การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ถือเป็นการเคลื่อนไหวสำคัญในความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา
ประเด็นสำคัญ
- ถอดสัญญะ ‘มิน อ่อง หล่าย’ กับสัมพันธ์เพื่อนบ้าน และเกมการค้าใหม่
- จากโควิดถึงวิกฤตค่าเงิน สู่การเมืองภายใน ‘เศรษฐกิจเมียนมา’ ทรุดหนัก
- ค่าเงินตก ทุนสำรองต่ำ ‘Earning Money’ กลายเป็นข้อจำกัดค้าขาย
- สินค้าไทยยังอยู่ แต่ตลาดไม่เหมือนเดิม
- มูลค่าการค้าไทย-เมียนมาร่วง จากล้านล้าน วูบเหลือ 2 แสนล้านบาท
- เปิดด่านอย่างเดียวไม่พอ ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าใหม่
- แรงงาน-มนุษยธรรม ต้องเป็นวาระร่วมสองประเทศ
- ไทยทิ้งเมียนมาไม่ได้ ต้องรักษาสมดุลผลประโยชน์ชาติ-หุ้นส่วนภูมิภาค
- ไทย-เมียนมา ความสัมพันธ์ที่ผูกพันด้วย ‘ค้าชายแดน’
- ไทยส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคสูง และพึ่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเมียนมาอันดับ 1
- น้ำมัน-ชายแดน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ท้าทายการค้าสองฝั่ง
- 4 ข้อที่ไทยต้องสร้างสมดุล

หลังจากทั้งสองประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบจากสถานการณ์ภายในเมียนมา ความมั่นคงชายแดน ปัญหาสแกมเมอร์ สิ่งแวดล้อม
การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อหารือความร่วมมือทวิภาคี ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประชาชนของสองประเทศ
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Thailand-Myanmar Business Forum 2026 ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีเมียนมาจะร่วมพบปะภาคธุรกิจไทย – เมียนมา เพื่อผลักดันโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
หลังภาคธุรกิจไทยยังมีบทบาทสำคัญในตลาดเมียนมา ทั้งด้านพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค การก่อสร้าง การเกษตร และบริการ
ถอดสัญญะ ‘มิน อ่อง หล่าย’ กับสัมพันธ์เพื่อนบ้าน และเกมการค้าใหม่
THE STANDARD WEALTH พูดคุยกับ ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา และรองประธานสายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงการเยือนไทยของผู้นำเมียนมาครั้งนี้ ดร.กริช มองมิติแรก ว่าเป็น
‘สัญญาณเชิงบวก’
ไม่เพียงแค่ด้านความสัมพันธ์ การค้าสองประเทศ ยังสามารถใช้โอกาสในการหารือ ปัญหาสแกมเมอร์ สิ่งแวดล้อม ในฐานะ ‘เพื่อนบ้าน’
“การมาเยือนครั้งนี้จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะหลังจากได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้เดินทางไปยังประเทศสำคัญในภูมิภาค ทั้งจีน อินเดีย และ สปป.ลาว ก่อนเดินทางมาไทย ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามเปิดรับ กระชับสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ”
ดร.กริช ชี้ว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไทยและเมียนมามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ทุกมิติ โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน แรงงาน และความมั่นคง เนื่องจากมีแนวชายแดนร่วมกันกว่ายาวถึง 2,400 กิโลเมตร เหนือจดใต้

จากโควิดถึงวิกฤตค่าเงิน สู่การเมืองภายใน ‘เศรษฐกิจเมียนมา’ ทรุดหนัก
ดร.กริช ฉายภาพว่า จากประสบการณ์ทำธุรกิจเมียนมามา 30 ปี ผ่านจุดเปลี่ยนการค้า มาหลายยุคสมัย
หากเปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจเมียนมากับช่วงก่อนโควิด หรือราว 5-6 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจที่คึกคักตัดมาที่ภาพปัจจุบันแตกต่างสิ้นเชิงมาก เนื่องจากเมียนมาเผชิญกับแรงกระทบต่อเนื่อง 5 ระลอกใหญ่
เริ่มจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าและการเดินทางระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศไม่สามารถเดินทางเข้าออกเพื่อทำธุรกิจได้ตามปกติ การค้าชายแดนชะลอตัวลงอย่างมาก
หลังจากนั้น เมียนมายังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศ
ตามมาด้วยการประท้วงและความไม่สงบ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากนโยบายเกณฑ์ทหาร ที่ทำให้ประชาชนบางส่วนเดินทางออกนอกประเทศ
รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน โดยเฉพาะเหตุการณ์เมืองเมียวดี ที่เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต และเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
“ประเทศเมียนมาเองแทบอยู่ในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดอย่างมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และความเชื่อมั่น ทำให้ภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติต้องปรับตัวจากเดิม” ดร.กริช กล่าว
ค่าเงินตก ทุนสำรองต่ำ ‘Earning Money’ กลายเป็นข้อจำกัดค้าขาย
อีกหนึ่งในปัญหาหลักของเมียนมาในเวลานี้ คือการไม่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอ ส่งผลให้ค่าเงินเมียนมา (จ๊าด) อ่อนค่าลงอย่างมาก
รัฐบาลเมียนมาจึงออกมาตรการควบคุมการนำเข้า (Earning Money Policy) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าต้องมีรายได้จากการส่งออกก่อน จึงจะสามารถขออนุญาตนำเข้าสินค้าได้
“วันนี้เมียนมาไม่ได้มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอ ดังนั้นเราไม่ควรมองเพียงว่าจะไปให้เขายกเลิก Earning Money เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพเศรษฐกิจของเขาเอง สิ่งที่ไทยต้องทำคือปรับยุทธศาสตร์ว่าเราจะค้าขายกับเมียนมาอย่างไรในสถานการณ์ใหม่”
สินค้าไทยยังอยู่ แต่ตลาดไม่เหมือนเดิม
ผลจากข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ ทำให้สินค้าจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดเมียนมาลดลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพียงสินค้าไทยเท่านั้น แต่รวมถึงสินค้าจากจีน เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์แทบเป็นศูนย์
“จริงๆ สินค้าไทยยังหลงเหลืออยู่ในตลาดเมียนมา แต่ลดลงมาก เช่นเดียวกับสินค้าต่างประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าสิงคโปร์ที่แทบจะหายไปจากตลาด” ดร.กริช กล่าว
อย่างไรก็ตาม ตลาดเมียนมายังมีความต้องการสินค้า โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น ทำให้ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาส หากสามารถปรับรูปแบบการค้าให้เหมาะกับสถานการณ์

มูลค่าการค้าไทย-เมียนมาร่วง จากล้านล้าน วูบเหลือ 2 แสนล้านบาท
ด้านมูลค่าการค้าไทย-เมียนมา ดร.กริช สะท้อนว่า จากหลายปัจจัยข้างต้น เม็ดเงินการค้าไทยได้ปรับลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด
ก่อนเกิดโควิด มูลค่าการค้าไทย-เมียนมา แต่ละปีอยู่ในระดับหลายแสนล้านบาท จนเกือบแตะระดับล้านล้านบาท
“แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าลดลงไปเยอะมาก จากเดิมที่อยู่ระดับหลายแสนล้านบาทถึงเกือบล้านล้านบาท วันนี้เหลือประมาณ 200,000 กว่าล้านบาท แต่ไทยยังถือว่ามีความเชื่อมโยงกับเมียนมาอยู่มากเมื่อเทียบกับหลายประเทศอย่างกัมพูชา”
เปิดด่านอย่างเดียวไม่พอ ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าใหม่
แม้ฝั่งไทยจะมีความพยายามอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน แต่ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่มาตรการของฝั่งเมียนมา
โดยเฉพาะนโยบาย 100 วัน ของมิน อ่อง หล่าย ในตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ที่เน้นกรอบเวลา 5 ปีในการสร้างชาติใหม่ แบ่งเป็น 2 ปีวางรากฐานและ 3 ปีพัฒนา
และต้องการสร้างสมดุลด้านการค้าระหว่างประเทศ (Trade Balance)
ดร.กริช มองว่า การแก้ปัญหาไม่ควรมุ่งเพียงให้เมียนมาเปิดตลาด แต่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่
“เราไม่สามารถไปบอกให้เขานำเข้าสินค้าเพิ่มได้ หากเขาไม่มีเงินซื้อ เหมือนเพื่อนบ้านที่ไม่มีเงิน เราจะไปบอกให้เขาซื้อของมากขึ้นก็คงเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือหาวิธีร่วมกันว่าจะค้าขายกันอย่างไรในสถานการณ์นี้”
แนวทางสำคัญ ได้แก่
- ส่งออกสินค้าจำเป็นที่เมียนมายังต้องการ
- เปลี่ยนจากการขายสินค้า เป็นการให้เมียนมาเป็นฐานรับจ้างผลิต
- ส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนในรูปแบบใหม่
“เราอาจต้องเปลี่ยนจากผู้ขายสินค้า ไปสู่การเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่การผลิต ให้เมียนมามีบทบาทในการผลิตบางส่วนให้กับไทย”
แรงงาน-มนุษยธรรม ต้องเป็นวาระร่วมสองประเทศ
นอกจากมิติเศรษฐกิจแล้ว ดร.กริช มองว่า ประเด็นมนุษยธรรมและแรงงานเป็นอีกเรื่องที่ไทยและเมียนมาต้องหารือร่วมกันอย่างจริงจัง
ปัจจุบันไทยต้องรับมือทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งตามแนวชายแดน รวมถึงแรงงานเมียนมาที่เข้ามาทำงานในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ
“เราต้องช่วยกันทำให้แรงงานเข้าสู่ระบบ และยกระดับทักษะ เพราะแรงงานเมียนมาหลายคนมีศักยภาพสูง บางคนจบปริญญาโท ปริญญาเอก แต่กลับทำงานที่ไม่ตรงกับทักษะ”
ดร.กริช ระบุว่า หากสามารถพัฒนาทักษะแรงงานและสร้างระบบรองรับที่เหมาะสม จะช่วยให้ทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน
ไทยทิ้งเมียนมาไม่ได้ ต้องรักษาสมดุลผลประโยชน์ชาติ-หุ้นส่วนภูมิภาค
ดร.กริช กล่าวอีกว่า ไทยไม่สามารถละเลยเมียนมาได้ เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงโดยตรง
“เราไม่สามารถมองเมียนมาแยกออกจากประเทศไทยได้ เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน พรมแดนกว่า 2,400 กิโลเมตร ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมเชื่อมโยงถึงกัน”
พร้อมมองว่า การดำเนินนโยบายต่อเมียนมาต้องพิจารณาทั้งผลประโยชน์ของประเทศ บริบทของเพื่อนบ้าน และสถานการณ์ภูมิภาค
โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่กว่า 600 ล้านคน รวมถึงเมื่อรวมจีน อินเดีย และตลาดเอเชียแล้ว ถือเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม
“อาเซียนเป็นตลาดใหญ่ ไทยจะทิ้งเพื่อนบ้านไม่ได้ เพราะการแข่งขันในวันนี้ไม่ได้แข่งขันเพียงประเทศต่อประเทศ แต่เป็นการแข่งขันในระดับภูมิภาค”
ดังนั้น การเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการพบปะทางการทูต
แต่เป็นโอกาสในการเปิดช่องทางพูดคุย สร้างความไว้ใจ และวางแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ระหว่างไทยและเมียนมา
ไทย-เมียนมา ความสัมพันธ์ที่ผูกพันด้วย ‘ค้าชายแดน’
สำหรับ ไทยและเมียนมามีพรมแดนร่วมกันยาวกว่า 2,401 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ของไทย
ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง
ปัจจุบันไทยมีจุดผ่านแดนถาวร 5 แห่ง และจุดผ่อนปรน 14 แห่ง โดยด่านสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่
- ด่านแม่สาย จ.เชียงราย -ท่าขี้เหล็ก เชื่อมการค้าภาคเหนือ
- ด่านแม่สอด จ.ตาก -เมียวดี จุดยุทธศาสตร์การค้าชายแดนสำคัญ เชื่อมเส้นทางสู่ย่างกุ้ง
- ด่านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี
- ด่านระนอง -เกาะสอง เชื่อมโยงการค้าทางทะเล
ชายแดนไทย-เมียนมา ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เชื่อมโยงประชาชน แต่เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญที่มีมูลค่าการค้าหลายแสนล้านบาทต่อปี
สำหรับข้อมูลการค้าไทย-เมียนมา ปี 2568 (มกราคม–ธันวาคม) พบว่า
- ไทยส่งออกไปเมียนมา 1.46 แสนล้านบาท ลดลง 0.63%
- ไทยนำเข้าจากเมียนมา 9.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 9.04%
- ไทยยังคง เกินดุลการค้าเมียนมา 4.8 หมื่นล้านบาท
แม้ไทยยังเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของเมียนมา แต่การค้าปีที่ผ่านมาได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งมาตรการควบคุมชายแดน ปัญหาการขนส่ง และนโยบายภายในของเมียนมา
ไทยส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคสูง และพึ่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเมียนมาอันดับ 1
ข้อมูลการค้าไทย-เมียนมา ปี 2568 สะท้อนว่า แม้การค้าระหว่างสองประเทศจะชะลอตัวจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและข้อจำกัดการค้าชายแดน แต่เมียนมายังคงเป็นตลาดสำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงานของไทย
สินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังเมียนมาส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบสำหรับภาคการผลิต
โดย 10 อันดับแรก ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร, กาแฟ, นม, ครีมเทียม, วัตถุดิบอาหารสัตว์, โทรศัพท์มือถือ, นมถั่วเหลือง, เครื่องดื่มชูกำลัง, น้ำมันปาล์ม และน้ำมันดีเซล
สะท้อนว่าตลาดเมียนมายังมีความต้องการสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านการนำเข้าจากนโยบายของรัฐบาลเมียนมา
ในด้านการนำเข้า ไทยยังพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติจากเมียนมาเป็นสำคัญ โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ, สินแร่, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, สินค้าประมง และเศษอลูมิเนียม
โดยเฉพาะ ก๊าซธรรมชาติ ยังคงเป็นสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าสูงสุดจากเมียนมา และมีความสำคัญต่อภาคพลังงานของไทย
ขณะที่การนำเข้าสินแร่ วัตถุดิบทางการเกษตร และสินค้าประมง ยังสะท้อนบทบาทของเมียนมาในฐานะแหล่งวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมไทย
โครงสร้างการค้าดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยและเมียนมายังมีความเชื่อมโยงกันในห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยทำหน้าที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้ามูลค่าเพิ่ม
ขณะที่เมียนมาเป็นแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของภาคการผลิตไทย ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ภาคธุรกิจมองว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังมีความจำเป็น แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภายในเมียนมาก็ตาม
น้ำมัน-ชายแดน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ท้าทายการค้าสองฝั่ง
ช่วงปีที่ผ่านมา หนึ่งในสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ น้ำมันเชื้อเพลิง
หลังไทยมีมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันผ่านบางด่านชายแดน ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อสกัดการสนับสนุนเครือข่าย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชายแดน
มาตรการดังกล่าวส่งผลต่อการส่งออกผ่าน 3 ด่านหลัก ได้แก่
- ด่านแม่สอด จ.ตาก
- ด่านแม่สาย จ.เชียงราย
- ด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี
แม้ผู้ประกอบการจะปรับเส้นทางไปใช้ด่านอื่น เช่น ท่าเรือระนอง แต่ภาพรวมการส่งออกน้ำมันยังได้รับผลกระทบ
อีกปัจจัยสำคัญคือข้อจำกัดบริเวณ ด่านแม่สอด-เมียวดี ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าหลักระหว่างไทยกับเมียนมา
โดยเฉพาะสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 สำหรับรถบรรทุกสินค้า
หลังด่านเมียวดีฝั่งเมียนมาปิดชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้การขนส่งสินค้าบางส่วนสะดุด และเพิ่มต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ
ภาคธุรกิจจึงต้องปรับตัวไปใช้เส้นทางอื่น
- ท่าเรือระนอง-ย่างกุ้ง
- ท่าเรือแหลมฉบัง-ย่างกุ้ง
- ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญเงื่อนไขสำคัญ คือ สินค้านำเข้าเมียนมาทุกเส้นทางต้องมี Import License ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อความคล่องตัวทางการค้า
อย่างไรก็ตาม ทางการเมียนมาได้กลับมาเปิดทำการด่านเมียวดี (ตรงข้ามด่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก) อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา
อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 219,956 ล้านบาท ขยายตัว 16.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 124,923 ล้านบาท (+8.1%)
โดยล่าสุด (5 ส.ค.69) มูลค่าการค้ารวมค้าชายแดนเมียนมาอยู่ที่ 15,798 ล้านบาท (-8.5%)

]
การเยือนของมิน อ่อง หล่าย ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงพิธีการทางการทูต แต่เป็นโอกาสสำคัญในการหารือ ‘อนาคตเศรษฐกิจไทย-เมียนมา’ ท่ามกลางบริบทใหม่ โดยชวนจับตา
4 ข้อที่ไทยต้องสร้างสมดุล
- การรักษาตลาดการค้าเพื่อนบ้านที่มีมูลค่าสูง
- การสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในเมียนมา
- การแก้ปัญหาชายแดนและอาชญากรรมข้ามชาติ
- การบริหารความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจภายในเมียนมา
เพราะเมียนมายังคงเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของไทย ทั้งในฐานะ ประตูเชื่อมสู่เอเชียใต้และจีนตอนใต้
รวมถึงเป็นฐานทรัพยากรและแรงงานที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค
โจทย์หลังการเยือนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง ‘เพิ่มการค้า’ แต่คือการทำให้ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา และสะสางปัญหาทุกมิติเพื่อให้เพื่อนบ้านเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ภายใต้เงื่อนไขความเสี่ยงใหม่ของภูมิรัฐศาสตร์ชายแดน
ภาพปก: Tavarius, Mini Onion / Shutterstock

