×

สรุปประเด็น เวทีเสวนา ‘ไทย-กัมพูชา หลัง MOU 44’ ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกต เหตุผลยกเลิกเพราะไม่คืบหน้า หรือรัฐพูดไม่ครบ?

09.07.2026
  • LOADING...
ภาพบรรยากาศเวทีเสวนา ‘ไทย-กัมพูชา หลัง MOU 44’ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อวานนี้ (8 กรกฎาคม) คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการ ‘ฬ.จุฬาฯ นิติมิติ’ ในหัวข้อ ‘ไทย-กัมพูชา หลัง MOU 44’ โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ชุมพร ปัจจุสานนท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ, ดร. สรจักร เกษมสุวรรณ อาจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

นี่คือ สรุปภาพรวมประเด็นสำคัญในงานเสวนาครั้งนี้

 

ที่มาของ MOU 44 และกรณีเกาะกูด

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวขณะเปิดงานเสวนา โดยระบุว่า MOU 44 นั้นได้จัดทำขึ้นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS 1982) เพื่อใช้จัดการกับ ‘พื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนกัน’ (Overlapping Claims) ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยกฎหมายทะเลระบุว่า หากประเทศที่มีสิทธิเรียกร้องทับซ้อนกันยังตกลงกันไม่ได้ ให้ไปเจรจาทวิภาคีเพื่อหามาตรการชั่วคราว ซึ่ง MOU 44 ก็คือ ‘ผลลัพธ์’ ของการปฏิบัติตามกฎหมายทะเล

 

อาจารย์สุรเกียรติ์ยังกล่าวถึงประเด็นเรื่อง MOU 44 ไม่กระทบอธิปไตยเหนือ ‘เกาะกูด’ โดยอาจารย์ถนอม เจริญลาภ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ได้จัดทำแผนผังที่แนบมากับ MOU 44 โดยลากเส้น ‘อ้อมเกาะกูด’ ไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้ลากเส้นทับเกาะกูด นอกจากนี้ ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907 ก็ได้ระบุชัดเจนอยู่แล้วว่าเกาะกูดเป็นของสยาม (ไทย) การเจรจาตาม MOU 44 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือคุกคามอธิปไตยเหนือเกาะกูดแต่อย่างใด

 

MOU 44 คืบหน้ากว่าที่รัฐบาลอ้าง

 

กระทรวงการต่างประเทศเคยชี้แจงว่า เหตุผลในการยกเลิก MOU 44 เนื่องมาจาก การเจรจาไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งบริบทมีการเปลี่ยนแปลง หลังกัมพูชาได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2026 ซึ่งจะทำให้ทั้งไทยและกัมพูชาต่างอยู่ภายใต้ระบอบกฎหมายสากลฉบับเดียวกัน โดยฝ่ายไทยยืนยันเจตนาที่แท้จริงว่า เป็นการล้างไพ่เพื่อ ‘เริ่มต้นเจรจาทวิภาคีใหม่’ อีกทั้งยังยืนยันหนักแน่นว่า กลไก UNCLOS นี้ควรพิจารณาเฉพาะเรื่อง ‘การกำหนดเขตทางทะเลและไหล่ทวีป’ เท่านั้น ไม่ครอบคลุมไปถึงการทำมาตรการพัฒนาร่วม (JDA) ในพื้นที่ทับซ้อน

 

อาจารย์สุรเกียรติ์ระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา MOU 44 มีการเจรจาทั้งระดับนโยบายและระดับเทคนิคกว่า 10 ครั้งในหลายรัฐบาล และมีความคืบหน้ามาโดยตลอด พร้อมมองว่า การเจรจาด้านเขตทางทะเลใช้เวลานานเป็น ‘เรื่องปกติ’ เช่น กรณีพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ระหว่างไทย-มาเลเซีย ที่ใช้เวลาเจรจามาถึง 48 ปีก็ยังไม่เสร็จสิ้น โดยประโยชน์สูงสุดของ MOU 44 คือ การรักษาสันติภาพ ทำให้ทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีการปะทะด้วยอาวุธในอ่าวไทย และป้องกันไม่ให้มีองค์กรที่สามหรือประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงในข้อพิพาทได้

 

ส่วนการที่ไทยยกเลิก MOU 44 โดยอ้างว่าจะกลับไปใช้กฎหมายทะเลนั้น อาจารย์สุรเกียรติ์กล่าวว่า สิ่งนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกสับสน เพราะ MOU 44 เองก็เป็นผลลัพธ์ที่มาจากกฎหมายทะเล ทำให้ไทยต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้ UNCLOS

 

อีกทั้งการยกเลิก MOU 44 ยังทำให้ไทยสูญเสียเงื่อนไข ‘แพ็กเกจที่แบ่งแยกไม่ได้’ (Indivisible Package) โดยเดิมที MOU 44 มีเงื่อนไขระบุชัดเจนว่า การเจรจาเรื่องเส้นเขตทางทะเล และ การเจรจาเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ด้านพลังงาน จะต้องทำควบคู่กันไปและแยกจากกันไม่ได้ เพื่อให้ไทยใช้เป็นอำนาจต่อรองให้กัมพูชายอมถอยเส้นเขตแดนแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ในอนาคตอาจเกิดการเจรจาตกลงเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ปิโตรเลียมเพียงอย่างเดียว โดยละทิ้งหรือไม่ต้องรอข้อสรุปเรื่องเส้นเขตทางทะเลอีกต่อไป ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้มีการฉกฉวยผลประโยชน์ทางพลังงานได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต

 

MOU 44 สร้างขึ้นตามหลักการกฎหมายทะเล

 

ดร. สรจักร เกษมสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายทะเล เริ่มต้นการเสวนาด้วยการกล่าวถึง หลักการ UNCLOS 1982 โดยระบุว่า ตามกฎหมายทะเลฉบับนี้ ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะและไหล่ทวีป รัฐชายฝั่งมีเพียง ‘สิทธิ’ ในการสำรวจและแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่ไม่ได้มี ‘อำนาจอธิปไตย’ หรือความเป็นเจ้าของเหนือพื้นที่ทะเลนั้น

 

อีกทั้งในการแบ่งเขตทับซ้อน มาตรา 83 ของ UNCLOS ไม่ได้บังคับว่าต้องแบ่งครึ่งด้วยเส้นมัธยฐาน (Median Line) เสมอไป แต่กำหนดให้รัฐเจรจากัน เพื่อให้บรรลุ ‘ผลลัพธ์ที่เป็นธรรม’ (Equitable Solution) ที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับร่วมกันได้ โดย อาจารย์สรจักร ระบุว่า ตามมาตรา 83 วรรค 3 ของ UNCLOS ระบุว่าระหว่างที่ยังตกลงเขตแดนกันไม่ได้ ให้รัฐจัดทำ ‘มาตรการชั่วคราว’ (Provisional Arrangement) ซึ่ง MOU 44 ก็ถูกสร้างขึ้นตามกรอบและหลักการนี้ทุกประการ

 

ไทย-กัมพูชา ลากเส้นอ้างสิทธิทับซ้อน ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ชุมพร ปัจจุสานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลอีกหนึ่งท่านของไทย กล่าวว่า ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ การลากเส้นอ้างสิทธิของแต่ละประเทศ เช่น การอ้างสิทธิเส้นไหล่ทวีป เป็นเพียงการประกาศฝ่ายเดียว (Unilateral Act) เพื่อใช้เป็นฐานในการเจรจา

 

การที่กัมพูชาหรือไทยลากเส้นอ้างสิทธิทับซ้อนกัน ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่นั้นตกเป็นของอีกฝ่าย และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อกัน จนกว่าจะมีการตกลงหรือยอมรับร่วมกัน

 

หากไม่มีข้อตกลงใดๆ และพื้นที่ยังคงทับซ้อน รัฐคู่พิพาทไม่สามารถอ้างกฎหมายภายในเพื่อเข้าไปเปลี่ยนแปลงกายภาพของพื้นที่ได้ เช่น การเข้าไปตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันฝ่ายเดียว หากฝ่าฝืน ศาลระหว่างประเทศจะถือว่ามีความผิด ดังที่เคยเกิดเป็นบรรทัดฐานในคดีระหว่างประเทศซูรินามและกายอานา ทำให้ทรัพยากรตรงนั้นจะถูกแช่แข็งและนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย

 

อาจารย์ชุมพรยังได้กล่าวถึงข้อได้เปรียบทางเทคนิคและยุทธศาสตร์ของไทยในทางกฎหมาย เช่น เกาะกูดคือตัวผลักเส้นเขตแดน เกาะกูดเป็นเกาะสำคัญที่มีผู้คนอาศัยอยู่ การที่ไทยลากเส้นฐานล้อมรอบเกาะกูด ทำให้เกาะกูดมีสิทธิในการกำหนดเขตทะเลของตนเอง ซึ่งจะช่วยผลักเส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาออกไปอีก

 

รวมถึงการใช้ ‘หลักความได้สัดส่วนของชายฝั่ง’ (Proportionality / Relevant Circumstances) ที่ ‘แผ่นดินต้องเป็นตัวกำหนดทะเล’ (The Land Dominates The Sea) ซึ่งชายฝั่งของไทยบริเวณอ่าวไทยมีความยาวมากกว่าของกัมพูชาอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งการอ้างสิทธิจากเกาะเล็กของกัมพูชา ‘ไม่สมเหตุสมผล’ เนื่องจากเป็นเกาะที่อยู่ห่างออกไปกลางทะเลถึง 60-70 ไมล์ทะเล ซึ่งในบรรทัดฐานของศาลระหว่างประเทศ ศาลมักไม่อนุญาตให้นำเกาะเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลมาใช้วัดเขตไหล่ทวีปแข่งกับแผ่นดินใหญ่ แต่อาจให้พื้นที่ทะเลแค่ 12 ไมล์รอบเกาะเท่านั้น ดังที่เคยเกิดขึ้นในลักษณะนี้กับกรณีเกาะเซอร์เพนต์ (Serpent Island) ของยูเครนที่ต้องการแบ่งเขตทางทะเลกับโรมาเนีย

 

ประนอมภาคบังคับไม่ใช่ศาล กฎหมายระหว่างประเทศไม่ใช่อารมณ์ หรือความรู้สึก

 

อาจารย์สรจักร อธิบายว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับ ‘ไม่ใช่ศาล’ ที่มีอำนาจตัดสินชี้ขาด แต่เป็น ‘คณะกรรมาธิการ’ (คนกลาง) ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมายทะเลและการทูต เข้ามาช่วยเจรจาต่อรองให้ทั้งสองฝ่ายหาจุดลงตัว ทั้งยังกล่าวถึง กรณีของติมอร์-เลสเต กับ ออสเตรเลีย ซึ่งประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเต็มที่ของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย

 

อาจารย์ชุมพรกล่าวว่า กลไกนี้จะเดินหน้าได้ แม้ว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ยอมเข้าร่วมกระบวนการก็ตาม โดยคณะกรรมาธิการประนอมจะรับฟังความต้องการของทั้งสองฝ่าย เพื่อหาทางออกที่ประนีประนอมกันได้

 

แม้รายงานหรือข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการจะไม่มีผลบังคับเด็ดขาด (Not Strictly Binding) แต่รัฐคู่พิพาทมี ‘พันธกรณีที่จะต้องเจรจาอย่างจริงจังและสุจริต’ (Obligation to Negotiate in Good Faith) โดยพิจารณาจากรายงานนั้นเป็นพื้นฐาน หากเจรจาไม่ได้ผล ท้ายที่สุดก็จะไม่สามารถบังคับฟ้องร้องศาลใดได้อีก หากปราศจากความยินยอม ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาได้ใช้สิทธิทำคำสงวน (Exception) เพื่อปฏิเสธการนำข้อพิพาทเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลขึ้นสู่กลไกศาล

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ชุมพรได้ตั้งข้อสังเกตถึงเกมการทูตของกัมพูชาว่า ต่อมากัมพูชาได้ปรับเปลี่ยนท่าที โดยได้ทำการถอนคำประกาศข้อยกเว้น (Withdraw Declaration) หรือคำสงวนในการนำคดีขึ้นศาล เพื่อแสดงภาพลักษณ์ให้โลกเห็นว่า พวกเขามีเจตจำนงเต็มที่ในการขจัดข้อพิพาท ในขณะที่ไทยยังคงคำประกาศข้อยกเว้นไม่นำข้อพิพาททางทะเลขึ้นศาลเพื่อตัดสินชี้ขาด

 

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดในระหว่างดำเนินกระบวนการ อาจารย์สรจักร มองว่าคือ ต้องยุติการสาดโคลนผ่านสื่อ (Megaphone Diplomacy) และรัฐต้องสื่อสารให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อลดความตึงเครียดทางอารมณ์ ซึ่งจะช่วยเอื้อให้การเจรจาประสบความสำเร็จได้

 

ขณะที่อาจารย์ชุมพรกล่าวเน้นย้ำว่า กฎหมายระหว่างประเทศ ต้องใช้หลักนิติศาสตร์และกฎกติการะหว่างประเทศ ไม่ใช่อารมณ์ หรือความรู้สึก (Feeling) เพราะการนำความรู้สึกหรือกระแสสังคมมากำหนดความถูกผิด จะสร้างความเสียหายและไม่ได้รับการยอมรับในกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ อำนาจต่อรองที่เหนือกว่า (Bargaining Power) ในกระบวนการประนอมขณะนี้นั้น อาจารย์สรจักรมองว่า ไม่มีใครมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าใคร ในกลไกนี้ไม่มีผู้ชนะหรือผู้แพ้แบบการขึ้นศาลชี้ขาด คณะกรรมาธิการประนอมทั้ง 5 ท่านจะทำหน้าที่เกลี่ยผลประโยชน์เพื่อหา ‘ข้อสรุปที่เป็นธรรม’

 

นอกจากนี้อาจารย์สรจักรยังกล่าวว่า การทำ ‘พื้นที่พัฒนาร่วม’ (Joint Development Area) ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่เป็นทางออกปกติในกฎหมายทะเลทั่วโลก เมื่อรัฐตกลงเขตแดนกันไม่ได้ พร้อมทั้งกล่าวถึง ‘ข้อจำกัดด้านเวลา’ ของพลังงานใต้ท้องทะเลว่า การแสวงหาประโยชน์จากปิโตรเลียมต้องแข่งกับเวลา ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy) หากปล่อยทิ้งไว้อีก 10-15 ปีโดยไม่นำมาใช้ ทรัพยากรเหล่านี้อาจเสื่อมค่าลง หากตกลงกันไม่ได้ ไหล่ทวีปตรงนั้นก็อาจจะหมดประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปโดยปริยาย

 

มายาคติและความเข้าใจผิดทางประวัติศาสตร์

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง ได้กล่าวถึงหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างข้อพิพาทเขตแดนทางบก รวมถึงพาสำรวจ ‘มายาคติ’ หรือ ความเชื่อที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในสังคมไทย

 

ตัวอย่างเช่น ความเชื่อที่ว่า เส้นเขตแดนถูกปักปันโดยฝรั่งเศส และสยามถูกบังคับให้ยอมรับเส้นที่ฝรั่งเศสลาก โดยไม่เชื่อว่า การปักปันเขตแดนเป็นการทำงานร่วมกันของ ‘คณะข้าหลวงผสม’ ทั้งสองฝ่าย หรือ ความเชื่อที่ว่าฝรั่งเศสขีดเส้นเขตแดนโดยที่สยามไม่รู้เรื่องนั้น ‘ไม่จริง’ เนื่องจากสยามมีการตั้ง กองทำแผนที่ครั้งแรกในปี 1875 (พ.ศ. 2418) ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการจัดตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสียอีก

 

ความเชื่อที่ยังมีการเรียกร้องดินแดนเสียมราฐ พระตะบอง หรือจำปาศักดิ์คืนนั้น อาจารย์สุรชาติชี้ว่า เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความเชื่อหรือมายาคติที่ ‘มองข้าม’ ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ที่ไทยได้ส่งมอบดินแดนเหล่านี้คืนไปแล้วตาม อนุสัญญาโตเกียว 1941 เพื่อแลกกับการได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ (UN)

 

รวมถึงการเรียกร้องให้ใช้แผนที่ทหาร L7018 (มาตราส่วน 1:50,000) มาใช้ในการกำหนดเขตแดนนั้น อาจารย์สุรชาติมองว่า ผิดหลักการ เพราะบนแผนที่ทหารระบุไว้ชัดเจนว่าไม่สามารถนำมาใช้สำหรับการอ้างอิงเส้นเขตแดนระหว่างประเทศได้ หากนำไปสู้ในศาลโลกก็ย่อมแพ้คดี

 

หรือแม้แต่ความเชื่อที่ว่า MOU 44 กระทบอธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เส้นในแผนผังแนบท้าย MOU 44 ไม่ได้ลากผ่านเกาะกูด แต่ลากเป็นรูปตัว U ล้อมเกาะกูดอย่างชัดเจน

 

ข้อคิดสำหรับอนาคต

 

อาจารย์สุรชาติมองว่า อำนาจทางทหาร ‘ไม่ใช่’ ทางออก แม้ไทยในยุคปัจจุบันอาจจะเป็นรัฐใหญ่ในภูมิภาค มีกำลังทหารที่เข้มแข็ง แต่ไทยไม่มี ‘อำนาจเชิงบังคับ’ (Leverage) ทางยุทธศาสตร์ที่จะใช้กำลังทหารไปบีบบังคับกัมพูชาได้อีกต่อไป การแก้ปัญหาเขตแดนต้องพึ่งพากลไกทางเทคนิคและกฎหมายระหว่างประเทศ

 

การยุติปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเล จะต้องทำให้ข้อเรียกร้องสูงสุด (Maximum Claims) ของรัฐคู่พิพาท กลายเป็นทางออกแบบ Win-Win Solution

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือ รัฐบาลต้องระมัดระวังไม่ดึงปัญหาเขตแดนเข้าสู่กองไฟของภูมิรัฐศาสตร์ และต้องรักษาวิสัยทัศน์ ‘เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า’ เอาไว้ ไม่ใช่การเปลี่ยนพื้นที่เศรษฐกิจร่วมกันให้กลับกลายไปเป็นความขัดแย้งทางการทหารอีกครั้ง

 

อาจารย์สุรชาติยังเสนอแนะว่า อย่าเอาปัญหาทางทะเลมาจับแนวชายแดนทางบกเป็นตัวประกัน การประกาศระงับการประชุม JBC โดยอ้างว่าต้องรอให้ปัญหาทางทะเลในกลไก UNCLOS จบก่อนนั้น จะทำให้การแก้ปัญหาเขตแดนทางบก ‘หยุดชะงัก’ และสร้างปัญหาตามมา ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศให้เหตุผลในประเด็นนี้ว่า หากการพูดคุยเจรจาข้อพิพาททางทะเลบนเวที UNCLOS ราบรื่นหรือมีทิศทางในเชิงบวก อาจส่งผลทำให้บรรยากาศการเจรจาเกี่ยวกับเส้นเขตแดนทางบกดีขึ้นตามลำดับ

 

นอกจากนี้อาจารย์สุรชาติยังมองว่า ไทยต้องปรับการสื่อสารในเวทีโลก เนื่องจากกัมพูชามีการสื่อสารข้อมูลออกสู่เวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กัมพูชาครองความได้เปรียบในแง่ของ ‘ความชอบธรรมทางศีลธรรม’ (Moral Authority) ในสายตาประชาคมโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องเร่งแก้ไข

 

ภาพ: ณรงค์กร มโนจันทร์เพ็ญ / THE STANDARD

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising