บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นกำลังเจอกับแรงกดดันด้านสภาพคล่อง จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ออกจากยุคดอกเบี้ยต่ำ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.0% สูงสุดในรอบ 31 ปี คาดการณ์ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในอนาคต และการส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นจาก BOJ ทำให้ตลาด Reprice ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสูงขึ้น
ประเด็นสำคัญ
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นรายใหญ่ 4 แห่ง ขาดทุนทางบัญชี (Unrealized Loss) จากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลรุ่นเก่าที่มูลค่าลดลง โดย Nippon Life Insurance, Daiichi Life Group, Sumitomo Life Insurance และ Meiji Yasuda Life Insurance มีผลขาดทุนรวมกัน 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 7% ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา
เนื่องจากในยุคดอกเบี้ยต่ำ บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นเข้าลงทุนพันธบัตรรัฐบาลที่ผลตอบแทนต่ำไว้จำนวนมากเพื่อเป็นกระแสเงินสดรองรับการจ่ายเงินคืนให้ผู้ถือกรมธรรม์ในอนาคต จนปัจจุบัน เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดสูงขึ้น ราคาพันธบัตรรัฐบาลรุ่นเก่าที่ถืออยู่จึงมีมูลค่าลดลง ทั้งนี้ การขาดทุนดังกล่าวไม่ได้เป็นสัญญาณว่าบริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นจะเผชิญวิกฤตสภาพคล่องในทันที เพราะยังไม่ใช่ผลขาดทุนจริงที่เกิดจากการถูกบังคับให้ขายพันธบัตรก่อนครบกำหนด
ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา Atsushi Nakamura รองประธาน Meiji Yasuda Life Insurance หนึ่งในบริษัทประกันเจ้าใหญ่ในญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ยอดเงินที่บริษัทประกันญี่ปุ่นต้องจ่ายคืนให้ลูกค้าที่ขอยกเลิกกรมธรรม์ เพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทะลุ 6 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563
คนญี่ปุ่นเวนคืนกรมธรรม์ เพราะเศรษฐกิจแย่?
แม้ยอดเงินที่ต้องจ่ายคืนให้กับลูกค้าที่เวนคืนกรมธรรม์ก่อนกำหนดจะปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และยอดเบี้ยประกันรับในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ลดลง 28% เหลือ 7.9 แสนล้านเยน (ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท) อย่างไรก็ตาม บริษัท Meiji Yasuda Life Insurance ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนผู้ยกเลิกกรมธรรม์ โดย Nakamura ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมายังไม่เห็นสัญญาณการยกเลิกกรมธรรม์ที่น่ากังวล
ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าหนึ่งในบริษัทประกันรายใหญ่ กำลังเจอปัญหาสภาพคล่อง จากจำนวนลูกค้าที่ยกเลิกกรมธรรม์มากขึ้น เพราะความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจ แต่ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าโยกเงินออกจากประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
ด้านอาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน) อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่คนญี่ปุ่นหันมาเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบกำหนด เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจกำลังแย่ แต่เป็นเพราะสองสาเหตุนี้
- นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น
- นำไปซื้อกรมธรรม์ตัวใหม่ของบริษัทคู่แข่ง ที่ให้ผลประโยชน์ และอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าเดิม เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น คู่แข่งอย่างธนาคารก็จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น ทำให้บริษัทประกันชีวิตในญี่ปุ่น ต้องแข่งขันออกผลิตภัณฑ์ประกันตัวใหม่ที่มีการตั้งราคา (Pricing) และให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ทั้งนี้ คนญี่ปุ่นโดยทั่วไป มีความรู้ความเข้าใจเรื่องประกันชีวิตค่อนข้างดี (เฉลี่ยถือครองมากกว่าคนละ 1 กรมธรรม์) เพราะให้ความสำคัญกับการวางแผนชีวิตล่วงหน้า เพื่อรับผิดชอบชีวิตตัวเองและคนข้างหลัง ทำให้ประกันชีวิตถือตัวเลือกสุดท้ายที่คนญี่ปุ่นจะตัดสินใจเวนคืน หากไม่มีความจำเป็นจริงๆ
ดังนั้น กระแสการเวนคืนกรมธรรม์ตอนนี้ จึงเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น มากกว่าการเวนคืน เพราะต้องการสภาพคล่องจากความกังวลว่าเศรษฐกิจจะแย่
อะไรคือสัญญาณเตือน วิกฤตสภาพคล่องธุรกิจประกัน
ปัจจุบัน แม้บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่น จะขาดทุนทางบัญชีมากขึ้นจากการถือพันธบัตรรัฐบาลที่มูลค่าลดลง แต่บริษัทส่วนใหญ่มีเงินกองทุนและสินทรัพย์สภาพคล่องเพียงพอ ทำให้สามารถถือพันธบัตรระยะยาวจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอนได้
ความเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะต่อไป คือ หากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมูลค่าพันธบัตรเดิมลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับลูกค้าเวนคืนกรมธรรม์เพิ่มขึ้นผิดปกติ บริษัทจะถูกบังคับให้ขายพันธบัตรเดิมออกไปเพื่อจำกัดผลขาดทุน และหาเงินมาจ่ายคืนให้กับลูกค้า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตสภาพคล่องอย่างแท้จริง
สำหรับประเทศไทย ยังไม่เห็นปรากฏการณ์แห่เวนคืนกรมธรรม์แบบญี่ปุ่น พฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออัตราดอกเบี้ยในไทย ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน จนถึงระดับที่กระตุ้นให้คนรู้สึกว่าการถือกรมธรรม์เดิมไม่คุ้มค่าอีกต่อไป
ราคาที่ต้องจ่าย เมื่อเวนคืนประกันก่อนครบสัญญา
อาจารย์ทอมมี่ กล่าวว่า การยกเลิกกรมธรรม์ก่อนกำหนดจะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า ‘Surrender Charge’ หรือค่าธรรมเนียมการยกเลิกกรมธรรม์ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมรูปแบบเดียวกับกองทุนรวมบางประเภทที่กำหนดให้เราต้องถือระยะยาว
โดยค่าปรับนี้จะลดหลั่นลงตามระยะเวลาที่ถือครอง โดยในช่วง 1-3 ปีแรกจะโดนหักเยอะที่สุดและ ค่อยๆ ปรับลดลงในปีต่อมา หากเราถือครองกรมธรรม์เกิน 7-10 ปีขึ้นไป
ส่วนใหญ่แล้วจะไม่โดนค่าปรับ แต่ในทางกลับกัน หากเราเพิ่งทำประกันได้เพียง 2-3 ปีแรกแล้วไปขอเวนคืนกรมธรรม์ แทบจะไม่ได้เงินคืนกลับมาเลยเมื่อเทียบกับเบี้ยที่จ่ายไป นอกจากนี้ความคุ้มครองทั้งหมดที่มีก็จะสิ้นสุดลงทันที
สาเหตุที่ทำให้การเวนคืนกรมธรรม์ในช่วง 3 ปีแรก ได้รับเงินคืนน้อย เพราะเมื่อเราเริ่มทำประกัน บริษัทจะออกค่าความคุ้มครองให้เราเต็มวงเงินตามเงื่อนไขของสัญญาตั้งแต่วันแรก โดยเราต้องทยอยผ่อนจ่ายเบี้ยประกันเป็นงวด ด้วยเหตุนี้บริษัทประกันจึงต้องนำเงินค่าชำระเบี้ยก้อนแรก ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งระบบ เพื่อรับประกันความคุ้มครองระยะยาวตลอดอายุสัญญา ส่งผลให้ในช่วง 1-3 ปีแรก ค่าเบี้ยที่เราจ่ายไปยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนของบริษัทประกัน หากขอเวนคืนกรมธรรม์ในช่วงนี้ เงินคืนที่ได้รับจึงน้อยมาก
ต้องการสภาพคล่อง แต่ไม่อยากเวนคืนกรมธรรม์ ทำอย่างไรได้บ้าง
1. ขอลดเบี้ยประกันต่อปี
หากเริ่มส่งเบี้ยประกันต่อไม่ไหว แทนที่จะยกเลิกสัญญาไปทั้งหมด เราสามารถติดต่อบริษัทประกัน เพื่อขอลดค่าเบี้ยประกันต่อปีลงได้ เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังจ่ายในขณะนั้น
2. ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขกรมธรรม์
สามารถทำเรื่องเปลี่ยนแปลงรายละเอียด หรือเงื่อนไขภายในกรมธรรม์ได้ระหว่างสัญญา เช่น ขอลดทุนประกัน ขยายงวดการจ่ายเบี้ย โดยเบี้ยประกันที่เคยจ่ายไปแล้วจะถูกนำมาคำนวณปรับสัดส่วน (ปัดแปรผัน) ตามเงื่อนไขของประกันแบบใหม่
3. ขอกู้เงินจากมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์
หากต้องการสภาพคล่องไปหมุนชั่วคราว ผู้ถือกรมธรรม์สามารถขอกู้เงินโดยเอามูลค่าเงินสดที่สะสมอยู่ในกรมธรรม์มาเป็นหลักประกัน เพื่อกู้เงินจากบริษัทประกัน พร้อมจ่ายดอกเบี้ย โดยไม่ต้องยกเลิกกรมธรรม์ และยังได้รับความคุ้มครองอยู่
ภาพ: beeboys, Dilok Klaisataporn / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-07/japan-s-biggest-insurers-post-96-billion-in-bond-paper-losses
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-10/meiji-yasuda-closely-watching-policy-cancellations-as-rates-rise

