ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแนวทางการอยู่ร่วมกันในยุคที่ต่างฝ่ายต่างชะงักงัน ในงาน Eminent Speaker Series ซึ่งจัดโดย Singapore Press Club เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นไปที่ ‘การรักษาสมดุล’ ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก และมุ่งเน้น ‘การสร้างเสถียรภาพ’ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ประเด็นสำคัญ
สรุปประเด็นสำคัญจากวิสัยทัศน์ของผู้นำสิงคโปร์
พลวัตของมหาอำนาจ: จาก ‘ทำลายล้าง’ สู่ ‘หยุดชะงัก’ ร่วมกัน
หว่องเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปัจจุบันว่าคล้ายกับยุคสงครามเย็น แต่ปรับเปลี่ยนจากแนวคิด ‘การทำลายล้างร่วมกัน’ (Mutually Assured Destruction) มาเป็น ‘การหยุดชะงักร่วมกัน’ (Mutually Assured Disruption) เนื่องจากเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศผูกพันกันลึกซึ้งเกินกว่าจะแยกจากกันเด็ดขาด จึงมองว่า เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันนี้คือ หนึ่งใน ‘ปัจจัยสร้างเสถียรภาพ’
ในสถานการณ์นี้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำหนดมาตรการกีดกันหรือคว่ำบาตร ก็จะกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากอีกฝ่าย ซึ่งในท้ายที่สุด ‘ทั้งสองฝ่าย’ จะเป็นผู้เสียผลประโยชน์และเสียหายหนักด้วยกันทั้งคู่
ผู้นำสิงคโปร์หวังว่า สภาวะนี้จะเป็นสิ่งเตือนใจให้ทั้งสองมหาอำนาจพยายามควบคุมดูแลความขัดแย้ง และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่ให้ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสงครามใหญ่
‘มุมมองเชิงบวก’ ต่อบทบาทของสหรัฐฯ และจีน
หว่องปฏิเสธแนวคิดที่ว่าสหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงขาลงหรือจะถอนตัวออกจากภูมิภาค โดยมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีนวัตกรรม มีความยืดหยุ่นสูง และจะยังคงเป็นมหาอำนาจหลักที่มีผลประโยชน์ในเอเชียต่อไป
ขณะเดียวกันเขาก็เน้นย้ำว่า จีนเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ‘อาเซียน’ ผ่านเครือข่ายการค้าและการลงทุนที่กว้างขวาง
ผู้นำสิงคโปร์ยังไม่เห็นด้วยกับการแบ่งโลกเป็นขั้วอำนาจ โดยระบุว่า “เราไม่ต้องการเห็นโลกถูกแบ่งออกเป็นเขตอิทธิพลที่แข่งขันกัน เช่น ในเอเชีย ซีกโลกตะวันตก และยุโรป ซึ่งหว่องมองว่า การจัดระเบียบและโครงสร้างแบบนั้นจะไม่มีเสถียรภาพ มักจะนำไปสู่การแข่งขันและการแย่งชิงที่มากขึ้น และในท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง นั่นไม่ใช่รูปแบบที่เราต้องการ
นโยบายต่างประเทศสิงคโปร์แบบ ‘เป็นมิตรกับทุกฝ่าย’
สิงคโปร์ต้องการดึงทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาค โดยหว่องกล่าวว่า “แนวทางของเรานั้นค่อนข้างเรียบง่าย นั่นคือ เราต้องการเป็นเพื่อนกับทุกคน” หว่องยังกล่าวเสริมว่า “แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่พวกเขาทำ เราไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ควรหยุดยั้งเราจากการเปิดช่องทางการสื่อสารและรักษาความเป็นมิตรต่อไป”
หว่องกล่าวทิ้งท้ายว่า “เรามีจุดยืน เราชี้แจงผลประโยชน์ของชาติเรา แต่เราจะยังคงเป็นเพื่อนกับประเทศต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การมีเพื่อนมากย่อมดีกว่ามีเพื่อนน้อย ใช่ไหมล่ะ?”
อ้างอิง:


