×

อุตสาหกรรม ‘ข้าวไทย’ เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต Krungthai COMPASS คาดส่งออกทั้งปีนี้ติดลบ 15% ท่ามกลางภาวะเงินบาทแข็งค่า

24.06.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15%

ส่งออกข้าวไทย 4 เดือนแรกของปีนี้หดตัว 9% Krungthai COMPASS เตือนอุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน จนอาจกลายเป็นวิกฤต ‘ซ้อน’ วิกฤต (Twin Crisis) คาดปี 2569 ส่งออกข้าวจ่อหดตัว 15% ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินบาท เหตุการแข็งค่าของเงินบาททุก 1 บาท จะทำให้ข้าวไทยแพงขึ้น 15 ดอลลาร์ สหรัฐฯ

 

 

 

กฤชนนท์ จินดาวงศ์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปริมาณส่งออกข้าวไทยโดยรวมช่วง ม.ค.-เม.ย. 2569 อยู่ที่ 2.2 ล้านตัน หดตัว -9%YoY โดยมีแรงกดดันสำคัญจากตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยราวปีละ 1 ล้านตัน หรือคิดเป็น 13% ของปริมาณส่งออกข้าวไทยทั้งหมดในปี 2568

 

ทั้งนี้ ไทยไม่มีการส่งออกข้าวไปตลาดอิรักตั้งแต่ช่วงมีนาคมเป็นต้นมา จากปัญหาการขนส่งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบเส้นทางส่งออกในตะวันออกกลาง ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักติดขัด

 

ทั้งนี้ ไทยไม่มีการส่งออกข้าวไปตลาดอิรักตั้งแต่ช่วงมีนาคมเป็นต้นมา จากปัญหาการขนส่งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบเส้นทางส่งออกในตะวันออกกลาง ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักติดขัด

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15% 1

 

เตือน Twin Crisis กดดันข้าวไทยจากทั้งด้าน Demand และ Supply

 

Krungthai COMPASS มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จนถึงปี 2570 อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน (Twin Crisis) กดดันให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

 

  • ด้าน Supply Side อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญกับปัญหาด้านอุปทานที่จำกัด (Supply Crisis) จากต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ภาวะเอลนีโญกำลังกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยมากขึ้น ทั้งด้านปริมาณผลผลิต คุณภาพ และผลผลิตต่อไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น
  • ด้าน Demand Side โลกกำลังซื้อข้าวจากไทยน้อยลง เพราะไทยแข่งขันได้ยากขึ้น เนื่องจาก ผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูงจะกดดันการแข่งขันของข้าวไทย จากราคาที่ถูกกว่า ประกอบกับราคาข้าวไทยที่สูงกว่าคู่แข่ง อย่างเวียดนามและอินเดีย โดยส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้เวียดนามและอินเดียสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น

 

เจาะฝั่ง Supply Crisis จากต้นทุนปุ๋ยสูงและเอลนีโญซ้ำเติมผลผลิตข้าวไทย

 

ต้นทุนปุ๋ยที่สูง และภาวะภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญจะกดดัน Supply ข้าวไทย โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาปุ๋ยตลาดโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยถึง 95% ของปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศ จึงยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการเพาะปลูกข้าวไทยที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว Krungthai COMPASS ประเมินว่าหากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 30-50% เกษตรกรมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ยซึ่งจะกระทบผลผลิตต่อไร่ และส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงราว 1.5-2.5% สอดคล้องกับงานศึกษาของฟิลิปปินส์ โดย ADB ที่ชี้ว่าราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น 30-100% จะทำให้ผลผลิตข้าวลดลง 0.4-1.8%

 

นอกจากนี้ ภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2570 ยังเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งและปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยค่า SOI ซึ่งแสดงความรุนแรงของเอลนีโญมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลผลิตข้าวไทยราว 0.44 สะท้อนว่าเอลนีโญที่รุนแรงมีแนวโน้มกดดันผลผลิตข้าวไทยลดลง

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15% 2

 

เจาะฝั่ง Demand Crisis อินเดียเร่งผลิต ท่ามกลางบาทแข็ง

 

Krungthai COMPASS กล่าวว่า ผลผลิตข้าวอินเดียยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะกดดันการแข่งขันของข้าวไทย จากราคาข้าวอินเดียที่ถูกกว่า โดย USDA คาดว่าในปี 2569 ปริมาณการส่งออกข้าวอินเดียจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ราว 25 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 6%YoY จากผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูงจากทั้งสต็อกข้าวที่มีอยู่จำนวนมากและผลผลิตใหม่ที่ยังขยายตัว

 

แม้อินเดียจะเผชิญความเสี่ยงเอลนีโญเช่นเดียวกับไทย แต่ด้วยแนวโน้มฤดูมรสุมที่มาเร็วกว่าปกติยังช่วยหนุนการเพาะปลูกข้าวในหลายพื้นที่ ส่งผลให้อินเดียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค1 จึงมีโอกาสไม่มากที่อินเดียจะกลับมาระงับการส่งออกข้าวอีกครั้ง

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15% 3

 

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกข้าวไทย สอดคล้องกับมุมมองของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่มองว่า หากเงินบาทแข็งค่า อาจทำให้ตั้งราคาส่งออกลำบากและแพงกว่าคู่แข่ง โดยหากค่าเงินแข็งทุก 1 บาท จะทำให้ราคาส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ส่งผลให้ราคาข้าวไทยในเชิงเปรียบเทียบสูงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนามที่ค่าเงินมีทิศทางอ่อนค่า ทำให้ผู้นำเข้าบางประเทศอาจหันไปซื้อจากเวียดนามแทน

 

ในทางกลับกัน หากเงินบาทอ่อนค่า ราคาข้าวไทยจะถูกลงในสายตาผู้ซื้อ ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นและรายได้สุทธิของผู้ส่งออกสูงขึ้น โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทและปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีค่า Correlation ราว 0.6 ทำให้ในระยะข้างหน้าหากค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง อาจทำให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลดลง

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15% 4

 

ทิศทางส่งออกข้าวไทยจะเป็นอย่างไร?

 

Krungthai COMPASS คาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ในระดับต่ำราว 6.7 ล้านตัน หรือลดลง -15%YoY ส่วนในปี 2570 คาดว่าปริมาณส่งออกอยู่ที่ราว 7.2 ล้านตัน หรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 7%YoY โดยได้จัดทำ Scenario Analysis แบ่งออกเป็น 3 กรณี ภายใต้สมมติฐานที่แตกต่างกัน ดังนี้

 

  • 1. กรณี Base Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังปานกลางและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายในช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 ถึงครึ่งแรกปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 70% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 28.8 ล้านตัน ลดลง -20%YoY4 ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 31.6 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 10%YoY

 

คาดว่าในปี 2569 จะส่งออกข้าวได้ราว 6.7 ล้านตัน -15%YoY ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 7.2 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 7%YoY โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่ยังคงรุนแรงจากอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ สงครามตะวันออกกลางยังส่งผลให้ไทยไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักได้ราว 1 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2570 คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัว ช่วยหนุนปริมาณการส่งออกให้ปรับเพิ่มขึ้นได้บางส่วน

 

  • 2. กรณี Worst Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังแรงและสงครามตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียได้รับผลกระทบน้อยจากเอลนีโญ โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยในระดับรุนแรงตั้งแต่ครึ่งปีหลังปี 2569 จนถึงสิ้นปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 100% และเสี่ยงขาดแคลน จากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยในปี 2569 อยู่ที่ราว 28.6 ล้านตัน หรือลดลง -21%YoY ส่วนในปี 2570 ผลผลิตจะลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 27.8 หรือลดลง -3%YoY

 

คาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ 6.3 ล้านตันในปี หรือลดลง -20%YoY และลดลงต่อเนื่องสู่ 6.1 ล้านตันในปี 2570 หรือลดลง -4%YoY จากผลกระทบของภาวะเอลนีโญที่ทำให้
ผลผลิตข้าวไทยลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดียซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ไทยสูญเสียตลาดส่งออกข้าวไปยังอิรักราว 1 ล้านตัน

 

  • 3. กรณี Best Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังอ่อนและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญมากกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นหลัก ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 40% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 29.0 ล้านตัน ลดลง -19%YoY ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 32.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 13%YoY

 

คาดว่าในปี 2569 ไทยจะส่งออกข้าวได้ราว 7.6 ล้านตันในปี 2569 หรือลดลง -3%YoY ก่อนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 7.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น0.5%YoY โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดีย รวมถึงผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ไทยสูญเสียโอกาสส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักราว 0.5 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัวในปี 2570 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยปรับดีขึ้นเล็กน้อย

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15% 5

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories