ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงภารกิจด้านการพัฒนาระบบราชการและบุคลากรภาครัฐ ตามที่ได้รับมอบหมายจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่า ขณะนี้ได้ตั้งเป้าหมายหลักคิอการสร้างภาครัฐที่กระชับ ทันสมัย ทำงานคล่องตัวและใช้ทรัพยากรคุ้มค่ายิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อประชาชนได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ ได้มอบโจทย์ให้กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไปแล้ว
ปกรณ์ระบุด้วยว่า เวลานี้ระบบราชการไทยยังวางอยู่บนแนวคิดการควบคุมเป็นหลัก ยังมีหลายเรื่องต้องอนุมัติ อนุญาต ตรวจสอบทุกขั้นตอน เป็นเหตุให้ต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในการดูแลงานประจำ งานเอกสาร และมีกระบวนการที่ซ้ำกันในหลายหน่วยง่าน ซึ่งกลายเป็นต้นทุนของรัฐ เป็นภาระของประชาชนและผู้ประกอบการ
“ทิศทางใหม่จึงต้องปรับทั้งระบบ ไม่ใช่เปลี่ยนเฉพาะจำนวนคน แต่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงาน นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาจัดการงานประจำ งานตรวจเอกสาร งานเชื่อมโยงข้อมูง และงานควบคุมบางส่วนที่ระบบสามารถทำได้เร็วกว่า แม่นกว่า และตรวจสอบย้อนหลังได้ชัดเจนกว่า”
ปกรณ์กล่าวว่า เมื่อระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยงานพื้นฐาน ข้าราชการจะมีเวลามากขึ้นสำหรับงานที่ต้องใช้ดุลยพินิจเชิงนโยบาย งานวิเคราะห์ปัญหา งานบริการประชาชนเชิงรุก และงานยุทธศาสตร์ที่สร้างมูลค่าให้ประเทศ ไม่ใช่เสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานซ้ำหรือไล่เอกสาร
อย่างไรก็ตาม การทำให้ภาครัฐกระชับไม่ได้หมายถึงการลดบทบาทของข้าราชการ แต่คือการยกระดับบทบาทให้เหมาะกับยุคใหม่ ข้าราชการที่อยู่ในระบบต้องได้รับการพัฒนาทักษะ ทั้งการใช้เทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล การทำงานข้ามหน่วยงาน และการออกแบบบริการที่ประชาชนใช้งานได้จริง
ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับขวัญกำลังใจของบุคลากรภาครัฐ เมื่อระบบทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นและภาระงานซ้ำซ้อนลดลง ข้าราชการควรได้รับการดูแลด้านสวัสดิการและค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภารกิจและสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อดึงดูดและรักษาคนมีความสามารถไว้ในระบบราชการ
“ข้าราชการรุ่นใหม่จะเป็นกำลังสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน เพราะเติบโตมากับเทคโนโลยี เข้าใจข้อจำกัดของระบบเดิม และสามารถช่วยออกแบบบริการภาครัฐที่ตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น” ปกรณ์กล่าว


