ท่ามกลางการรายงานว่า รัฐบาลเล็งขยายเพดานหนี้เงินกู้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานรอบนี้ นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ‘การกู้’ ไม่ใช่คำต้องห้าม แต่ต้องใช้คุ้มค่า พร้อมมองว่าในภาวะวิกฤต การ ‘ไม่กู้’ อาจอันตรายกว่าการ ‘กู้’ พร้อมแนะวิธีการกู้รอบใหม่ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาดและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) พร้อมให้ใช้โอกาสนี้ยกระดับ ‘มาตรฐานความรับผิดชอบทางการคลัง’
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (20 เมษายน) ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่าน Facebook โดยระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายเพดานหนี้ เพื่อรองรับการกู้เงินรับมือวิกฤตพลังงาน คำถามไม่ใช่แค่ว่า ‘ควรกู้หรือไม่’ เพราะในภาวะวิกฤต การ ‘ไม่กู้’ อาจอันตรายกว่าการ ‘กู้’ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือจะกู้ ‘อย่างไร’ ให้ไม่บั่นทอนความเชื่อมั่น และไม่สร้างปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณเตือนมีอยู่แล้ว Moody’s และ Fitch เพิ่งปรับ outlook ไทยเป็น Negative สะท้อนความกังวลเรื่องวินัยการคลัง
มีกฎ แต่ไม่มีวินัย: ถอดบทเรียนการกู้ของรัฐไทยที่ผ่านมา
ศ. ดร. อธิภัทร ยังสรุปบทเรียนจากการกู้ของรัฐไทยที่ผ่านมา เป็น 3 ข้อสั้น ๆ ได้แก่ ไทยมีปัญหาจากการกู้โดยไม่มีกลยุทธ์ ต้นทุนภาระหนี้พุ่ง และรัฐไทยมีกฎ แต่ไม่มีวินัย
1.ปัญหาไม่ใช่การกู้ แต่คือ กู้โดยไม่มีกลยุทธ์ (Strategy): จากช่วงโควิด เราเคยยกเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ของ GDP โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐตั้งวงเงินก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะใช้ทำอะไร ไม่มี pipeline โครงการที่ชัดตั้งแต่ต้น เปิดให้หน่วยงานเสนอโครงการภายหลัง และที่สำคัญ ไม่มี Roadmap ลดหนี้ที่น่าเชื่อถือ ผลคือ เงินจำนวนมากถูกใช้แบบกระจัดกระจาย และเราแทบไม่เห็นผลตอบแทนระยะยาว
ดังนั้น โจทย์พื้นฐานของการแก้ปัญหาเรื่องนี้มีแค่ 2 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1 กู้ไปทำอะไร ต้องชัดตั้งแต่ต้น และข้อ 2 จะลดหนี้เมื่อไหร่ Exit Plan ต้องมี “ถ้าตอบไม่ได้ เราจะกลับเข้าสู่ Loop เดิม” ศ. ดร. อธิภัทรกล่าว
2. ความเสี่ยงวันนี้ไม่ใช่แค่ ‘หนี้สูง’ แต่คือ ‘ต้นทุนภาระหนี้’: โดยวันนี้ดอกเบี้ยคิดเป็นราว 12% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มขยับขึ้นไปที่ 14% ในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยตัวเลขนี้กำลังจะทะลุระดับ Benchmark ที่สะท้อนว่า ประเทศยังอยู่ในกลุ่ม Investment-Grade หรือเสี่ยงหลุดอันดับ กลายเป็น Junk Bond
ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือ รายได้ของรัฐวันนี้ เพียงพอแค่ ‘รายจ่ายประจำ’ ไม่เหลือพื้นที่สำหรับ ‘การลงทุน’ แปลว่า รายได้ภาษีจากเม็ดเงินของพวกเรา
กำลังถูก ‘ล็อกไว้กับอดีต’ มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้ไม่ถูก Downgrade รัฐก็จะค่อยๆ สูญเสียความสามารถทั้งในการยกระดับศักยภาพของประเทศ และรับมือวิกฤตรอบถัดไป
3. ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐไทย: มีกฎ แต่ ‘ไม่มีวินัย’: ประเทศไทยมีกฎหมายวินัยการคลังและมีคณะกรรมการกำกับ แต่บทเรียนหลังวิกฤตโควิดชี้ชัดว่า กฎเหล่านี้ยังไม่สามารถ ‘บังคับวินัยการคลัง’ ได้จริง รัฐควรใช้โอกาสการออกพระราชกำหนดครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการ “ยกระดับกรอบวินัยการคลังทั้งระบบ”
โดยสามารถทำได้ผ่านผูกการกู้กับแผนลดหนี้ที่ชัด ตรวจสอบได้ และมี Accountability จริง รวมถึงสร้างกลไกถ่วงดุลที่เป็นอิสระ (เช่น สถาบันการคลังอิสระ) ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและตรวจสอบต่อสาธารณะ
“วิกฤตพลังงานครั้งนี้ อาจจำเป็นต้องใช้ ‘เงินกู้’ แต่โจทย์ไม่ใช่แค่ว่า จะกู้หรือไม่ แต่คือ เราจะใช้โอกาสนี้ยกระดับ ‘มาตรฐานความรับผิดชอบทางการคลัง’ หรือจะกลับไปสู่ วังวนของการกู้แบบเดิม ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาให้คำตอบชัดเจน” ศ. ดร. อธิภัทรกล่าวทิ้งท้าย
แนะ ‘แผน’ รักษาความเชื่อมั่นของตลาด
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่าน Facebook โดยระบุว่า ‘การกู้’ ไม่ใช่คำต้องห้าม แต่ต้องใช้คุ้มค่า มีแผนลดหนี้และสร้างภูมิคุ้มกัน
“Shock ทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องปกติที่ทุกประเทศต้องเจอ แต่ภูมิคุ้มกันที่เรามีต่อ Shock และความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันกลับมาต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ รัฐอาจจำเป็นต้องกู้เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจพัง เพราะบางครั้งการไม่กู้เลยอาจทำให้ความเสียหายรุนแรงกว่ามาก แต่ทุกครั้งที่กู้ ‘ต้องมาพร้อมกับแผนลดหนี้ที่ทำได้จริง’ ไม่ใช่แค่พูด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาด” ดร.พิพัฒน์กล่าว
ดร.พิพัฒน์ ยังแนะแผนลดหนี้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาด โดยให้ครอบคลุม 3 เรื่อง ได้แก่ การคุมรายจ่ายนำเงินกู้ไปใช้อย่างคุ้มค่า การเพิ่มรายได้รัฐ และการเพิ่ม GDP ระยะยาว
- คุมรายจ่าย เงินที่กู้มาจะเอาไปใช้อะไร? ต้องนำไปใช้ในสิ่งที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจ พุ่งเป้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม ไม่รั่วไหล ไม่ก่อให้เกิดการบิดเบือนในระยะยาว โดยนอกจากนี้ ก่อนตัดสินใจกู้ รัฐควรทบทวนและจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณใหม่ งบที่ไม่ได้สร้างผลดีต่อเศรษฐกิจ (เช่น การแจกเงินแบบหว่านแห งบดูงานไม่จำเป็น งบที่เงินไหลออกนอกประเทศเยอะ) ต้องกล้าตัดทิ้ง และเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้ทุกบาทมีผลมากที่สุด
- เพิ่มรายได้รัฐ: ซึ่งอาจต้องพิจารณาทั้งการขยายฐานภาษี (นำคนเข้าระบบ) และการเพิ่มอัตราภาษี เช่น VAT ของไทยที่ 7% ต่ำมากเมื่อเทียบกับภูมิภาค มีพื้นที่ปรับได้ แต่ต้องมีมาตรการช่วยเหลือคนรายได้น้อยรองรับ ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาการเมืองมากกว่าแก้ปัญหาการคลัง
- เพิ่ม GDP ระยะยาว: แม้เรามีปัญหาระยะสั้นเต็มไปหมด เราก็ทิ้งปัญหาระยะยาว และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างไปไม่ได้ เราต้องเน้นลงทุนเพื่ออนาคต ดึงการลงทุนคุณภาพ และพัฒนาคน ถ้าเศรษฐกิจโตเร็ว หนี้ก็จะดูเล็กลงเอง และนี่คือทางออกในระยะยาวที่แท้จริง

