×

คัดหุ้นลงทุนท่ามกลางโควิด-19 ระลอก 3 โบรกชูกลุ่ม ‘พลังงาน-โรงพยาบาล’ รวมถึงหุ้นที่กำไรไตรมาสแรกเติบโตจากปีก่อน

17.04.2021
  • LOADING...
หุ้นลงทุน

การระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่โหมดของการปรับฐาน หลังจากดัชนีวิ่งขึ้นไปแตะระดับ 1,606 จุด แต่ล่าสุดปรับตัวลดลงมาแตะระดับต่ำสุด 1,529 จุด หรือลดลง 77 จุด ภายในเวลา 6 วันทำการ ก่อนที่จะรีบาวด์ในช่วงท้ายตลาด และมาปิดการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ 16 เมษายน 2564 ที่ระดับ 1,548.96 จุด 

 

สมชาย กาญจนเพชรรัตน์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจหลักทรัพย์บุคคล บล.เคจีไอ มองว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ในประเทศ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ด้วยการระบาดที่หนักขึ้นสำหรับประเทศไทยเองทำให้ช่วงแรกจะเกิดการตกใจขายหุ้นออกมาเป็นเรื่องปกติ

 

อย่างไรก็ตาม การปรับฐานของตลาดในรอบนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับการเข้าซื้อในกลุ่มหุ้นที่กำไรในปีนี้และปีถัดไปจะกลับมาเติบโต ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่จะสามารถทนทานต่อการปรับฐานในช่วงการระบาดระลอกใหม่ได้ดีระดับหนึ่ง 

 

“อย่างหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ตามความต้องการใช้เริ่มฟื้นตัวกลับมาต่อเนื่อง หลังจากที่หลายประเทศเริ่มกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น อย่างสหรัฐฯ จะเห็นได้ชัดเจนว่าตลาดหุ้นปรับตัวตอบรับในเชิงบวกต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการกระจายวัคซีนได้จำนวนมาก และมีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือค่อนข้างดี”

 

นอกจากนี้หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือกลุ่มไฟแนนซ์ รวมถึงกลุ่มบริหารหนี้ ซึ่งแนวโน้มกำไรจะเติบโตได้ต่อเนื่อง เช่นเดียวกับหุ้นในกลุ่มขายสินค้าไอที ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตดีเช่นกัน 

 

ในมุมกลับกัน หุ้นที่จะยังฟื้นตัวช้าอย่างกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มโรงแรม นักลงทุนควรจะหลีกเลี่ยงไปก่อน 

 

ขณะที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 จะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการเกี่ยวกับโควิด-19 ตั้งแต่การตรวจหาเชื้อและรักษาผู้ติดเชื้อ ซึ่งจะได้ประโยชน์มากกว่าโรงพยาบาลที่ไม่เน้นให้บริการในด้านนี้

 

ทั้งนี้ คาดว่ารายได้จากการตรวจหาโควิด-19 จะเร่งตัวขึ้นมากในช่วงต้นไตรมาส 2 และจะมีแหล่งรายได้เสริมใหม่จากการร่วมบริการ hospitel สำหรับดูแลผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการ ซึ่งเราคาดว่าบริการนี้จะมีอัตรากำไรสูงกว่าการร่วมให้บริการกักตัวแบบทั่วไป (ASQ) 

 

ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของไทย มียอดฉีดสะสม 5.81 แสนราย โดยมีอัตราการฉีดเฉลี่ย 1.26 หมื่นคนต่อวัน ซึ่งค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับเป้าหมายของปีนี้ที่ต้องการฉีดให้ครอบคลุม 33 ล้านคน ประกอบกับการที่เดนมาร์กเป็นประเทศแรกซึ่งประกาศระงับการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca หลังกังวลความเสี่ยงเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้เรามองว่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดวัคซีนทางเลือกของโรงพยาบาลเอกชน

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอาจผันผวนจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่ากำไรปกติรวมจะลดลงจากปีก่อน โดยคาดว่าหุ้นใหญ่ในกลุ่มอย่าง BDMS, BH และ THG จะมีผลขาดทุน ส่วนหุ้นอย่าง BCH และ CHG คาดว่ากำไรจะเติบโตทั้งจากปีก่อนและจากไตรมาสก่อน จากกลุ่มลูกค้าประกันสังคม สำหรับหุ้นเด่นในกลุ่มนี้เลือก BDMS เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันยัง Laggard และมีความสามารถในการขยายฐานลูกค้าในประเทศเพิ่มเติม จากเครือข่ายโรงพยาบาลที่ครอบคลุมระดับกลางขึ้นไป 

 

ด้าน บล.กสิกรไทย แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงเริ่มกลับมาสะสมหุ้นที่บริเวณ 1,535 จุด สำหรับการเข้าซื้อไม้แรก ส่วนไม้สองแนะนำรอพิจารณาอีกครั้งในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า 

 

โดยการเข้าสะสมเน้นไปที่หุ้นซึ่งกำไรไตรมาส 1 ปี 2564 จะออกมาเติบโตดี ได้แก่ JMT ด้วยราคาพื้นฐาน 48 บาท หนุนจากการเก็บเงินสดที่แข็งแกร่ง รวมถึงหุ้นอย่าง DOHOME ด้วยราคาพื้นฐาน 21.50 บาท จากแรงหนุนของยอดขายสาขาเดิมช่วงไตรมาสแรกที่ฟื้นตัว 20% จากปีก่อน และกำไรสุทธิจะเติบโตเฉลี่ยในระดับสูงกว่า 20% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories