×

‘หุ้นไทย’ ขึ้นได้แต่ไม่มาก เน้นกลุ่มที่ยัง Laggard

18.03.2021
‘หุ้นไทย’ ขึ้นได้แต่ไม่มาก เน้นกลุ่มที่ยัง Laggard

ตลาดหุ้นต่างๆ ปรับตัวขึ้นจากเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง และสุดท้ายแล้วฝั่งสหรัฐฯ มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ทันก่อนมาตรการเดิมจะสิ้นสุดลง 

 

ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ไม่ได้สูงมาก ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ชะลอตัว ทำให้ตลาดคลายกังวล และตลาดหุ้นไทย เคลื่อนไหวโดดเด่น โดยขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 13 เดือน และเคลื่อนไหว Outperform ดัชนี MSCI Asia ex Japan รวมถึงฟื้นตัวกลับมาระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 แล้ว จากปัจจัยหนุนเรื่องการเปิดเมือง รวมถึงกลุ่มน้ำมันได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นปัจจัยหนุนตลาด 

 

ทั้งนี้ ในภาพรวม ผมมองว่า SET ยังปรับขึ้นได้ต่อ และคาดว่าในเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่ SET ขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 1600 จุดได้ โดยมองแนวต้านเป้าหมายอยู่ที่ 1620 และ 1640 จุด ตามลำดับ 

 

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังในเดือนพฤษภาคมที่ในปีนี้มองว่ามีโอกาสเกิด Sell in May ได้ค่อนข้างมาก เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่ได้เกิดการปรับฐานเลย ซึ่ง SET เองก็เช่นเดียวกัน 

 

ผมมองว่าในเดือนพฤษภาคมตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะเกิดการปรับฐาน ดังนั้น จะเห็นว่าระดับ SET ปัจจุบัน แม้ขึ้นได้ต่อ แต่ระยะทางในการขึ้นก็มีอีกไม่มาก ทำให้การเลือกซื้อหุ้นจากนี้ ผมแนะนำไปที่กลุ่มหุ้นที่ยัง Laggard หรือราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่า SET โดยคาดว่ายังมี Upside พอที่จะสามารถซื้อแล้วให้ผลตอบแทนที่ดี เพื่อรอขายทำกำไรก่อนที่ตลาดจะเกิดการปรับฐานในเดือนพฤาภาคมที่ผมคาดการณ์ 

 

โดยกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ ซึ่งราคาหุ้นบางตัวในกลุ่มนี้ ยังปรับขึ้นมาไม่ถึงก่อนการระบาดของโควิด-19 ในขณะที่ SET ปรับตัวขึ้นมาถึงแล้ว ทั้งนี้ แม้คาดว่าในไตรมาสแรกปี 2564 ยอดขายสาขาเดิม (SSS) ของกลุ่มพาณิชย์น่าจะหดตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ใกล้เคียงกับ -11% YoY ในไตรมาส 4 ปี 2563 

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2 ปี 2564 เราคาดว่า SSS ของกลุ่มพาณิชย์จะกลับมาเติบโต YoY เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี โดยได้รับการสนับสนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ค่อยๆ กลับคืนมา และฐานต่ำในไตรมาส 2 ปี 2563 เมื่อประเทศไทยอยู่ในช่วงล็อกดาวน์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 

 

ส่วนภาพรวมในปี 2564 คาดว่า SSS จะกลับมาเติบโต 3.9% YoY จากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ -10.7% YoY ในปี 2563 โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ 

 

1) คาดว่าการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนของประเทศไทยจะกลับมาเติบโต 3.7% YoY ในปี 2564 (เทียบกับ -1.0% YoY ในปี 2563) จากอุปสงค์ที่ถูกอั้นไว้กลับคืนมาหลังสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล 

 

2) รายได้เกษตรกรกลับมาเติบโต YoY เป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน จากราคาสินค้าเกษตรและผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และ 

 

3) คาดว่าการแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 จะมีความคืบหน้ามากขึ้น โดย SCB EIC ประเมินว่าประเทศไทยจะฉีดวัคซีนโควิด-19 ครอบคลุมประชากรครึ่งหนึ่งของทั้งหมดภายในสิ้นปี 2564 และจะครอบคลุมประชากร 60-70% (สร้างภูมิคุ้มกันหมู่สำเร็จ) ภายในไตรมาสแรกปี 2565 และเมื่อมีการแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 ได้มากขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะฟื้นตัวดีขึ้น 

 

ด้านกำไรของกลุ่มพาณิชย์คาดจะกลับมาเติบโต 28% YoY (เทียบกับ -36% YoY ในปี 2563) ส่วนหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่ม ผมแนะนำ 3 ตัว ได้แก่ GLOBAL เนื่องจาก SSS ในไตรมาสแรกปี 2564 เติบโตดีที่สุดในกลุ่มพาณิชย์ และกำไรไตรมาสแรกปี 2564 มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งที่สุด และ HMPRO รวมถึง CPALL ซึ่งราคาหุ้นยัง Laggard 

 

โดยราคาหุ้นก่อนเกิดโควิด-19 ของ HMPRO เคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 16.00-17.00 บาท เทียบกับราคาปัจจุบันที่เคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 14.00-15.00 บาท และ CPALL ราคาหุ้นก่อนเกิดโควิด-19 เคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 75.00-76.00 บาท เทียบกับราคาปัจจุบันที่เคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 67.00-68.00 บาท   

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์


READ MORE





Latest Stories