้นมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่เมื่อเกิดวิกฤตระดับโลกกลับเห็นชัดว่าประเทศยังมีความเปราะบางสูง โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการพึ่งพาทรัพยากรและปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ แม้ไทยจะมีฐานทุนที่ดีในบางด้าน เช่น การผลิตอาหาร แต่เมื่อเกิดแรงกระแทกจากภายนอกกลับได้รับผลกระทบมาก และพึ่งพาตัวเองได้น้อยลงเรื่อยๆ

เขายกตัวอย่างว่า วิกฤตที่เชื่อมโยงกับช่องแคบฮอร์มุซและความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงปุ๋ย ต้นทุนการผลิต และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง จึงทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวนโจทย์เรื่องความมั่นคงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการสร้างศักยภาพในประเทศมากขึ้น ทั้งในเรื่องพลังงาน ยา และวัคซีน ไม่ใช่มองเพียงต้นทุนที่ถูกกว่าในภาวะปกติเท่านั้น แต่ต้องมองด้วยว่าในยามวิกฤต ประเทศยังมีทรัพยากรที่จำเป็นเพียงพอหรือไม่
ในด้านพลังงานเขาชี้ว่า พลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซลล์ ไบโอดีเซล หรือพลังงานชีวมวล อาจเคยถูกมองว่ามีต้นทุนสูงกว่าเมื่อเทียบกับการนำเข้า แต่เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอน ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงเรื่องราคา แต่คือความมั่นคงในการเข้าถึงทรัพยากร หากมีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ไทยก็จะมีศักยภาพในการผลิตและใช้ทรัพยากรเหล่านี้ได้เองมากขึ้น ขณะที่เม็ดเงินก็ยังหมุนเวียนอยู่ในประเทศมากกว่ารั่วไหลออกไปทั้งหมด
ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และกรรมการคณะกรรมการ GITH ระบุว่า โลกปัจจุบันมีความเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จนผลกระทบจากแต่ละเรื่องเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ทั้งอาหาร พลังงาน ยา เวชภัณฑ์ และสุขภาพจิต เขามองว่าไทยยังมีข้อได้เปรียบจากการมีกลไกเชิงนโยบายอย่างสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเปิดให้หลายภาคส่วนร่วมกันพัฒนาข้อเสนอได้ แต่ความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการมีข้อเสนอ หากอยู่ที่การผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง

สำหรับเวที Policy Dialogue ในครั้งนี้ยังมีเวทีเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางพลังงาน อาหาร สุขภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาได้แก่ ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี, ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาภูมิปัญญาไทย มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ และ นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค
ในมิติพลังงาน ข้อเสนอสำคัญจากวงเสวนาคือ ไทยควรเร่งขยายฐานพลังงานทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานชีวมวล เพราะเมื่อโลกเผชิญความขัดแย้งหรือภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงทางพลังงานจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง
ในมิติอาหารและเกษตร มีข้อเสนอให้รัฐสร้างกลไกคุ้มครองเกษตรกรจากการถูกเอาเปรียบหรือการเก็งกำไรในช่วงสงครามและความขัดแย้ง เนื่องจากวิกฤตพลังงานและปุ๋ยมักส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรและต้นทุนการผลิตเป็นลูกโซ่ หากไม่มีมาตรการรองรับที่ดี ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจไม่ใช่เพียงผู้บริโภค แต่รวมถึงผู้ผลิตในประเทศเองด้วย

ในมิติสุขภาพและภูมิปัญญาไทย วงเสวนายังชี้ถึงความสำคัญของการต่อยอดองค์ความรู้ภายในประเทศ ทั้งในเรื่องอาหาร ยา และการดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มทางเลือกภายในประเทศและลดความเปราะบางจากการพึ่งพาผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง และการเข้าถึงเวชภัณฑ์หรือวัตถุดิบอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น
อีกประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาคือ การรับมือกับวิกฤตในลักษณะนี้ไม่อาจพึ่งเพียงการบริหารสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องอาศัยการทบทวนข้อจำกัดเชิงกฎหมายและนโยบายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความยืดหยุ่นของประเทศในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นกติกาที่เกี่ยวกับพลังงาน อาหาร หรือระบบสุขภาพ เพราะท้ายที่สุด ความสามารถในการพึ่งพาตัวเองไม่ได้เกิดขึ้นจากทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบนโยบายที่เปิดทางให้ประเทศใช้ทรัพยากรเหล่านั้นได้อย่างเต็มศักยภาพ
นอกจากการแลกเปลี่ยนในวงเสวนา ภายในงานยังมีการระดมความเห็นจากผู้เข้าร่วมเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และสุขภาพ ก่อนรวบรวมเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ GITH เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดลำดับความสำคัญและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อไป
โดยสรุปเวทีนี้สะท้อนชัดว่า ในโลกที่วิกฤตด้านพลังงาน อาหาร สุขภาพ และภูมิรัฐศาสตร์ เชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ไทยไม่อาจแยกคิดทีละเรื่องได้อีกต่อไป คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่จะบริหารวิกฤตเฉพาะหน้าอย่างไร แต่คือจะลดการพึ่งพาภายนอก สร้างความยืดหยุ่น และวางฐานความมั่นคงใหม่ของประเทศอย่างไรในระยะยาว
[PR NEWS]


