×

โครงการคนละครึ่งยังจำเป็นในวันที่คนไทยส่วนใหญ่ ‘รายได้ติดลบ’ ลุกลามถึงฝั่งร้านอาหารเร่งลดโอที – หยุดจ้างงานใหม่

29.04.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH

นโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นไม่หยุด ‘ฐนิวรรณ กุลมงคล’ นายกสมาคมภัตตาคารไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มาตรการดังกล่าวรัฐบาลให้วงเงินรวม 4,000 บาทต่อคนในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท ยังคงมีความจำเป็นในช่วงเวลานี้

 

 

ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH 1

ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย

 

เนื่องจากปัจจุบัน ผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ประจำระดับ 1-2 หมื่นบาทต่อเดือน กำลังเผชิญภาวะ ‘รายได้ติดลบ’ จากรายจ่ายที่สูงกว่ารายรับ อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันและต้นทุนต่างๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ทั้งค่าเดินทางและค่าครองชีพโดยรวมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหลายครัวเรือนเริ่มมีภาระขาดดุลเฉลี่ยราว 3,000–5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น และทำให้กำลังซื้อในระบบลดลงเป็นลูกโซ่

 

ผลกระทบดังกล่าว ลุกลามไปยังภาคธุรกิจร้านอาหารและบริการอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมากจำเป็นต้องปรับตัวด้วยแนวทาง Lean เพื่อลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการชะลอการจ้างงานใหม่ หรือปรับลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา (OT) ซึ่งเดิมถือเป็นรายได้เสริมของแรงงาน ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยิ่งหดตัวลงอีก

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบเงินช่วยเหลือรายเดือน แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SME) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ หากขาดมาตรการรองรับ กลุ่มนี้อาจต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ และเสี่ยงต่อปัญหาสังคมในระยะยาว

 

ฐนิวรรณยังชี้ว่า แนวคิดนโยบายของภาครัฐกำลังเปลี่ยนผ่านจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคแบบโครงการคนละครึ่งในช่วงโควิด ไปสู่ลักษณะของรัฐสวัสดิการ ที่มุ่งช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนโดยตรงมากขึ้น

 

สมาคมภัตตาคารไทยถก LINE MAN ปรับค่าธรรมเนียม ชี้ลด GP ยังยาก

 

ในอีกด้านหนึ่ง สมาคมภัตตาคารไทยได้หารือกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีรายใหญ่ อย่าง LINE MAN เพื่อปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่าไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุด เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันและค่าเดินทางโดยตรง และหากไรเดอร์ไม่สามารถดำเนินอาชีพต่อได้ ย่อมกระทบต่อทั้งระบบแพลตฟอร์ม

 

ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH 2

 

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มย้ำบทบาทของตนในฐานะ Marketplace โดยแนะนำให้ผู้ประกอบการปรับวิธีคิดด้านต้นทุน เช่น ไม่นำค่าใช้จ่ายของหน้าร้านทั้งหมด อาทิ ค่าเช่าหรือพนักงานเสิร์ฟ มาคำนวณรวมในราคาบนแพลตฟอร์ม เพื่อให้สามารถรับมือกับค่าธรรมเนียม GP ที่อยู่ในระดับสูงได้

 

สำหรับข้อเรียกร้องให้ลดค่าธรรมเนียม GP นั้น มองว่าเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มมีโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์ราคาที่แตกต่างกัน และในปัจจุบันหลายรายได้ปรับเข้าสู่โมเดลธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ได้อุดหนุนราคาด้วยการขาดทุนเหมือนในอดีต ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการลดค่าธรรมเนียมอย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐอาจต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยอุดหนุนต้นทุน

 

VAT 7-10 % สะเทือนร้านเล็ก แนะรัฐยกเครื่องภาษี ดึงผู้ประกอบการเข้าระบบ

 

ในมิติของโครงสร้างภาษี ฐนิวรรณสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำของระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้มีรายได้ต่างระดับต้องจ่ายในอัตราเดียวกันเมื่อบริโภคสินค้า ทั้งที่ภาระต่อรายได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งอาหารซึ่งมีต้นทุนสูง ยังถูกจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวกับสินค้าบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

อีกทั้งปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็กราว 5-7 แสนราย ที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ระบบ VAT 7% และอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นหากมีการปรับขึ้นอัตราภาษีในอนาคต ส่งผลให้บางส่วนเลือกอยู่นอกระบบ ขณะที่ภาครัฐยังขาดข้อมูลเชิงลึกของผู้ประกอบการกลุ่มนี้

 

ด้วยเหตุนี้ สมาคมฯ จึงอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านโครงสร้างภาษีอย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอต่อรัฐบาล โดยมองว่าการออกแบบระบบภาษีที่เหมาะสมจะช่วยดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น แม้จะจัดเก็บในอัตราที่ไม่สูง แต่ย่อมดีกว่าการไม่สามารถจัดเก็บได้เลย

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะรายย่อย ร้านอาหารตามสั่ง และร้านอาหารชุมชน ตอนนี้รับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ ต้นทุนเพิ่ม แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้เต็มที่ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังเปราะบาง หลายร้านจึงต้องลดกำไร ลดขนาด ตามด้วยปรับเมนู หรือชะลอการลงทุนเพื่อประคองธุรกิจ

 

ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH 3

 

หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนมากอาจเผชิญปัญหาสภาพคล่อง และเสี่ยงปิดกิจการ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงาน เกษตรกร ผู้ค้าส่ง โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจฐานรากโดยรวม

 

ในภาพใหญ่ ธุรกิจอาหารไม่ได้เป็นเพียงภาคบริการ แต่เป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการจ้างงานอย่างกว้างขวาง ดังนั้น หากต้นทุนยังสูง โดยไม่มีมาตรการรองรับ ย่อมกระทบทั้งผู้ประกอบการและประชาชนในวงกว้าง

 

สมาคมภัตตาคารไทยจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ทั้งการลดต้นทุนขนส่งสินค้าอาหาร การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการกระตุ้นกำลังซื้อ เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปสู่ประชาชนมากเกินไป

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories