ล่าสุดกลุ่ม ‘ธนาคารพาณิชย์ไทย’ ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ครบทั้ง 11 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCB) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) กลุ่มการเงินทิสโก้ (TISCO) กลุ่มเกียรตินาคินภัทร (KKP) ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LHFG) ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT) ธนาคารกรุงไทย (KTB) และ ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT)
โดยกำไรรวมในไตรมาสแรก อยู่ที่ 68,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ซึ่งอยู่ที่ 68,270 ล้านบาท และ มีรายได้รวม 255,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.47% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ซึ่งอยู่ที่ 251,413 ล้านบาท
โดย 9 จาก 11 ธนาคาร มีกำไรเติบโต ยกเว้น SCB และ BBL ที่ขาดทุน 18.5% และ 12.9% ตามลำดับ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและการรับรู้กำไรการลงทุนที่ลดลง
ข้อสังเกตสำคัญในการประกาศผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 คือ
- แบงก์ใหญ่รายได้ปรับลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักได้รับผลกระทบจากการทิศทางดอกเบี้ยขาลงและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ในขณะที่แบงก์เล็กได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากมีพอร์ตสินเชื่อคงที่มากกว่า จึงไม่ได้อิงกับดอกเบี้ยนโยบายมากนัก
- กำไรสุทธิยังโตแรง แม้ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาลง เนื่องได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมบริการและการลงทุน โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth Management
- อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ส่วนใหญ่ปรับลดลง เป็นผลมาจากการควบคุมคุณภาพการปล่อยสินเชื่อ
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการกลุ่ม ‘ธนาคารพาณิชย์ไทย’ ไตรมาส 2/2569
นักวิเคราะห์การลงทุน จากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KAsset) ให้มุมมองว่า คาดว่าจะ ผลประกอบการจะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก จาก 3 ปัจจัย
- ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลง : ในไตรมาส 2/2569 จะเป็นไตรมาสที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไตรมาสแรกประกอบกับธนาคารมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ มากขึ้น ทำให้ยอดสินเชื่อไม่เติบโต ซึ่งจะกดดันให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) อย่างต่อเนื่อง
- รายได้ค่าธรรมเนียมโตช้าลง : ในไตรมาสแรก รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะจากธุรกิจ Wealth Management และบริหารกองทุนที่มีการซื้อขายและปรับพอร์ตสูง เนื่องจากความผันผวนของตลาดจากผลกระทบของสงครามในตะวันออก แม้คาดว่าโมเมนตัมในไตรมาส 2 จะดีอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่เติบโตแรงเท่าไตรมาสแรก
- ขาดปัจจัยหนุนจากรายการพิเศษ (One-Time Items): ในไตรมาสแรกมีรายการพิเศษที่ช่วยหนุนรายได้ เช่น การตีมูลค่าเงินลงทุน (Mark value) ในหุ้นกลุ่มขนส่งของธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่เพิ่มขึ้น และรายได้ค่าธรรมเนียมจากโครงการคุณสู้เราช่วยที่ทาง ธปท. จ่ายคืนมา ซึ่งรายการเหล่านี้จะไม่มีในไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสแรก ทุกธนาคารได้ตั้งสำรองพิเศษเพื่อรองรับ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกไปมากแล้ว หากสถานการณ์ในไตรมาส 2 ไม่ได้เลวร้ายลงกว่าเดิม ภาระการตั้งสำรองก็น่าจะลดลง ซึ่งจะเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบจากรายได้ส่วนอื่นที่อ่อนตัวลงได้ในระดับหนึ่ง
ด้านการปรับลดค่าธรรมเนียม 15 รายการของ ธปท. เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ของธนาคาร คาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อกำไรในไตรมาส 2 อย่างมีนัยสำคัญ เพราะรายได้ส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้รวม และปัจจุบันคนหันไปทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ซึ่งไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้อยู่แล้ว

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

