×
Menu
30165

สำรวจตลาด Bike Sharing ในประเทศไทย เมื่อบริการให้เช่าจักรยานสาธารณะจากจีนกำลังคึกคัก

25.09.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

8 Mins. read
  • Sharing Economy ที่กำลังจะเข้ามารุกคืบตีตลาดในไทยอย่างหนักคือธุรกิจ ‘Bike Sharing’ หรือบริการให้เช่าจักรยานสาธารณะ โดยตอนนี้มีผู้ประกอบการถึง 3 รายหลักๆ แล้วที่พร้อมพุ่งกระโจนเข้ามาเป็นผู้เล่นในศึกนี้ได้แก่ โมไบค์ (Mobike) และ โอโฟ (ofo) ที่มาจากประเทศจีน และโอไบค์ (oBike) ที่มาจากสิงคโปร์
  • ผู้ให้บริการส่วนใหญ่เน้นจับกลุ่มผู้ใช้งานตามสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยมากกว่าเปิดให้บริการตามแลนด์มาร์กในกรุงเทพฯ เนื่องจากมองว่าบุคลากรในสถานศึกษาเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการใช้งานจักรยานสูง นอกจากนี้ทั้ง 3 เจ้ายังขยายไปให้บริการที่จังหวัดภูเก็ตเหมือนๆ กัน เนื่องจากจังหวัดดังกล่าวเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีศักยภาพจะกลายเป็นสมาร์ทซิตี้ในอนาคตอันใกล้นี้
  • บริษัทรับให้คำปรึกษาด้านธุรกิจอย่าง ‘iiMedia’ ในจีนทำการวิจัยถึงทิศทางการเติบโตของธุรกิจ Bike Sharing โดยคาดการณ์ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าหรือช่วงปลายปี 2019 ตลาดดังกล่าวจะมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นเงินจำนวนกว่า 116,000 ล้านบาท!

      แม้จะถูกค่อนขอดและตัดส่วนแบ่งรายได้ไปจากผู้ประกอบการหน้าเดิมๆ อยู่บ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าทุกวันนี้ ธุรกิจ Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบบแบ่งปันกำลังกลายเป็นเทรนด์ธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยมมากๆ โดยเฉพาะในไทย

      ด้วยประโยชน์ที่ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนเเต่ก็ได้รับสินค้าและบริการในราคาที่จับต้องได้ ธุรกิจจำพวกบริการขนส่งอย่าง Uber และ Grab บริการที่พักอาศัย Airbnb หรือบริการพื้นที่ทำงานแบบ Coworking Space จึงแผ่ขยายอาณาจักรตัวเองออกไปได้อย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาอันสั้น

      ล่าสุด อีกหนึ่ง Sharing Economy ที่กำลังจะเข้ามารุกคืบตีตลาดในไทยอย่างหนักคือธุรกิจ ‘Bike Sharing’ หรือบริการให้เช่าจักรยานสาธารณะ โดยตอนนี้มีผู้ประกอบการถึง 3 รายหลักๆ แล้วที่พร้อมพุ่งกระโจนเข้ามาเป็นผู้เล่นในศึกนี้ได้แก่ โมไบค์ (Mobike), โอโฟ (ofo) และโอไบค์ (oBike) ซึ่งแต่ละรายก็มีวิธีจับกลุ่มผู้บริโภคที่ใกล้เคียงกันซะด้วย

 

 

‘เน้นจับกลุ่มแคมปัสมหาวิทยาลัย และเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก’ กลยุทธ์เดินหมากของผู้ให้บริการแต่ละเจ้า

      เริ่มต้นที่โมไบค์ ผู้ให้บริการจากจีนรายนี้เข้ามาบุกประเทศไทยด้วยการจับมือเป็นหุ้นส่วนร่วมกับเอไอเอส (แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด มหาชน), ซีพีเอ็น (เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด มหาชน), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจะเริ่มให้บริการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนเป็นที่แรก ตามด้วยห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และจะขยายพื้นที่ให้บริการในวงกว้างตามเมืองต่างๆ รวมถึงละเเวกห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัลในอนาคต

 

 

      จุดเด่นของโมโบค์คือบริการที่เน้นความสบายของผู้บริโภคเป็นหลัก ผู้ใช้จะสามารถใช้จักรยานได้เมื่อปลดล็อกจักรยานด้วยบลูทูธ (Bluetooth) และการสแกน QR Code ที่อยู่บนจักรยานแต่ละคันด้วยแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟน คิดค่าบริการ 10 บาท / 30 นาที (ให้บริการฟรี 2 เดือนแรก กันยายน-ตุลาคม) โดยชำระผ่าน mPay ได้

      ส่วนตัวจักรยานใช้เทคโนโลยี GPS ติดตามสถานะและตำแหน่งของจักรยานแต่ละคัน มีนวัตกรรมยางไร้ลมแบน, เฟรมอะลูมิเนียมกันสนิม, ระบบการขับเคลื่อนไร้โซ่ โดยเน้นความสำคัญของการไม่ต้องบำรุงรักษา ซึ่งทุกๆ คันจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 4 ปีแบบไม่ต้องซ่อม เนื่องจากเคลมว่าสามารถผลิตจักรยานใหม่ได้ถึง 100,000 คันต่อวัน

 

 

      ฝั่งโอโฟก็เป็นผู้ให้บริการอีกเจ้าที่มาจากจีนเช่นเดียวกับโมไบค์ และเพิ่งเปิดให้บริการที่แรกในตัวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาโดยมีจำนวนจักรยานอยู่ที่ประมาณ 2,000 คัน ก่อนเปิดให้บริการที่จังหวัดภูเก็ตในละเเวกตัวเมืองและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ด้วยจำนวนราว 1,000 คันในเดือนถัดมา

      ตัวจักรยานใช้ GPS ติดตามสถานะและตำแหน่งในกรณีที่เกิดปัญหาหรือต้องการการซ่อมแซม ใช้ยางตันเพื่อตัดปัญหาการดูแลลมยางและติดตั้งไฟส่องนำทางพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งตรวจจับการเคลื่อนไหวและติดสว่างแบบอัตโนมัติ

      บริการของโอโฟเป็นแบบ IoT (Internet of Things) ปลดล็อกจักรยานด้วยแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนและแสกน QR Code บนตัวจักรยาน คิดค่าบริการอยู่ที่ 5 บาท / 30 นาที มีค่ามัดจำการใช้บริการ 99 บาท (ขอเงินคืนได้เมื่อยกเลิกการใช้บริการ) ชำระค่าบริการได้ผ่านบัตรเครดิต เดบิต และ BluePay โดยตอนนี้มีโปรโมชันทดลองใช้ฟรีตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงธันวาคม และในอนาคตจะมีฟีเจอร์การสะสมคะเเนนจากการจอดจักรยานตามจุดที่กำหนดเพื่อแลกรับของรางวัลต่างๆ เพิ่มขึ้นมา

      ฝั่งผู้ให้บริการรายสุดท้ายอย่างโอไบค์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากประเทศสิงคโปร์ นำร่องเปิดให้บริการในไทยแล้วในหลายๆ แห่งมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่จุดสัญจรตามแนวสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ในกรุงเทพฯ ก่อนขยายขอบเขตพื้นที่ให้บริการตามสถานศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต (200 คัน), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เเละล่าสุดในจังหวัดภูเก็ต

      โอไบค์คิดค่าบริการ 10 บาท / 15 นาที เปิดใช้บริการได้ด้วยการจองผ่านแอปพลิเคชันและปลดล็อกด้วยการแสกน QR Code เช่นเดียวกับโอโฟและโมไบค์ และใช้เทคโนโลยีการติดตาม GPS เหมือนๆ กัน

 

 

ตีตลาดประเทศไทยจะหวังผลได้มากน้อยแค่ไหน?

      ท่ามกลางผู้ให้บริการ Bike Sharing ทั้ง 3 เจ้าที่มาเจาะตลาดไทยในปีนี้ สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดที่สุดคือการที่พวกเขาเน้นจับกลุ่มเป้าหมายอย่างนักเรียนนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรตามสถานศึกษาเป็นหลัก เพราะมองว่าน่าจะมีไลฟ์สไตล์ที่ต้องพึ่งพาการขี่จักรยานสูง

      เช่นเดียวกับการเลือกภูเก็ตเป็นที่ตั้งหลักในการให้บริการเนื่องจากเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม และมีศักยภาพจะกลายเป็น ‘เมืองอัจฉริยะ (Smart City)’ ในเร็ววันนี้

      ซึ่งการที่ทั้งโอโฟและโมไบค์ไม่เน้นให้บริการในตัวเมืองกรุงเทพฯ ตั้งแต่แรก (โอไบค์ มีให้บริการตามสถานีรถไฟฟ้า BTS และ MRT บ้าง ส่วนโอโฟเล็งจะเปิดให้บริการรอบเกาะรัตนโกสินทร์เนื่องจากมีเลนจักรยานที่ต่อเนื่อง) คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน เพราะระบบนิเวศในเมืองหลวงของเราไม่เอื้อประโยชน์ต่อการขับขี่จักรยานสักเท่าไหร่

 

 

      แม้กรุงเทพฯ จะตีเลนขับขี่จักรยานจริงจังในเมืองมาตั้งแต่เมื่อประมาณปี 2551 แต่สุดท้ายไบค์เลน (Bike Lane) ก็ไม่เป็นที่นิยมแม้จะถูกปรับปรุงให้ไฉไลกว่าเดิมอีกครั้งในปี 2558 ขณะเดียวกันเมื่อปี 2554 มูลนิธิโลกสีเขียวก็เคยทำผลสำรวจปัญหาที่ทำให้คนไม่เลือกขี่จักรยานโดยพบว่า 86% ของผู้ที่ทำแบบสอบถามลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาจะไม่ขี่จักรยานเด็ดขาดหากรู้สึกว่ายังไม่ปลอดภัย

      ด้าน พล.ต.ท. อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าฯ กทม. (ตำแหน่งในช่วงเวลาดังกล่าว) เคยให้สัมภาษณ์กับ กรุงเทพธุรกิจ เมื่อช่วงปลายปี 2559 ว่ากรุงเทพมหานครมีเเผนการจะศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิกเลนจักรยานบางเส้นทาง เนื่องจากมองว่าไม่มีผู้ใช้งานจักรยาน

      ส่วน ‘ปั่นปั่น’ โครงการให้บริการจักรยานสาธารณะของกรุงเทพมหานครก็มีผู้ใช้อยู่บ้างในช่วงแรก แต่ปัญหาจุดให้บริการที่กระจายไม่มากพอและทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จต้องจอดคืนที่จุดจอดก็ทำให้โมเดลนี้ดูไม่เวิร์กเท่าที่ควร

      ด้วยปัญหาเส้นทางขี่จักรยานที่ไม่ต่อเนื่อง จุดจอดตามสถานที่ต่างๆ ในตัวเมืองที่ขาดแคลน ความอันตราย และการนำขึ้นลงระบบขนส่งสาธารณะที่แสนลำบาก ท้ายที่สุดแล้วเลนจักรยานจึงกลายเป็นเลนจอดรถมอเตอร์ไซค์และที่ตั้งวางร้านค้าแผงลอย

      กลยุทธ์ในช่วงนี้ของผู้ให้บริการ Bike Sharing หน้าใหม่ๆ จากต่างประเทศจึงเลี่ยงไปเปิดให้บริการตามแคมปัส​ สถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน และมีโอกาสจะได้ใช้งานจักรยานบ่อยครั้ง เน้นความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคโดยจอดที่ไหนก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อใช้งานเสร็จต้องทำการล็อกล้อเพื่อเป็นการสิ้นสุดการคำนวณค่าบริการ และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานคนอื่นๆ ได้ปลดล็อกเพื่อเปิดใช้งานต่อ

 

 

      นอกจากนี้เพื่อป้องกันการสูญหาย จักรยานทุกคันจึงมีการติดตั้งระบบ GPS ที่ใช้ในการติดตามไว้ด้วย โดยแบรนด์ที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ชัดเจนที่สุดก็หนีไม่พ้นโมไบค์ เพราะเน้นการไม่ต้องบำรุงรักษา ขณะที่จักรยานทุกคันก็มีอายุใช้งานเต็มที่แค่ 4 ปีเท่านั้น

      สุดท้ายแล้วธุรกิจ Bike Sharing จะได้รับความนิยมแค่ไหนและไปได้ดีหรือไม่ในประเทศไทย เราคงต้องติดตามผลกันแบบยาวๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริการที่คำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้บริโภคเป็นสำคัญมีส่วนช่วยให้คนหันมาใช้บริการจักรยานสาธารณะแบบนี้มากขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะในประเทศที่พิสูจน์มาแล้วอย่างจีน

 

จีนกลายเป็นผู้ประกอบการธุรกิจบริการจักรยานสาธารณะรายยักษ์ของโลกได้อย่างไร?

      ต้องยอมรับว่าจีนเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อมากๆ ในเรื่องของธุรกิจ Bike Sharing ครั้งหนึ่ง The Guardian เคยเปิดข้อมูลสถิติการยืมคืนจักรยานในเมืองหางโจว (Hangzhou) และพบว่าในทุกๆ 1 วินาทีจะมีอัตราการยืม-คืนจักรยานจากธุรกิจ Bike Sharing มากกว่า 278,883 คัน

      ข้อมูลที่น่าสนใจจาก Forbes เผยว่าปัจจุบัน 2 ยักษ์ใหญ่ในหมวดหมู่ธุรกิจนี้จากจีนอย่างโมไบค์และโอโฟ มีมูลค่าทางการทำธุรกิจสูงถึงบริษัทละ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 33,000 ล้านบาท ซึ่งโอโฟถือเป็นยูนิคอร์นสตาร์ทอัพรายแรกในธุรกิจบริการจักรยานสาธารณะ (สตาร์ทอัพได้รับตำแหน่ง Unicorn ต่อเมื่อมีรายได้มากถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

      โดยปัจจัยสำคัญลำดับแรกสุดที่ทำให้จีนกลายเป็นผู้ประการธุรกิจบริการจักรยานสาธารณะรายยักษ์ของโลกได้นั้นมาจาก ‘ปัญหาการจราจรที่แออัด’

      TomTom บริษัทพัฒนาระบบนำทางด้วย GPS ในเนเธอร์แลนด์ที่รวบรวมและเก็บข้อมูลดัชนีการจราจรทั่วโลกระบุว่า จาก 50 อันดับเมืองที่มีปัญหาการจราจรสะสมหนาแน่นสูงสุดของโลกในปี 2017 มีเมืองของประเทศจีนแห่กันติดในลิสต์นี้มากถึง 16 เมือง! (กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 2: อัพเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2017)

      เพราะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องปัญหาการจราจรคับคั่งมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อมองถึงทางเลือกอื่นที่เลี่ยงการใช้รถส่วนตัวและระบบขนส่งสาธารณะ ‘จักรยาน’ จึงกลายเป็นทางออกที่ดีที่สุดของพวกเขานั่นเอง

      ส่วนปัจจัยลำดับที่ 2 คือ ธุรกิจ Bike Sharing จำพวกนี้ถูกดีไซน์รูปแบบบริการออกมาโดยยึดเอาความสบายของผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง ผู้ใช้จะจอดจักรยานที่ไหนก็ได้ตามที่พวกเขาสะดวก ทำให้คนหันมาขี่จักรยานสาธารณะกันมากขึ้น เพราะไม่ต้องหิ้วภาระติดตัวไปทุกๆ ที่เหมือนกับการใช้จักรยานหรือรถยนต์ส่วนตัว

      แจ็คกี้ ฮี (Jacky He) หนึ่งในผู้ใช้บริการ Bike Sharing ในจีนให้สัมภาษณ์กับ Forbes ไว้ว่า “ผมหาจักรยานขี่ได้ทุกที่ตามที่ผมต้องการ และผมก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการจอดมันเลยด้วยซ้ำ”

      และปัจจัยสุดท้ายคือการได้รับการสนับสนุนจากบริษัทผู้ร่วมทุนชั้นนำหลายๆ รายทั้งในและนอกประเทศ อาทิ โอโฟที่ได้รับการลงทุนจาก Xiaomi และ Ant Financial ฟินเทคในเครือ Alibaba รวมถึง Huawei บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่ในจีนที่ให้ความช่วยเหลือพวกเขาด้านการพัฒนาเทคโนโลยี Internet of Things ใช้ติดตามจักรยาน

      เช่นเดียวกับโมไบค์ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจำนวนมหาศาลกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2016 จากบริษัททั้งในและต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น Panda Capital (แคนาดา),​ Warburg Pincus (สหรัฐอเมริกา), Hillhouse Capital และ Tencent (จีน), Temasek (สิงคโปร์) และ Foxconn (ไต้หวัน) เป็นต้น

 

 

      บริษัทรับให้คำปรึกษาด้านธุรกิจอย่าง ‘iiMedia’ ในประเทศจีนได้วิจัยทิศทางการเติบโตของธุรกิจ Bike Sharing โดยคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2017 นี้ ตลาดบริการจักรยานสาธารณะในจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 49,680 ล้านบาท แต่ในอีก 2 ปีข้างหน้าหรือช่วงปลายปี 2019 ตลาดดังกล่าวจะมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมเท่าตัวที่ 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 116,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

      อย่างไรก็ดี ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีแล้วไม่มีข้อบกพร่องเลย เพราะภายใต้รูปแบบบริการที่สะดวกเน้นการใช้จักรยานแล้วจอดที่ไหนก็ได้ก็เป็นการทำลายทัศนียภาพของตัวเมืองของจีนในเวลาเดียวกัน โดยผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือทะเลจักรยานหลายร้อยพันคันที่ถูกจอดทิ้งเรียงรายเป็นจำนวนมากตามสถานที่ต่างๆ

      อีริค เหมา (Eric Mao) ผู้จัดการแผนกการตลาดของบริษัท GST อีกหนึ่งบริษัทเจ้าของธุรกิจ Bike Sharing ในประเทศจีนให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่า “มันเป็นปัญหาใหญ่นะกับการที่คุณได้เห็นจักรยานหลายพันคันถูกจอดทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ในตัวเมืองโดยไม่ได้ใช้งาน เพราะไม่มีใครสนใจจะดูแลมัน ทำให้ทัศนียภาพที่สวยงามของเมืองถูกทำลาย”

      สุดท้ายแล้วเเม้โอกาสและศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจ Bike Sharing ในประเทศจีนจะสดใส แต่พวกเขาก็ต้องเร่งหาวิธีจัดการกับปัญหาที่ตามมาด้วยเช่นกัน แต่หากประเทศไทยสามารถนำโมเดลของบริษัทที่รุ่งเรืองด้าน Bike Sharing ในจีนมาต่อยอดพัฒนาให้สมบูรณ์แบบขึ้นได้ในทุกๆ ด้าน ผลลัพธ์ที่ตามมาก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีงามต่อสิ่งเเวดล้อมและเศรษฐกิจแน่นอน

 

อ้างอิง

FYI
  • โมไบค์ เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2559 นับจนถึงตอนนี้ พวกเขาให้บริการครอบคลุม 160 เมืองทั่วโลกได้แก่ จีน, สิงคโปร์, อิตาลี, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร และไทย มีจำนวนจักรยานกว่า 7 ล้านคน และมีผู้ใช้บริการมากกว่า 25 ล้านครั้งต่อวัน
  • โอโฟ เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2557 ณ​ ขณะนี้ให้บริการแล้วใน 170 เมืองทั่วโลกได้แก่ จีน, สิงคโปร์, มาเลเซีย, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และไทย มีจำนวนจักรยานกว่า 8 ล้านคัน และมีผู้ใช้บริการมากกว่า 25 ล้านครั้งต่อวัน
  • โอไบค์ เปิดตัวในช่วงต้นปี 2560 โดยปัจจุบันมีพื้นที่บริการ 30 เมืองใน 10 ประเทศ เช่น สิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย, ออสเตรเลีย, เยอรมัน, เนเธอรเเลนด์, สเปน, ไต้หวัน และ​สหราชอาณาจักร และมียอดผู้ใช้บริการในกลุ่มประเทศอาเซียนมากกว่า 2 ล้านคน
  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

RELATED STORIES

MOST POPULAR