ส่งออกไทยเดือนกุมภาพันธ์ยังขยายตัว 9.9% จากปีก่อนหน้า นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้ากลับชะลอตัวอย่างมาก โดยกระทรวงพาณิชย์มองว่า ในกรณีฐานส่งออกไทยทั้งปีนี้จะติดลบราว 1% พร้อมเตรียมประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด หลังเกิดเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ
วันนี้ (24 มีนาคม) ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยการส่งออกไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (912,567 ล้านบาท) ขยายตัว 9.9% จากปีก่อนหน้า (YoY) และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20
โดยแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามการอัปเกรดเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ยุค AI และการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารศักยภาพขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เช่น ทุเรียนสด เงาะสด ลำไยสด สับปะรดสด ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ส่งออกไทยที่ขยายตัว 9.9% YoY ในเดือนกุมภาพันธ์ นับว่าชะลอตัวอย่างมากจากเดือนมกราคมที่ส่งออกไทยขยายตัว 24.4% YoY
ขณะที่ การนำเข้ามีมูลค่า 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ ขยายตัว 31.8% ทำให้ไทยขาดดุลการค้า 2,833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์
กระทรวงพาณิชย์เผยว่า การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางในเดือนกุมภาพันธ์ยังขยายตัว 19.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือนติด ท่ามกลางปฏิบัติการ Epic Fury ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ข้าว เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง
เปิดแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป
แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะยังขยายตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก หลังจากที่สหรัฐฯ ปรับมาใช้มาตรา 122 ทำให้ภาษีนำเข้าจากไทยลดลงจากอัตรา Reciprocal Tariff เดิม ช่วยสนับสนุนการเร่งส่งออกในช่วง 150 วัน สำหรับการเปิดไต่สวนตามมาตรา 301 มีกรอบดำเนินการถึงกลางปี ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตและการขนส่ง กระทบกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการส่งออกในอนาคต
โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด และได้หารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งระบบ ผลักดันการส่งออกอาหารท่ามกลางวิกฤต พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ เพื่อให้การค้าไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตสามารถคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแข็งแกร่ง
สำหรับเป้าหมายการส่งออกทั้งปี 2569 นี้ สนค. เปิดเผยว่ามีการตั้งเป้าหมายไว้ 3 กรณี ซึ่งจะมีการทบทวนทุกไตรมาส ได้แก่
- กรณีดีที่สุด (Best Case) คาดว่า ส่งออกจะขยายตัว 1.1% (เฉลี่ย 28,235.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน)
- กรณีฐาน (Base Case) คาดว่า ส่งออกจะติดลบ 1% (เฉลี่ย 27,522.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน)
- กรณีต่ำสุด (Worst Case) คาดว่า ส่งออกจะติดลบ 3% (เฉลี่ย 26,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน)

