บนเวที IMF-World Bank 2026 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่เพียงแต่กางแผนรับมือน้ำมันแพง แต่ยังสร้าง ‘ความมั่นใจใหม่’ ให้กับนักลงทุนทั่วโลกว่าประเทศไทยคือพื้นที่ปลอดภัย (Secure Place) ที่พร้อมรับการย้ายฐานผลิตท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
ประเด็นสำคัญ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมขึ้นเวทีเสวนาเศรษฐกิจโลก ‘The Debate on the Global Economy’ พร้อมกับ 1. Dr. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 2. Mohammed Al-Jadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย 3. François Villeroy ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส 4. Dr. Eswar Prasad ศาสตราจารย์อาวุโสด้านนโยบายการค้าและเศรษฐศาสตร์ Cornell University และ 5. นาง Martina Cheung ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคณะกรรมการบริษัท S&P Global เพื่อหารือถึงนโยบายการรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากสงครามในตะวันออกกลางและการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกด้านภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และเทคโนโลยี ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆ ประเทศ จึงได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างมากทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว โดยผลกระทบในระยะสั้นส่งผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ 1. ด้านราคา (Price Effect) ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งและค่าครองชีพของประชาชน และนำไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และ 2. ปัญหาอุปทานชะงักงัน (Supply Shocks) โดยเฉพาะการขาดแคลนปุ๋ยและวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น แนฟทา (NAFTA) และก๊าซแอลพีจี (LPG) จากตะวันออกกลางที่กระทบต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมพลาสติกอย่างมาก ทั้งนี้ หากไม่สามารถสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้ อาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอและเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคใหม่การให้ความสำคัญเพียงแค่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะ ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ’ (Economic Security) จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา ในการนี้ ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยชูจุดแข็งเรื่องความเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Secure Place) ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก (Red Tape) เพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ
พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Energy Transition) เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีสัดส่วนถึง 10% ของการนำเข้า โดยส่งเสริมการลงทุนทั้งในระดับอุตสาหกรรมและครัวเรือน เช่น โครงการโซลาร์รูฟท็อปที่อนุญาตให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนแก่ระบบโครงข่าย (Grid) ได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า หรืออาจนานกว่าที่คาด
ในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด (Limited Fiscal Space) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยได้ยึดถือหลักการ 4T ได้แก่ Target, Transition, Transformation และ Together เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบาย
- Target (Targeted Subsidies): การให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด แทนการอุดหนุนแบบเหมาเข่ง เพื่อบริหารพื้นที่ทางการคลังที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- Transition: การเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างพลังงานสะอาดและยั่งยืน
- Transform: การปฏิรูปกฎระเบียบและศักยภาพของประชาชนเพื่อให้เท่าทันโลกที่กำลังแตกแยก (Fragmented World)
- Together: การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น IMF และธนาคารโลก ในการประสานความช่วยเหลือและระดมทุน
ในช่วงท้าย ดร.เอกนิติ ได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพภายนอกของประเทศไทย โดยระบุว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากกว่า 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าถึง 10 เดือน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และธนาคารโลก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือและระดมทุนให้แก่ประเทศที่ต้องการการสนับสนุน โดยรากฐานที่มั่นคงจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ ‘New Horizons’ ซึ่งเป็นธีมหลักของการประชุมประจำปี IMF-World Bank ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป
แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติพลังงานกับรัฐบาลสิงคโปร์
ในงานวันเดียวกัน ดร.เอกนิติ ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ Indranee Rajah รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในระหว่างการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ณ Washington, D.C. United States เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

ทั้งสองแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่านและความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการประสานความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อรับมือความเสี่ยงดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนแนวทางเชิงนโยบายในการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือในกรอบ ASEAN โดยมุ่งใช้โอกาสจากการเป็นประธานอาเซียนต่อเนื่องของสิงคโปร์ในปี 2570 และไทยในปี 2571 เพื่อผลักดันวาระการเงินของภูมิภาคในลักษณะต่อเนื่องระยะกลาง (multi-year agenda) อย่างเป็นระบบ อาทิ การบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคการเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค (ASEAN Power Grid)

