×

เสรีไทยจุฬาลงกรณ์

09.05.2026
  • LOADING...
อนุสรณ์สถานวีรกรรมเสรีไทยจุฬาลงกรณ์

​ถ้าไม่ได้อ่านไม่ได้ค้น ก็จะไม่รู้เลยว่า ขบวนการเสรีไทย ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในมหาสงครามเอเชียบูรพา เมื่อ 85 ปีก่อนนั้น มีการประกอบส่วนอย่างสำคัญยิ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

​เช้ามืดของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบนแผ่นดินไทยหลายพื้นที่ ญี่ปุ่นขอเดินทัพผ่านไทยไปโจมตีอังกฤษที่พม่า อินเดีย และมาเลเซีย จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรียอมจำนนต่อญี่ปุ่น ยืนข้างฝ่ายอักษะ แปลว่าประกาศสงครามเป็นฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ที่มีสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เป็นผู้นำ

 

​คนไทยทุกกลุ่มอาชีพ ทุกชนชั้น ทุกพื้นที่ ไม่ยอมรับท่าทีของรัฐบาล และไม่ต้องการให้ญี่ปุ่นเดินทางผ่านไทย เพราะเท่ากับไทยเสียเอกราชและอธิปไตยให้กับฝ่ายอักษะ ซึ่งมีเยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นผู้นำ จึงจัดตั้ง ขบวนการต่อสู้ ใช้ชื่อว่า ‘เสรีไทย’ มี นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และรัฐบุรุษอาวุโส เป็นหัวหน้าเสรีไทยในประเทศ มี ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นผู้นำเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา และมี ม.จ. ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์ เป็นหัวหน้าเสรีไทยในอังกฤษ

 

​ขบวนการเสรีไทย มีเนื้องานสำคัญ 3 ด้าน คือ

 

  • การฝึกอาวุธเตรียมสู้รบ
  • การช่วยเหลือเชลยศึก
  • งานจารกรรม

 

แล้วจะทำอย่างไร

 

นายปรีดี พนมยงค์ ตั้ง พลเรือตรีสังวร สุวรรณชีพ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสรีไทย ให้เป็นนายทหารสารวัตรใหญ่ เพราะ พลเรือตรีสังวร เคยไปเยือนราชนาวีญี่ปุ่น เป็นผู้ควบคุมการต่อเรือหลวงศรีอยุธยา ในญี่ปุ่น พูดภาษาญี่ปุ่นได้ กองทัพญี่ปุ่น ถือว่าเป็นคนไทยนิยมญี่ปุ่นที่วางใจได้

 

อนุสรณ์สถานวีรกรรมเสรีไทยจุฬาลงกรณ์ 1

 

​กลางเดือน มกราคท 2488 พลเรือตรีสังวร สุวรรณชีพ เข้าพบหารือกับนายปรีดี พนมยงค์ โดยเสนอว่า

 

“การผลักดันญี่ปุ่นออกจากประเทศ ต้องเปิดสงครามสู้รบขั้นแตกหัก ขบวนการเสรีไทยจะต้องมีหน่วยทหารลับที่พร้อมรบแบบกองโจร (Guerrilla Warfare) ทั้งการรบในป่า ในเมือง การใช้อาวุธทันสมัย ใช้ดินระเบิด และต้องฝึกวินัยทหารใช้อาวุธเป็น”

 

​นายปรีดี พนมยงค์ เห็นด้วย

 

​พลเรือตรีสังวร ยังเสนอว่าในช่วงที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปิดเรียน เพราะภัยสงคราม ควรให้นิสิต จุฬาฯ เข้าฝึกทหารเพื่อเตรียมพร้อมจะสู้รบกับญี่ปุ่น

 

​พลเรือตรีสังวร ขอเข้าพบ ม.จ. รัชฎาภิเษก โสณกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเวลานั้น เพื่อขอให้นิสิต จุฬาฯ ไปช่วยราชการในภาวะคับขัน

 

อธิการบดีอนุญาตและย้ำว่า “ต้องให้เป็นความสมัครใจของนิสิตชายแต่ละคน ต้องไม่มีการบังคับใดๆ“

 

อธิการบดีเวียนหนังสือไปถึงคณะต่างๆ เมื่อ 15 มีนาคม 2488 ได้เชิญประชุมนิสิตชายทุกคน ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

​‘ประวัติความเป็นมาและการสร้างอนุสรณ์สถาน นร.สห. 2488 (นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)’ หน้า 6 บันทึกว่า

 

​“หลวงสังวรฯ ได้พูดกับพวกเราอย่างชายชาติทหาร ขอให้พวกเราไปช่วยราชการของชาติในระหว่างที่มหาวิทยาลัยต้องปิดการศึกษาลงเพราะความจำเป็น ท่านพูดกับเราน้อยคำมาก แต่ได้ความชัดเจน ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่มีคำพูดหว่านล้อมเอาสิ่งใดมาเป็นเครื่องล่อ แต่พูดอย่างลูกผู้ชายกับลูกผู้ชาย พูดอย่างทหารกับทหาร พวกเราจึงตัดสินร่วมกับท่านโดยทันทีหลังจากใช้เวลาเพียงเล็กน้อยพบกันเป็นครั้งแรกเท่านั้น เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่กระผมขอยืนยันแทนพวกเราทุกคนได้ว่า ในขณะที่ตัดสินใจสมัครเข้าโรงเรียนนายทหารสารวัตร ในขณะนั้น พวกเรามิได้คิดหวังที่จะได้ผลตอบแทนจากทางราชการแต่ประการใดเลย เราสมัครไปรับใช้ชาติในยามที่ชาติต้องการจริงๆ พวกเรา 200 กว่าคนตัดสินใจด้วยตัวเอง มิได้มีการชักชวนหรืออิทธิพลใดๆ มาบีบบังคับแม้แต่น้อย อันเป็นสิ่งที่พวกเรายังภาคภูมิใจอยู่จนทุกวันนี้ว่า เป็นการตัดสินใจของคนหนุ่มที่มีจิตใจเสียสละเพื่อประเทศชาติด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ อันจะหาได้ยากจากประวัติศาสตร์”

 

​การประชุมเรื่องลับกับนิสิต 300 – 400 คน จึงไม่อาจพูดได้ทั้งหมด ตอนแรกนิสิตก็งุนงงว่าเรียกประชุมทำไม แต่อาศัยการกระซิบ กระซาบกัน แบบปากต่อปากว่า การเป็นนักเรียนนายทหารสารวัตรคราวนี้ เพื่อไปสู้รบต่อต้านญี่ปุ่น นิสิตหนุ่มอายุราว 18-23 ปีทั้งหมดจึงเข้าใจ ต่างสมัครเข้าโรงเรียนทหารสารวัตรถึง 298 คน เท่ากับ 2 ใน 3 ของจำนวนนิสิตในเวลานั้น

 

​ในที่นี้แบ่งเป็นหน่วยรบ 273 คน เป็นหน่วยสื่อสาร 25 คน ม.จ. รัชฎาภิเศก โสณกุล อธิการบดี ยังอนุมัติเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยสมทบจ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยงให้นิสิตระหว่างไปปฏิบัติราชการลับด้วย

 

​แน่นอน นายพลนากามูระ (พลโท นากามูระ อาเกโตะ) แม่ทัพญี่ปุ่นประจำไทยจับตาปฏิบัติการนั้นอย่างใกล้ชิด

 

​แต่พลเรือตรีสังวร ซึ่งมีสัมพันธ์สนิทกับญี่ปุ่น อธิบายว่า “จำเป็นต้องมีหน่วยทหารสารวัตร เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยระหว่างสงคราม”

 

​เดือน กรกฎาคม 2488 พลเรือตรีสังวร ส่งนักเรียนนายทหารสารวัตรทั้ง 298 นาย ไปฝึกภาคสนามที่สวนลดาพันธ์ ตรงวัดเขาบางทราย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยมีอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพสหรัฐอเมริกาทิ้งร่มเอามาไว้แล้ว

 

อนุสรณ์สถานวีรกรรมเสรีไทยจุฬาลงกรณ์ 2

 

​กลางเดือน สิงหาคท 2488 ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม อันเนื่องมาจากระเบิดลงที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตหลายแสนคน

 

แม้สงครามยุติแล้ว การฝึกทหารสารวัตรยังดำเนินต่อได้จนจบหลักสูตร เมื่อ 25 กันยายน 2488 กองทหารสารวัตรทั้งหมด ยังได้เข้าพิธีสวนสนามของพลพรรคเสรีไทย ที่ถนนราชดำเนิน ​

 

ตรงหน้าหอสมุดกลางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีอนุสรณ์สถาน นร.สห. 2484 ที่โอบล้อมด้วยแมกไม้ร่มรื่น เป็นอนุสรณ์วีรกรรมของเสรีไทยจุฬาลงกรณ์ที่มีคุณูปการประกอบส่วนเข้ากับขบวนการเสรีไทย อย่างมีนัยสำคัญ

 

​นอกเหนือจากเสรีไทยสายต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ยังมีเสรีไทยสายกรุงเทพฯ สายอีสาน สายจุฬาลงกรณ์ สายธรรมศาสตร์ ยังมีสายเชื้อพระวงศ์ สายตำรวจ ซึ่งมีบุคคลระดับนำเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยในเวลานั้น

 

​ลองนึกภาพว่าในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา หากไม่มีขบวนการเสรีไทย (Free Thai Movement) เกิดขึ้นในเวลานั้น ​หลังจากสงครามยุติลง ไทยก็จะเป็น ‘ประเทศผู้แพ้สงคราม’ แบบเต็มประตู เพราะเมื่อ 25 มกราคม 2485 เสรีไทยประกาศว่า “การประกาศสงครามเป็นการฝ่าฝืนต่อเจตจำนงของประชาชนไทย” ไทยจึงมีความชอบธรรมที่จะประกาศว่านั่นเป็น ‘โมฆะสงคราม’

 

​ถ้าไม่มีขบวนการเสรีไทย ประเทศไทยจะถูกยึดครองโดยกองกำลังสัมพันธมิตร เมื่อตกเป็นผู้แพ้สงครามแบบเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับเยอรมันและญี่ปุ่น ก็จะทำให้ไทยสูญเสียเอกราชและอธิปไตย ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรจะเข้ามาปกครองประเทศ กองทัพไทยจะถูกยุบหรือถูกปลดอาวุธ

 

​ถ้าไม่มีขบวนการเสรีไทย ในฐานะผู้แพ้สงครามก็จะถูกเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงคราม เป็นเงินเป็นทอง เป็นการส่งมอบข้าวจำนวนมหาศาล แม้กระทั่งต้องเสียดินแดนให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี อาจถูกนำตัวขึ้นศาลในฐานะอาชญากรสงคราม

 

​เสรีไทยจุฬาลงกรณ์ จึงเป็นสมรภูมิรบหนึ่งที่ร่วมกับเสรีไทยทั่วทั้งขบวนในการขับเคลื่อนภารกิจ ที่ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องสูญเสียเอกราชอธิปไตย และเสียดินแดน ดังที่หลายประเทศประสบมาแล้ว

 

อนุสรณ์สถานวีรกรรมเสรีไทยจุฬาลงกรณ์ 3

 

หมายเหตุ:

  • ขอบคุณเครดิตข้อมูลและรูปภาพ จากบทความเรื่อง ‘อนุสรณ์สถานกับความทรงจำ : นร.สห.2488’ นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ 5 มีนาคม 2560
  • ภาพปก ถ่ายโดย กำพล จำปาพันธ์ จากเว็บไซต์ สถาบันปรีดี พนมยงค์

 

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising