ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีพรรคประชาชนแต่งตั้ง ศ.ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่าประชาชน ซึ่งนำมาสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อจุดยืนของพรรคประชาชนอย่างหนักในช่วง 3 วันที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญ
ล่าสุดวันนี้ (4 มิถุนายน) รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า เราน้อมรับคำวิจารณ์ทั้งหมด และยืนยันว่า พรรคไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนหรืออุดมการณ์ กฎหมายหลายฉบับ เราได้พยายามในการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของผลผลิตมรดกของระบอบ คสช. การเสนอกฎหมายหลายๆ ฉบับที่จะนำไปสู่การสร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศ ทุกอย่างเหมือนเดิม
“ผมยืนยันว่าในเรื่องของการเปลี่ยนอุดมการณ์ การถอยหลังทางอุดมการณ์ ความคิดความเชื่อ ไม่เกิดขึ้นแน่นอน นี่คือสิ่งที่ผมยืนยันกับพี่น้องได้” รังสิมันต์กล่าว
จุดยืนไม่เปลี่ยน หาแนวร่วมล้มมรดกรัฐประหาร
รังสิมันต์มองว่า การร่วมงานกับสุรพลไม่ถึงขนาดทำให้พรรคเปลี่ยนอุดมการณ์ และส่วนตัวมองว่า สุรพลคือคนที่เราเชื่อว่าสามารถที่จะเข้ามามีบทบาทเป็นพันธมิตรและกำลังที่สำคัญในการช่วยรับมือกับปัญหาต่างๆ แน่นอนว่าการตัดสินใจแบบนี้คงมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องรับทั้งผิดทั้งชอบให้ได้
“เรื่องนี้เป็นการต่อสู้ เราได้เห็นแล้วว่าลำพังกำลังที่เรามีอยู่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ฐานการเลือกตั้งต่างๆ ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ดังนั้น สิ่งที่เราพยายามทำก็คือ ยกระดับการต่อสู้ต่อไป แน่นอนว่าอาจจะยังมีเสียงวิจารณ์อยู่
“พรรคประชาชนกำลังรื้อโครงสร้างของระบอบรัฐประหารที่ฝังรากลึกผ่านรัฐธรรมนูญและผ่านกลไกต่างๆ ดังนั้น สิ่งที่เราพยายามทำชัดเจน ใครก็ตามที่มาร่วมเดินทางไปกับเรา เขาก็จะทราบว่ายานพาหนะที่ชื่อว่าพรรคประชาชนกำลังไปในทิศทางไหน
“เมื่อคุณสุรพลมาอยู่ตรงนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องรับกับคำวิพากษ์วิจารณ์และมีสิทธิชี้แจง ผมมองว่าเวลาคงจะเป็นเครื่องมือพิสูจน์ต่อไปว่า การตัดสินใจนี้ถูกต้องหรือไม่”
ทั้งนี้ รังสิมันต์ชี้ว่า กรณีนี้เทียบกับพรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ ขอให้ประชาชนตัดสินดีกว่า แต่ส่วนตัวคิดว่าเราเป็นพรรคการเมืองที่ไม่เคยทรยศหักหลังใคร คนที่เข้ามาในพรรคอาจจะมีเสียงวิจารณ์ ซึ่งไม่ใช่กรณีแรก แต่เราต้องยอมรับ วิธีคิดของเราคือ เราต้องทำเพื่อที่จะรับมือกับระบอบสีน้ำเงินที่กัดกินสังคมไทย กินรวบทุกอย่าง ไม่ต้องไปพูดถึงว่าองค์กรอิสระหรือ สว. เป็นอย่างไร
ไม่ใช่วิธีไหนก็ได้ แต่หลักการต้องถูกตั้งแต่กระดุมเม็ดแรก
“วันนี้บ้านเมืองมาถึงขนาดนี้ ถ้าเราไม่พยายามที่จะรวมพลังให้มากที่สุดเพื่อต่อต้านกับระบอบสีน้ำเงิน คำถามคือว่าประเทศไทยในวันข้างหน้าที่กำลังดำเนินอยู่จะเป็นอย่างไร
“เวลาพูดว่ารวมพล รวมพลังให้มากที่สุด ผมต้องเน้นย้ำ คือไม่ใช่ว่าเราจะทำทุกวิถีทาง ทำวิธีการไหนก็ได้ ขอให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ชัยชนะ ไม่ใช่แบบนั้น สุดท้าย สิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น คือต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ หลักการที่ถูกต้องคืออะไร แล้วเราก็ต้องเดินแบบนั้น
“แน่นอนว่าสุดท้ายคนที่มาร่วมทางกับเรา ก็คงจะมีความหลากหลาย ในอดีตคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสุดท้ายสิ่งที่เราพยายามเดินอยู่ คิดถูกหรือคิดผิด
“แต่ผมยืนยันว่าโดยเจตนาของเราชัดเจน เราไม่ได้ต้องการสนับสนุนระบอบรัฐประหาร เราไม่เคยเห็นด้วย ดังนั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนจุดยืน” รังสิมันต์กล่าว
น้อมรับคำวิจารณ์ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
รังสิมันต์ยังมองว่า กระแสวิจารณ์ทั้งจากคนภายในและภายนอกพรรคเป็นเรื่องที่ดี เพราะสะท้อนว่าเป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ และแต่ละคนมีความตื่นตัวกับการเมือง นอกจากนี้ ยังไม่มองว่าเป็นการตั้งธงประนีประนอม แต่เป็นเรื่องของการชี้ให้เห็นปัญหา ทั้งรัฐธรรมนูญ กรณีฮั้วเลือก สว. ปัญหาการทุจริตอีกมากมาย นี่คือศัตรูที่กำลังทำลายชาติ จะมีใครมาร่วมกับพวกเราบ้าง
อย่างไรก็ตาม รังสิมันต์ขอไม่ลงในรายละเอียดถึงกระบวนการสรรหาคัดเลือกสุรพลเข้ามา แต่ย้ำว่าไม่มี ‘โปลิดบูโร’ ในพรรคตามที่พูดกัน และสุรพลเองก็มีส่วนร่วมกับพรรคประชาชนมาก่อนหน้านี้ อย่างน้อยคือเป็นพยานในคดีความต่างๆ ก่อนสรุปว่า เมื่อผู้บริหารตัดสินใจแบบนี้ ก็ต้องพิสูจน์กันด้วยเวลาว่าเราคิดถูกหรือผิด


