วันนี้ (28 พฤษภาคม) ที่ สเตเดียมวัน ถนนบรรทัดทอง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ได้จัดเวทีปราศรัยแถลงนโยบาย 250+ ข้ออย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอแผนงานในการสร้างความหวังให้กับชาวกรุงเทพมหานคร
ชัชชาติได้กล่าวเปิดใจถึงการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ยอมรับว่าอาจมีบางเรื่องที่ทำให้ประชาชนผิดหวังบ้าง แต่ก็หวังว่าจะได้รับโอกาสให้สานต่องานต่อไป พร้อมกันนี้ได้ชี้แจงข้อวิจารณ์ที่มองว่าตนมุ่งเน้นแต่โครงการขนาดเล็กหรือเส้นเลือดฝอย โดยเปรียบเทียบว่าร่างกายมนุษย์ต้องการทั้งเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอยที่แข็งแรงควบคู่กัน หากเส้นเลือดฝอยในชุมชนอ่อนแอ เส้นเลือดใหญ่ของเมืองก็ไม่อาจอยู่รอดได้ ซึ่งที่ผ่านมา กทม. มีเส้นเลือดใหญ่ที่ค่อนข้างเข้มแข็งแล้ว แต่กลับละเลยการดูแลความเดือดร้อนในระดับเส้นเลือดฝอยมาโดยตลอด
สำหรับผลงานเชิงโครงสร้างที่ผ่านมา การชำระหนี้รถไฟฟ้าบีทีเอสกว่า 40,000 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการสำเร็จ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำและส่วนต่อขยายที่บางซื่อ
ในขณะเดียวกัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ชัชชาติให้ความสำคัญสูงสุด โดยระบุว่าเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่ในพื้นที่ กทม. ตลอดการทำงานได้นำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแพลตฟอร์มทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) ที่เปิดให้ประชาชนแจ้งเบาะแสได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน นำไปสู่การดำเนินการขั้นเด็ดขาดและไล่ออกเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดไปแล้วถึง 41 ราย
ชัชชาติ ยืนยันสถานะความเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง ไม่มีผู้สมัคร ส.ก. ในสังกัด แต่พร้อมทำงานร่วมกับ ส.ก. ทุกคนที่ประชาชนเลือกมา โดยระบุว่า “อยากให้ ส.ก. ทุกท่านพร้อมทำงานกับผู้ว่าฯ ทุกคน เอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง” เพื่อเป้าหมายในการทำให้ทุกคนเป็นคนพิเศษและมีโอกาสในเมืองนี้อย่างเท่าเทียมกัน
ในมิติของการพัฒนาคุณภาพชีวิต นโยบายด้านการศึกษาได้ถูกออกแบบมาเพื่อพลิกโฉมโรงเรียนสังกัด กทม. อย่างรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการสร้างทักษะแห่งอนาคตให้นักเรียนผ่านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยสอนภาษาอังกฤษ ขยายห้องเรียนดิจิทัล สร้างพื้นที่เรียนรู้เชิงปฏิบัติการ และขยายโรงเรียนสองภาษาให้ครบทุกเขต ควบคู่ไปกับการลดภาระงานเอกสารของครูผู้สอนเพื่อคืนเวลาให้ห้องเรียน และยืนยันนโยบายเรียนฟรีอย่างแท้จริงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงตกสู่ผู้ปกครอง
ทางด้านสาธารณสุข มุ่งขยายศักยภาพการรองรับผู้ป่วยในระบบบัตรทองให้ครอบคลุม 1,300,000 คน ตั้งเป้าลดระยะเวลารอคอยในโรงพยาบาลให้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงผ่านระบบการนัดหมายล่วงหน้า พร้อมเดินหน้าโครงการตรวจสุขภาพฟรีที่ดำเนินการไปแล้วกว่า 1 ล้านคนให้เป็นสวัสดิการพื้นฐาน รวมถึงการเพิ่มพื้นที่ดูแลสุขภาพจิตผ่านกิจกรรมฮีลใจในสวนสาธารณะ
มิติการจัดการเมืองและความปลอดภัย มีแผนนำเทคโนโลยีโมเดลจำลองมาใช้บริหารจัดการน้ำท่วมเชิงรุก แจ้งเตือนมวลน้ำอย่างแม่นยำ พร้อมเพิ่มความสว่างด้วยหลอดไฟ LED 100,000 ดวง และขยายเครือข่ายกล้องวงจรปิด 300,000 ตัวเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลตำรวจ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ควบคู่กับการรับมือวิกฤตความร้อนเมืองด้วยมาตรฐานหลังคาสามสี
ในขณะที่ด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการยกระดับทักษะแรงงานผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ ผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยผ่าน Incubation Hub และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากหรือ Street Economy โดยใช้ข้อมูลสร้างเครดิตให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการจัด 4 เทศกาลระดับโลกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เช่น สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่ การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ ศูนย์คนเมืองฝั่งธนบุรี ควบคู่ไปกับการจัดทำแพลตฟอร์มรวบรวมที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้และโครงการธนาคารอาหาร (Food Bank)
ชัชชาติย้ำว่า นโยบายทั้ง 250 ข้อที่นำเสนอมีความชัดเจน มีที่มาที่ไป และสามารถตรวจสอบตัวชี้วัดความสำเร็จได้ผ่านเว็บไซต์ พร้อมกล่าวถึงผลสำรวจของสวนดุสิตโพลล่าสุดที่ระบุว่า ประชาชนถึงร้อยละ 78 เชื่อมั่นว่ากรุงเทพมหานครจะดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯ ยังคงมีความหวังกับเมืองนี้อย่างเปี่ยมล้น โดยตนและทีมงานมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความหวังนั้นให้เป็นจริง มอบโอกาสที่เท่าเทียม และทำให้กรุงเทพมหานครก้าวเดินต่อไปสู่การเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงแนวทางการดำเนินนโยบายให้เกิดผลอย่างก้าวกระโดด หากได้รับชัยชนะ ชัชชาติ ระบุว่า หัวใจสำคัญคือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยยกตัวอย่างโครงการทดลองให้เด็กนักเรียนเรียนภาษาอังกฤษผ่านหูฟังเพื่อเน้นทักษะการฟังและพูด ซึ่งประสบความสำเร็จแล้วในโรงเรียนนำร่องหนึ่งแห่ง และมั่นใจว่าจะสามารถขยายผลได้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเทคโนโลยีไม่มีข้อจำกัด
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตนเองได้ทดลองและทดสอบนโยบายหลายด้านจนเห็นผลเป็นรูปธรรม และเชื่อมั่นว่าทุกเรื่องสามารถต่อยอดความสำเร็จได้ในอีก 4 ปีข้างหน้า
สำหรับการต่อยอดหรือพิจารณาปรับปรุงนโยบาย 251 ข้อเดิม ชัชชาติ ยืนยันว่า นโยบายเดิมยังคงเดินหน้าต่อไป โดยทั้ง 251 นโยบายถือเป็นนโยบายใหม่ ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม Traffy Fondue จะถูกยกระดับการทำงานเชิงรุกมากขึ้น ส่วนโครงการอื่นๆ ที่ดำเนินการอยู่แล้วได้กลายมาเป็นงานประจำ (Routine) ทั้งนี้ ชัชชาติเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานคือการมีแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งเป็นแกนกลางสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่และเมืองแห่งความหวัง
เมื่อถามเรื่องจุดอ่อนในการปราบปรามการทุจริต ภายหลังจากที่หลายพรรคการเมืองเสนอนโยบายนำ AI มาใช้ต้านคอร์รัปชัน ชัชชาติ มองว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทุกฝ่ายเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้และมีแนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม ตนไม่คิดว่า AI จะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบทั้งหมด เพราะปัญญาประดิษฐ์ยังต้องพึ่งพาการทำงานร่วมกับมนุษย์ เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หากขาดบุคลากรที่มีคุณภาพและจิตสำนึกที่ดี โดยย้ำว่าคน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในกระบวนการนี้
ในประเด็นนโยบายเส้นเลือดฝอย ซึ่งมุ่งเน้นการดูแลกลุ่มเปราะบาง จนเกิดข้อสังเกตว่ากลุ่มดังกล่าวอาจขาดพลังขับเคลื่อนทางการเมือง ชัชชาติ ชี้แจงว่า นโยบายเส้นเลือดฝอยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงคนกรุงเทพฯ ทุกคน พร้อมยืนยันว่าการให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองได้ เนื่องจากหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ นโยบายเส้นเลือดฝอยสะท้อนถึงหลักการใจเขาใจเราซึ่งเป็นรากฐานของเมืองที่ใส่ใจผู้คน
สำหรับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครเบอร์ 9 ชัชชาติ ยอมรับว่าในช่วงแรกก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน แต่มีความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะพิจารณาจากนโยบายและผลงานที่ผ่านมามากกว่าตัวเลข ทั้งนี้ ตนมองว่าหมายเลข 9 เป็นหมายเลขที่ดี และเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าพัฒนากรุงเทพมหานครต่อไป
ในช่วงท้ายของการปราศรัย ชัชชาติได้เชิญบุคคลสำคัญในครอบครัว ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ (พี่สาวคนโต) อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ฉันชาย สิทธิพันธุ์ (พี่ชายฝาแฝด) คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขึ้นเวทีเพื่อถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ฉันชาย ได้กล่าวสนับสนุนนโยบายด้านสาธารณสุขของชัชชาติ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบโรงพยาบาลเพื่อดูแลสุขภาพของชาวกรุงเทพฯ ว่าเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง พร้อมกล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือน้องชายสุดที่รักตลอดมา และประกาศความพร้อมที่จะร่วมลงพื้นที่ช่วยหาเสียงในอนาคต
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีชญา ได้กล่าวปิดท้ายด้วยข้อความสั้นๆ ว่าหากชอบ คิดว่าใช่ และเชื่อในตัวชัชชาติ ให้เลือกเบอร์ 9
ทั้งนี้ภายในงานได้มีบุคคลสำคัญเข้าร่วมฟังการปราศรัยครั้งนี้ด้วย อาทิ พนิต วิกิตเศรษฐ์ อดีต สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. สมัย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ซึ่งได้เข้าสวมกอดให้กำลังใจชัชชาติด้วย โดยบุตรชายของพนิต คือ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ เป็นผู้บริหารด้านความยั่งยืนในยุคที่ชัชชาติเป็นผู้ว่าฯ


















