วันนี้ (20 กรกฎาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สาธารณรัฐประชาชนจีนแสดงความพร้อมอำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า ปัจจุบันช่องทางการพูดคุยระหว่างไทยกับกัมพูชายังมีไม่มากนัก แม้ไทยจะเคยเสนอภายหลังการพบหารือของผู้นำทั้งสองประเทศที่เมืองเซบู ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ให้ใช้การเจรจาทวิภาคีในทุกประเด็นเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
แต่แทนที่ฝ่ายกัมพูชาจะพูดคุยกับเราเรื่องเขตแดนทางทะเล กลับเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ทั้งที่ควรมีการเจรจาระหว่างสองฝ่ายก่อน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ จึงค่อยใช้กลไกอื่น ๆ ซึ่งภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ยังมีกลไกอื่น ๆ อีกหลายรูปแบบ เช่น การประนอมภาคสมัครใจ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้การประนอมภาคบังคับก็ได้
“ในเมื่อเขายังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับเราตามที่พูดคุยกันที่เซบู การจะพูดคุยเรื่องชายแดน เขตแดนทางบก ก็ลำบาก ก็คงต้องดูกันต่อไป ในเมื่อเราคุยกันว่าจะพูดในระดับทวิภาคี สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่วนจีน ถ้าจำเป็นเมื่อไหร่เราก็ขอบคุณในความปรารถนาดีของฝ่ายจีน อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ทั้งสองประเทศต้องพูดคุยกันโดยตรง”
สีหศักดิ์ กล่าวว่า “ขณะนี้ก็ปิดประตูโอกาสในการที่จะคุยกันด้านเขตแดนทางบก ชายแดนมันก็คงลำบากเหมือนกัน สิ่งที่ดีที่สุดก็คือฝ่ายจีน หนึ่ง เขามีความหวังดี สอง เขาพยายามสนับสนุนฝ่ายกัมพูชาให้ทำตามที่คุยกันไว้ที่เซบู และเขาตระหนักในความสำคัญของการวางตัวไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
สีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตามที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้พูดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คือเราชื่นชมบทบาทของจีนในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา และมั่นใจว่าจีนจะวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด แต่ประเด็นที่เราเป็นห่วงคือ การนำเสนอข่าวของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับการส่งมอบรถถังจากจีน ซึ่งในจังหวะนี้ความสัมพันธ์มีความละเอียดอ่อนและเปราะบาง การหยุดยิงก็ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง การส่งรถถังในช่วงนี้ รวมถึงการนำเสนอข่าวในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชา ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในขณะนี้ เราไม่ได้ต่อว่า แต่พูดตามข้อเท็จจริง พร้อมขอให้จีนสนับสนุนในประเด็นนี้ด้วย
ส่วนกรณีปัญหาธุรกิจจีนสีเทาในประเทศไทย รวมถึงประเด็นการสวมสิทธิ์เด็กทารกชาวจีนเพื่อใช้สัญชาติไทย สีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีคุณภาพ ยั่งยืน และเป็นไปตามกฎหมายไทย โดยยอมรับว่าธุรกิจสีเทาเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนของจีนทั้งหมด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของคนไทย จึงอยากให้ฝ่ายจีนให้ความสำคัญด้วย


