รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประเทศจำเป็นต้องกระจายความมั่งคั่งที่เกิดจาก AI ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ท่ามกลางความตึงเครียด จากสถานการณ์นัดหยุดงาน ของสหภาพแรงงาน 18 วัน เพื่อประท้วงการจัดสรรผลประโยชน์โบนัสที่ไม่เป็นธรรม ต่อบริษัท Samsung Electronics ในขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง จากอานิสงส์กระแส AI และหุ้นกลุ่มชิป
Bae Kyung-hoon (แบ คยอง-ฮุน) รองนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ในยุค AI สังคมกำลังตั้งคำถามถึงการกระจายความมั่งคั่ง จากบริษัทเทคโนโลยีสู่ประชาชน รวมถึงความเสี่ยงที่ AI อาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งงาน
“ความขัดแย้งระหว่างแรงงานและฝ่ายบริหารที่เกิดขึ้นล่าสุด ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มดังกล่าว”
โดยอ้างถึงกรณีสหภาพแรงงานนัดหยุดงานประท้วง Samsung Electronics เพราะการเจรจาผลประโยชน์โบนัสไม่ลงตัว ซึ่งเดิมทีมีแผนหยุดงานเป็นเวลา 18 วัน แต่หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้สหภาพแรงงานระงับแผนหยุดงานชั่วคราว เพื่อรอให้สมาชิกลงคะแนนเสียง ข้อตกลงใหม่ ระหว่างวันที่ 23-27 พฤษภาคม
ก่อนหน้านี้สหภาพฯ เรียกร้องให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัสที่ 50% ของเงินเดือนทั้งปี และจัดสรรกำไร 15% จากการดำเนินงานตลอดทั้งปีให้เป็นกองทุนโบนัส สำหรับแจกจ่ายให้กับพนักงาน
“ความขัดแย้งลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยุค AI จะทำให้บริษัทขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมาย และอาจนำมาซึ่งความขัดแย้ง ด้านแรงงานที่มากขึ้นตามไปด้วย จึงต้องอาศัยการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างเหมาะสม”
เขายังยกตัวอย่างบริษัท Hyundai Motor ที่กำลังเผชิญความกังวลจากการนำหุ่นยนต์ Atlas ของ Boston Dynamics มาใช้ในกระบวนการผลิต
เขามองว่า เกาหลีใต้ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งจาก AI ควบคู่ไปกับการหาแนวทางกระจายความมั่งคั่งเหล่านี้ให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมในภาพรวม
“ผลประโยชน์จาก AI ต้องตกถึงประชาชนด้วย” เขากล่าว พร้อมระบุว่า รัฐบาลกำลังมุ่งสร้าง ‘AI Exclusive Society’ ที่ทุกคนจะมีส่วนร่วมใน AI โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
การที่รัฐบาลออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการกระจายความมั่ง AI สู่ประชาชน ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก Kim Yeong Beom (คิม ยง บอม) หัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำทำเนียบประธานาธิบดี (Chief Presidential Secretary for Policy) ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง เสนอข้อคิดเห็นผ่าน Facebook ส่วนตัว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมว่า รัฐบาลควรเก็บภาษีลาภลอย (Windfall tax) จากกำไรส่วนเกินในอุตสาหกรรม AI เพื่อนำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมเป็นวงกว้าง และส่งผลให้ดัชนี KOSPI ดิ่งลงทันทีถึง 5.1% เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าจะมีการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่
ต่อมาสถานการณ์ได้คลี่คลายลง เมื่อประธานาธิบดี อี แจมยอง ออกมาชี้แจงภายหลัง ว่า แนวคิดนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่วาระหารืออย่างเป็นทางการของรัฐบาล
ทั้งนี้นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน หุ้น Samsung ปรับตัวขึ้นเกือบ 144% ขณะที่ SK Hynix พุ่งขึ้นเกือบ 200% ส่วนดัชนี KOSPI เพิ่มขึ้นมากกว่า 86% ในปี 2569 โดยปรับขึ้นสูงกว่า ระดับ 75% ในปีก่อนหน้า
เมื่อถูกถามว่า การที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัว ถือเป็นจุดอ่อนหรือไม่ แบ คยอง-ฮุน ให้ความเห็นว่า แม้บริษัททั้งสองแห่ง (Samsung และ SK Hynix) จะมีจุดแข็งเฉพาะตัว แต่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ มีระบบนิเวศ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทมากมาย นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังพยายามสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันด้าน “Physical AI” หรือ AI ที่ฝังอยู่ในเครื่องจักร หุ่นยนต์ ยานยนต์ และระบบอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถรับรู้ วิเคราะห์ และทำงานในโลกจริงได้
“เซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ถือเป็นรากฐานสำคัญ และเกาหลีใต้กำลังต่อยอดไปสู่ระบบนิเวศ AI แบบครบวงจร ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่เกี่ยวข้อง” เขากล่าว
ภาพ: Shutterstock AI
อ้างอิง:

