คต. จับตาทิศทางเศรษฐกิจเมียนมา หลังรัฐบาลเมียนมาแถลงผลการดำเนินงาน 100 วัน ชี้เมียนมาเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคการผลิต ฟื้นบทบาทผู้ส่งออกสินค้าเกษตร พร้อมเดินหน้าพลังงานและสร้างเสถียรภาพในประเทศ
หลังจากที่ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมาในรอบ 100 วันต่อที่ประชุมรัฐสภาสหภาพ สมัยสามัญ ครั้งที่ 2
โดยมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 539 คน ซึ่งมีสาระสำคัญด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นทิศทางนโยบายที่กรมการค้าต่างประเทศเห็นว่า ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างไทย- เมียนมาในระยะต่อไป
อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ โดยมุ่งยกระดับภาคการผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบภายในประเทศ และเพิ่มรายได้จากการส่งออก ดังนี้
- ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบภายในประเทศ ทั้งข้าวและข้าวหอมพันธุ์ปอว์ซานรวมทั้งสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา และสินค้าประมง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างรายได้จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร
- ด้านพลังงาน ส่งเสริมการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ
- ด้านการเงิน ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ
- ด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาเส้นทางการค้าชายแดนและเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมียนมายังคงมุ่งใช้ภาคการผลิตเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การเพิ่มศักยภาพการส่งออก และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนโยบายด้านการค้าแล้ว รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพภายในประเทศ
โดยเดินหน้าเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ (EAOs) และย้ำถึงหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมทั้งการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศสมาชิกอาเซียน
ซึ่งหากมีความคืบหน้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้สถานการณ์บริเวณชายแดนมีเสถียรภาพมากขึ้น เอื้อต่อการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงการค้าชายแดน การขนส่งสินค้าระหว่างไทย – เมียนมา และการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว และหากเมียนมามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น
ฝ่ายไทยก็จะมีโอกาสในการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้ากับเมียนมาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า (Import License) ที่เป็นข้อจำกัดทางการค้าระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2568
ทั้งนี้ ปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 21 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 244,051.23 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 146,747.31 ล้านบาท และนำเข้า 97,303.92 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการค้าชายแดน 193,663 ล้านบาท (-7.4%) มีสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ และสัตวน้ำ มีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดีเซล และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร
“กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการด้านการค้าของรัฐบาลเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยและใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้”
โดยจะเป็นโอกาสในการพูดคุยแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวให้เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ภาพ: La Terase / Shutterstock

