‘การแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง’ คือการควบคุมคอร์รัปชันเพื่อ ‘หยุดปัญหาไม่ให้เกิดซ้ำ’ ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ระดับระบบ กติกา หรือโครงสร้างอำนาจและสถาบันของรัฐ เช่น กฎหมาย หน่วยงาน องค์กร ตลอดจนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม
เราลองพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ก่อนจะไปสู่บทสรุป
1. เจ้าหน้าที่เรียกรับเงินใต้โต๊ะเพื่อออกใบอนุญาตก่อสร้างบ้านจึงถูกจับและติดคุก
แต่พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นมายาวนาน และใครๆ ก็รู้ว่าเมื่อมีคนใหม่ย้ายมาแทนก็มักจะรีดไถชาวบ้านต่อไป เพราะรู้กันดีว่าตำแหน่งนี้ ‘หากิน’ กันอย่างไร และต้องส่งส่วยให้นายมากน้อยเพียงใด
แน่นอนคนโกงต้องถูกลงโทษ แต่เพียงเท่านี้ยังหยุดปัญหาไม่ได้ เพราะระบบและสภาพแวดล้อมยังเหมือนเดิม คนเก่าไป คนใหม่มา ชาวบ้านก็ยังเดือดร้อนต่อไป
การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงต้องมุ่งไปที่การสร้างรัฐที่มีประสิทธิภาพสูง และลดแรงจูงใจในการคอร์รัปชัน แก้กฎระเบียบให้ทันสมัย สิ่งใดไม่จำเป็นก็ยกเลิก ขั้นตอนการให้บริการประชาชนหรือการใช้อำนาจรัฐต้องถูกทบทวนและออกแบบใหม่ ลดความซ้ำซ้อน ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้เทคโนโลยีช่วยลดภาระเจ้าหน้าที่ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้ประชาชนติดตามเรื่องได้ง่าย ตรวจสอบย้อนหลังได้ และร้องเรียนได้อย่างชัดเจนเป็นธรรม
2. การโกงค่าธรรมเนียมเข้าหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี
เป็นการทุจริตที่ทำได้ง่ายมาก เช่น นักท่องเที่ยวมา 30 คน แต่ลงบัญชีเพียง 10 คน นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องจ่าย 400 บาท ก็อาจถูกบันทึกว่าเป็นคนไทยและเก็บเพียง 100 บาท
ในปี 2566 สถานที่แห่งนี้มีรายได้เพียง 276 ล้านบาท แต่เมื่อ ป.ป.ช. ตรวจพบความผิดปกติ และเปลี่ยนมาใช้ระบบ e-Ticket ให้ผู้มาเที่ยวจองคิว ชำระเงินออนไลน์ และสแกนใบหน้า ทำให้ปี 2567 จัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 629 ล้านบาท และเป็น 648 ล้านบาทในปี 2568
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ยังพบกลโกงแบบเดิมอยู่ เจ้าหน้าที่อาจเก็บเงินสดโดยไม่ผ่าน e-Ticket หรือบางครั้งทำให้ระบบล่มโดยเจตนา ในอนาคตหากรัฐเพิ่มกล้องวงจรปิดและ AI เพื่อนับจำนวนคนและสแกนใบหน้าตั้งแต่ท่าเรือชายฝั่งไปจนถึงบนเกาะ ก็น่าจะช่วยลดปัญหาได้อีกระดับ แม้คนโกงจะยังพยายามหาช่องทางหลบเลี่ยงต่อไป
หลายคนคงจำข่าวใหญ่เมื่อสองปีก่อนได้ กรณีอดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ถูกจับคาห้องทำงาน เพราะรับส่วยและสินบนจากการซื้อขายตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในกรมฯ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเงินส่วยส่วนหนึ่งก็มาจากรายได้ค่าเข้าอุทยานที่รั่วไหลจากการทุจริตเหล่านี้เอง
ยังมีคนบอกว่าเจ้าหน้าที่เก็บเงินของอุทยานทำงานสำคัญ แต่มีเงินเดือนเพียง 8,000-9,000 บาท ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ประเด็นนี้ก็น่าคิดต่อ เพราะหากรัฐทำให้พวกเขามีรายได้เหมาะสมขึ้น เราก็อาจคัดเลือกคนที่มีคุณภาพได้ดีขึ้น โอกาสทุจริตก็อาจลดลง และเมื่อใช้เทคโนโลยีมาช่วยงานก็อาจลดจำนวนคนลง แล้วนำงบประมาณส่วนนี้ไปเพิ่มให้คนที่ทำงานจริง
สรุปคือ การพัฒนาระบบ การใช้เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพคนไปพร้อมกัน นั่นคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
3. งานวันเกิดปลัดกระทรวง
ที่มีข้าราชการนับร้อยแห่ไปร่วมฉลอง ใช้รถหลวงขนคนและสัมภาระ ขณะที่คนจากต่างจังหวัดก็ทิ้งงานมาร่วมด้วย คือคำตอบส่วนหนึ่งว่าเหตุใดประเทศไทยจึงยังเอาชนะคอร์รัปชันไม่ได้ เพราะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน และหลายคนกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ
นี่คือภาพของระบบอุปถัมภ์ การวิ่งเต้นเส้นสาย การที่ผู้น้อยต้องเอาใจนาย และผู้มีอำนาจใช้โอกาสนี้แสดงบารมี พร้อมกับก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและการเบียดบังใช้ทรัพยากรของรัฐ
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ผู้ใหญ่และผู้น้อยต่างรู้แก่ใจว่ามีความไม่ถูกต้องอยู่ แต่กลับไม่รู้สึกละอายและไม่ห้ามปรามกัน แม้เรื่องจะเป็นข่าวจนสังคมรับรู้ความผิดปกติ ก็ยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบสวนอย่างจริงจัง
การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอาจเริ่มจาก
3.1 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดชอบต่อความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชา และต้องประกาศมาตรการป้องกันการละเมิดจริยธรรม การทุจริต และการประพฤติมิชอบที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการทำงานของหน่วยงานตนเอง ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากแนวทางของ ก.พ. และหน่วยงานภายนอกอื่น
3.2 ใช้มาตรการทางวินัยและทางปกครองทันทีเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย โดยไม่ต้องรอกระบวนการทางอาญา หรือถ่วงเวลารอผลการสอบสวนของ ป.ป.ช. หรือ สตง.
การแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรต้องมีกติกาที่ชัดเจน มีกระบวนการเปิดเผย และยึดผลงาน ความสามารถ และความเหมาะสมเป็นเกณฑ์หลัก พร้อมกันนั้นต้องมีกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพื่อกำหนดให้ชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้
4. สำนักงานประกันสังคมควักเงิน 7 พันล้านบาท ซื้อตึกที่มีราคาเพียง 3.5 พันล้านบาท
ผ่านมาถึงวันนี้ ดูเหมือนว่าทั้งนักการเมืองและข้าราชการไม่มีใครผิด ขณะที่ผู้ขายตึกก็ไม่ผิดเช่นกัน ทุกฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นไปตามระเบียบ หรือ ‘ถูกกฎหมาย’ แต่สังคมจำนวนมากมองว่านี่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law เพราะเป็นการใช้เงินของประชาชนอย่างไม่สมเหตุสมผลและก่อความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศ
ไม่ต่างจากกรณีอาคารราชการจำนวนมากทั่วประเทศที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง สร้างไม่เสร็จ คิดเป็นมูลค่ารวมกันนับแสนล้านบาท อันเป็นผลจากคอร์รัปชัน ความไร้ประสิทธิภาพ หรือความมักง่ายของผู้มีอำนาจ จึงยิ่งสะท้อนว่าการป้องกันปัญหาเช่นนี้ทำได้ยากหากไม่เปลี่ยนที่โครงสร้าง
การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างคือ
4.1 ทำให้ทุกการลงทุนของรัฐต้องเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ ตั้งแต่การเสนอโครงการ การศึกษาความคุ้มค่าและความเหมาะสมในการลงทุน การจัดทำงบประมาณ ไปจนถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
4.2 ยกระดับระบบตรวจสอบภายในของทุกหน่วยงาน ขณะเดียวกันองค์กรตรวจสอบอิสระ เช่น สตง., ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ต้องมีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่
4.3 จริงจังกับการตรวจสอบทรัพย์สินและความร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงิน
4.4 มีมาตรการชัดเจน เพื่อป้องกันมิให้นักการเมืองแทรกแซงการบริหารราชการ และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ รวมถึงองค์กรอิสระ
บทสรุป
อันที่จริงแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยกตัวอย่างมานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สังคมไทยได้ยินกันมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาการปฏิบัติมักเป็นเพียงพิธีกรรมมากกว่าจะเป็นความตั้งใจจริง หลายมาตรการไม่เคยถูกใช้หรือไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างจริงจัง เพราะผู้บริหารประเทศและเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากตกอยู่ในภาวะ ‘ไม่กล้า ไม่ทำ ไม่สนใจ’ บ้านเมืองจึงยังจมอยู่กับปัญหาคอร์รัปชันเช่นทุกวันนี้
กล่าวโดยสรุป เมื่อระบบราชการด้อยประสิทธิภาพ คอร์รัปชันก็เกิดขึ้นได้ง่าย และเมื่อเครือข่ายของคนโกงฝังตัวอยู่ในระบบราชการ การไล่จับคนผิดเป็นรายกรณีจึงไม่มีวันหยุดปัญหาได้ หากไม่กล้าปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง
เรื่อง: ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)


