×

‘อนาคตคือเอเชีย’ ที่ไม่มีผู้ชนะเพียงคนเดียว : ถอดรหัส ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ กับสมการนำไทยฝ่าระเบียบโลกใหม่

19.06.2026
  • LOADING...
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum

“เอเชียไม่จำเป็นต้องมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว เอเชียจะชนะก็ต่อเมื่อคนเอเชียชนะไปด้วยกัน”

 

 
 

“Asia does not need a single winner. Asia wins when more Asians win.”

 

ถ้าให้ยก 1 ประโยคจากเวที Nikkei Forum ที่สะท้อนภาพการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และความจำเป็นเร่งด่วนที่ภูมิภาคต้องผนึกกำลังกันเพื่อความอยู่รอด ผมยกให้ประโยคข้างต้นนี้ เพราะมันสามารถถอดรหัสความหมายออกมาได้ 3 มิติ ทั้งการปฏิเสธแนวคิด Zero-Sum Game ที่ว่า ‘หากมีผู้ชนะ อีกฝ่ายต้องแพ้’ การก้าวข้ามขั้วอำนาจเดี่ยวไปยึดถือระบบอำนาจหลายขั้วและภูมิภาคนิยม ตลอดจนการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในยุคที่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจกลายเป็นตัวประกันของมหาอำนาจ

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum 1

 

ปลายสัปดาห์ที่แล้วมีการประชุมเสวนาวงหนึ่งที่กรุงโตเกียว เรียกว่า Nikkei Forum Future of Asia ที่ผู้นำจากหลายประเทศในอาเซียนเดินทางไปร่วม เวทีนี้หลักๆ คือการแชร์วิสัยทัศน์และถกอนาคต-ทิศทางของเอเชีย ซึ่งปีนี้จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอันอึมครึมจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาค ซึ่งเป็นโจทย์ความอยู่รอดที่ท้าทายเอเชียมากกว่าเดิม

 

หนึ่งในผู้นำที่ไปคือ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เขาใช้เวทีนี้วิพากษ์วิจารณ์ประเทศมหาอำนาจที่นำความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของโลกมาใช้เป็นอาวุธ (Weaponizing) จนสร้างความเปราะบางแก่ประเทศขนาดกลาง ซึ่งเป็นการเซ็ตโทนเวที Nikkei Forum ตลอดสองวัน (10-11 มิถุนายน) พร้อมกับโจทย์ชวนคิดว่า เอเชียจะรับมืออย่างไรบนกระดานการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูงนี้

 

ผมเป็นตัวแทนสื่อไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับโอกาสให้ไปร่วมสังเกตการณ์ในงานนี้ และได้สัมภาษณ์พิเศษ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ได้รับเชิญให้ไปกล่าวปาฐกถาที่ Nikkei Forum ภายใต้หัวข้อ ‘Working Together for a More Resilient and Prosperous Asia’ ซึ่งมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ แฝงความหมายระหว่างบรรทัด และชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับเอเชียใหม่ โดยประโยคที่ผมจั่วหัวในตอนต้นของบทความนี้ก็เป็นคำกล่าวของคุณสีหศักดิ์นั่นเอง

 

โลกเปลี่ยน อนาคตเคลื่อนมาสู่เอเชีย

 

“เอเชียจะทำอย่างไรกับอิทธิพลที่กำลังเพิ่มขึ้นนี้”

 

ช่วงหนึ่งของปาฐกถาบนเวที Nikkei Forum รองนายกฯ ตั้งคำถามนี้ โดยชวนผู้ฟังที่นั่งฟังในฮอลล์ใหญ่ของโรงแรมอิมพีเรียล ใจกลางกรุงโตเกียว เปลี่ยนกรอบความคิดหรือกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ที่มีต่อเอเชียใหม่ ให้มองว่าเอเชียทุกวันนี้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลก เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งยวด ไม่ใช่แค่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มุ่งแต่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตไล่ตามซีกโลกตะวันตกให้ทันอีกต่อไป

 

ตามข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) เอเชียแปซิฟิกมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของโลก แต่รองนายกฯ ยังชี้ให้เห็นว่า นอกจากตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกแล้ว เอเชียยังเป็นบ้านของระบบนิเวศการผลิตที่สำคัญ เป็นตลาดดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุด และเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่มีพลวัตสูง

 

คำถามในวันนี้จึงควรโฟกัสไปที่การดึงศักยภาพร่วมกันและผนึกกำลังกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้มากขึ้น รวมถึงปลดล็อคประตูแห่งโอกาสใหม่ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า เพราะเวลานี้รองนายกฯ มองว่าเอเชียยังไม่บรรลุศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum 2

 

คุณสีหศักดิ์พูดบนเวทีว่า การจะปลดล็อคศักยภาพของเอเชียให้ได้นั้น จำเป็นต้องรวมตัวกันทางเศรษฐกิจระหว่างเอเชียด้วยกันเองให้มากขึ้น ท่ามกลางภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ที่เป็นความท้าทายและซับซ้อนมากกว่าที่แต่ละประเทศจะรับมือกันเองได้โดยลำพัง โจทย์เหล่านี้ก็เช่น ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยคุกคามทางไซเบอร์

 

“ด้วยเหตุนี้การบูรณาการของเอเชียในระยะต่อไปจะต้องก้าวข้ามเพียงแค่การเชื่อมโยงตลาด แต่จะต้องเชื่อมโยงศักยภาพเข้าด้วยกันด้วย” รองนายกฯ กล่าวบนเวที Nikkei Forum โดยสิ่งเหล่านี้จะรองรับด้วยนโยบายของแต่ละประเทศที่สอดคล้องกันในการรับมือปัญหาท้าทายใหม่ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างระบบเครือข่ายพลังงาน ดิจิทัล แพลตฟอร์มทางการเงิน และตลาดแรงงานทักษะสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ

 

อีกคีย์เวิร์ดหนึ่งที่คุณสีหศักดิ์เน้นบนเวทีนี้ก็คือ คำว่า ‘Co-creation’ นอกจากเชื่อมโยงศักยภาพแล้ว รองนายกฯ ชี้ว่า เอเชียต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันกันเอง ไปสู่การร่วมกันสร้างสรรค์ ซึ่งจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศในเอเชียจะช่วยเสริมพลังซึ่งกันและกัน เช่น ญี่ปุ่นมีการผลิตขั้นสูงและนวัตกรรม เกาหลีใต้มีความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล จีนมีภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไต้หวันมีความเชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์ อินเดียมีจุดเด่นด้านซอฟต์แวร์และการบริการ ตลอดจนอาเซียนมีประชากรคนรุ่นใหม่ มีตลาดที่กำลังขยายตัว และมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum 3

 

คุณสีหศักดิ์ กล่าวกับผมในระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษว่า “เราต้องดึงศักยภาพเหล่านั้นมาร่วมกันสร้างสรรค์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่สำคัญคือต้องสร้างความเชื่อมโยงในทุกมิติ เช่น การขนส่ง ดิจิทัล และภาคประชาชน สร้างความรู้สึกความเป็นเอเชียขึ้นมา”

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวล อีกสิ่งที่สำคัญคือ เราต้องรักษาสันติภาพและความมั่นคงให้ได้ เพราะหากไร้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง เราก็จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้

 

‘ไทยกลับมาแล้ว’ และวิสัยทัศน์ขับเคลื่อน ‘ภูมิภาคนิยม’

 

คุณสีหศักดิ์เผยกับผมว่า การไปญี่ปุ่นรอบนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารกับโลกว่าไทยกลับมาแล้ว โดยต้องการให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสื่อมวลชนของญี่ปุ่นเห็นว่าประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนไปทางไหน โดยเฉพาะภาคการเมืองที่ตอนนี้มีเสถียรภาพ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้มีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ จากญี่ปุ่น

 

ในทางการเมืองระหว่างประเทศ เวทีแบบนี้ก็นับว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะจะมีการนำเสนอวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตของเอเชีย โดยรองนายกฯ กล่าวว่า บทบาทไทยไม่ได้จำกัดแค่ในกรอบทวิภาคีเท่านั้น แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าไทยมีวิสัยทัศน์ในประเด็นสำคัญๆ ของโลกด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรวัดว่าไทยกลับสู่เรดาร์โลกแล้วหรือไม่

 

ซึ่งบนเวที Nikkei ปีนี้ รองนายกฯ ได้เสนอแนวทาง 3 ข้อที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภูมิภาคนี้ให้มากขึ้น ตั้งแต่การให้แต่ละประเทศเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง โดยการวางรากฐานภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ตั้งแต่ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ไปจนถึงการพัฒนาทักษะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคง

 

แนวทางข้อต่อมาคือการยกระดับความเชื่อมโยง โดยต้องมองไปไกลกว่าการเชื่อมโยงด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่ต้องรวมไปถึงการเชื่อมโยงระบบ มาตรฐาน ธุรกิจ และผู้คนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ภูมิภาคสามารถทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น

 

รองนายกฯ กล่าวว่า ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ได้วางตำแหน่งไทยเป็นประตูสู่อาเซียนภาคพื้นทวีป แต่ไทยมองไปถึงการเป็นแพลตฟอร์มที่ห่วงโซ่อุปทาน เครือข่ายดิจิทัล ความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุนมาบรรจบกันได้

 

แนวทางข้อสุดท้ายที่คุณสีหศักดิ์กล่าวบนเวที Nikkei Forum คือการส่งเสริมภูมิภาคนิยม ซึ่งในยุคที่มีความแตกแยกนี้ เอเชียต้องการมากกว่าแค่ความร่วมมือเป็นรายประเด็น แต่ควรทำให้เกิดภูมิภาคนิยมที่แข็งแกร่ง สร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน และสิ่งสำคัญคือทำให้เกิดความตระหนักว่าเราพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum 4

 

คำว่า “ภูมิภาคนิยม” นั้นน่าสนใจ เพราะเอเชียมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม และยังมีปมขัดแย้งที่ฝังรากลึกในทางประวัติศาสตร์ระหว่างหลายประเทศ การทำให้เกิดความรู้สึกร่วมในความเป็นเอเชียนั้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย

 

ผมได้ถามเรื่องบทบาทของไทยในการส่งเสริมภูมิภาคนิยม คุณสีหศักดิ์ตอบว่า ไทยขับเคลื่อนเรื่องนี้ผ่านกรอบของอาเซียนอยู่แล้ว ซึ่งในการประชุมผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาก็มีการคุยถึงการยกระดับความร่วมมือในภูมิภาค โดยเฉพาะในเรื่องการรวมตัวทางเศรษฐกิจในอาเซียน รวมถึงหารือว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้อาเซียนมีบทบาทมากขึ้นในการรักษาสันติภาพและแก้ไขข้อขัดแย้งต่างๆ นอกจากนี้เวทีอาเซียนยังมีประเทศมหาอำนาจมาร่วมหารือด้วย ซึ่งการพูดคุยก็ครอบคลุมไปถึงประเด็นความมั่นคง

 

ส่วนในระดับภูมิภาคนั้น มีคำที่เรียกกันว่า ‘อินโด-แปซิฟิก’ ซึ่งมีอินเดีย อีกหนึ่งมหาอำนาจของภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจใหญ่และมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ในนี้ ซึ่งเชื่อมสองมหาสมุทรเข้าด้วยกัน และทำให้การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจมีศักยภาพมากขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีกรอบส่งเสริมความร่วมมือที่มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนที่เรียกว่า Free and Open Indo-Pacific ซึ่งรองนายกฯ บอกว่า กรอบเหล่านี้จะสร้างความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อสร้างความรู้สึกภูมิภาคนิยมขึ้นมา

 

คุณสีหศักดิ์เผยด้วยว่า ในส่วนของอาเซียนที่มีกรอบ ASEAN Outlook on the Indo-Pacific ด้วยนั้น อาจสอดประสานกับกรอบความร่วมมือของญี่ปุ่นได้ เพราะต่างก็เป็นระเบียบภูมิภาคที่ยึดกฏกติกาเหมือนๆ กัน ซึ่งเป็นการชูคุณค่าระบบพหุนิยมในช่วงเวลาที่กฎกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอนโดยบางประเทศที่นิยมดำเนินมาตรการฝ่ายเดียว

 

พหุภาคีคู่ขนานทวิภาคี : ไทย-ญี่ปุ่น-เวียดนาม’ บนสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่

 

พูดถึงการต่างประเทศ ไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับกรอบพหุภาคีเพียงอย่างเดียว แต่กรอบทวิภาคีก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งในห้วงการประชุม Nikkei Forum ครั้งนี้ รองนายกฯ ของไทยยังได้หารือนอกรอบแบบทวิภาคีกับญี่ปุ่นและเวียดนามด้วย ซึ่งทั้งสองชาติต่างก็อยู่ในสถานะ ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership) กับไทย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในความสัมพันธ์ทางการทูตที่จะมีต่อกันได้ โดยทั้งสองวง ผมมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศในช่วงต้น

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum 5

 

คุณสีหศักดิ์เผยว่า การเจอกับ เล เตี๊ยน เจิว รองนายกรัฐมนตรีเวียดนามรอบนี้ มีคุยกันเรื่องประธานาธิบดีโต เลิม ที่เพิ่งเยือนไทย และอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ไปร่วม Asean Future Forum ที่เวียดนามด้วย สองเหตุการณ์นี้บ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกำลังเดินหน้าไปด้วยดี

 

ที่ผ่านมาหลายๆ คน อาจมองว่าไทยและเวียดนามเป็นคู่แข่งกัน ซึ่งอาจปิดโอกาสบางอย่าง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสามารถร่วมมือกันได้ในหลายๆ ด้าน โดยรองนายกฯ ระบุว่า เวียดนามสนใจเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ

 

นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ สองฝ่ายยังหวังที่จะยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นไปอีก โดยในด้านการค้าและการลงทุนนั้น ไทยยังหนุนให้ภาคเอกชนเข้าไปลงทุนในเวียดนามเพิ่มเติม รวมถึงร่วมกันพัฒนาความร่วมมือในสาขาต่างๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านสีเขียว เซมิคอนดักเตอร์ การวางแผนพัฒนาเมือง การแลกเปลี่ยนข่าวสาร การกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชน เพื่อรักษาโมเมนตัมที่ดีระหว่างกัน

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum 6

 

ในส่วนที่ได้หารือทวิภาคีกับญี่ปุ่นนั้น รองนายกฯ ได้พบกับ โทชิมิทสึ โมเทกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ที่กระทรวงการต่างประเทศในกรุงโตเกียว ซึ่งโมเทกิเป็นฝ่ายเชิญเมื่อทราบว่าคุณสีหศักดิ์เดินทางไปร่วมประชุม Nikkei Forum

 

รองนายกฯ เผยว่า มีการพูดคุยกันนานเกือบ 1 ชั่วโมง โดยในช่วงต้นของการประชุม โมเทกิได้แสดงความเสียใจต่อข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ด้วย

 

จากนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนเรื่องสถานการณ์ในภูมิภาค และคุยกันถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งปีหน้าจะมีวาระเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 140 ปี โดยสองฝ่ายเห็นพ้องว่าอาจมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับราชวงศ์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน

 

นอกจากนี้ทั้งไทยและญี่ปุ่นต่างเห็นว่าควรยกระดับความร่วมมือ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ทั้งในสาขาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต, วิทยาศาสตร์และการวิจัย, เทคโนโลยีชีวภาพ, พลังงานสะอาด, การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonization), อุตสาหกรรมอาหาร, เศรษฐกิจดิจิทัล, AI, ยานยนต์ และหุ่นยนต์ (Robotics)

 

คุณสีหศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาการลงทุนของญี่ปุ่นช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก ไทยจึงกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ แต่ปัจจุบันเราต้องไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum 7

 

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นก็มีความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมามีบริษัทเอกชนหลายรายได้รับผลกระทบจากการไปลงทุนในซัพพลายเชนในกัมพูชาตามนโยบาย Thailand Plus One ก่อนหน้านี้ ซึ่งรองนายกฯ ชี้แจงไปว่า ฝ่ายไทยอยากมองไปข้างหน้า หลังนายกฯ อนุทินและฮุน มาเน็ตได้พบกันใน Asean Summit ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว พร้อมย้ำว่าไทยและกัมพูชาต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ สถานการณ์ยังทำให้เดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะฝ่ายกัมพูชายังคงใช้เวทีระหว่างประเทศ เพื่อนำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียว และกดดันไทยในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

 

ญี่ปุ่นยังสนใจบทบาทไทยในเรื่องเมียนมาด้วย ซึ่งรองนายกฯ ก็เล่าให้เห็นว่าไทยขับเคลื่อนอะไรบ้าง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในเมียนมา หนึ่งในแนวทางคือ การกลับไปมีปฏิสัมพันธ์ทั้งกับฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเมียนมา ซึ่งคุณสีหศักดิ์ย้ำว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามฉันทมติ 5 ข้ออย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอ ไทยต้องมีบทบาทนำในอาเซียนในเรื่องนี้ เพราะไทยมีพรมแดนติดกับเมียนมา และได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งโดยตรง

 

ท่าทีของรัฐบาลไทยคือต้องหาทางช่วยให้เกิดสันติภาพและความปรองดอง ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์ ต้องไม่ใช่ปฏิสัมพันธ์ฝ่ายเดียว แต่ฝ่ายเมียนมาต้องตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียนและประชาคมโลกด้วย โดยไทยต้องการดึงเมียนมากลับสู่อาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะทั้งญี่ปุ่นและอาเซียนต่างก็ไม่อยากให้เมียนมาถูกโดดเดี่ยว เพราะถ้าถูกโดดเดี่ยวก็จะกลายช่องว่างให้เกิดการแข่งขันของมหาอำนาจ

 

ไทยยังใช้โอกาสนี้บอกญี่ปุ่นว่าควรจะมีบทบาทมากขึ้นต่อปัญหาในเมียนมา โดยจะเป็นบทบาทของญี่ปุ่นเอง หรือบทบาทที่ร่วมมือกับไทยก็ได้ เพราะญี่ปุ่นก็มีผลประโยชน์ที่สำคัญทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจในเมียนมา

 

ไทยในระเบียบโลกใหม่ และทิศทางการทูตเศรษฐกิจ

 

อีกเวทีปาฐกถาที่รองนายกฯ ได้มีโอกาสขึ้นกล่าวคือที่สถาบัน National Graduate Institute for Policy Studies หรือ GRIPS ในกรุงโตเกียว ซึ่งเป็นสถาบันที่เน้นด้านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องการต่างประเทศ

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum 8

 

หัวข้อที่รองนายกฯ กล่าวคือ ‘Navigating Thailand in the Era of Transformation of Regional Order’ ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า ‘การขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านระเบียบภูมิภาค’ มีนักศึกษาที่สนใจมานั่งฟังเป็นจำนวนมาก และพอจบเซสชันก็มีนักศึกษาจากหลายชาติร่วมถามคำถาม ทั้งนักศึกษาจากสหรัฐฯ, เช็กเกีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น

 

คุณสีหศักดิ์เผยว่า จุดประสงค์หลักๆ ที่มาพูดบนเวทีนี้คืออยากจะคุยกับคนรุ่นใหม่ พวกเขาจะได้เห็นว่า ไทยมีแนวทางและแนวคิดอย่างไรต่อสถานการณ์โลกที่เป็นอยู่ มีการพูดถึงระเบียบโลกใหม่ โลกที่กำลังผันแปร ดุลอำนาจเคลื่อนย้ายมาเอเชีย การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจที่ทวีความดุเดือดขึ้น ในขณะที่กฎกติการะหว่างประเทศถูกบั่นทอน ตลอดจนการก้าวขึ้นมาของเทคโนโลยีในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญของอำนาจของประเทศ

 

รองนายกฯ ย้ำจุดยืนไทยว่า สิ่งสำคัญคือการพยายามผนึกกำลังกับประเทศที่เห็นตรงกันเพื่อรักษาระเบียบโลก ท่ามกลางความผันผวนต่างๆ

 

นอกจากนี้รองนายกฯ ยังชี้ให้เห็นประเด็นความท้าทายอื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ของโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โรคระบาด ปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่แต่ละประเทศต้องร่วมมือกันรับมือ

 

การรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจก็เป็นอีกหนึ่งในนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งการรักษาสมดุลนี้ ไม่ใช่การอยู่ตรงกลางแบบไม่มีจุดยืนเลย รองนายกฯ ย้ำว่า ไทยต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจทุกประเทศ เพราะไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือจีนต่างก็มีความสำคัญต่อไทยทั้งในด้านยุทธศาสตร์ ความมั่นคง และเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดำเนินความสัมพันธ์จะต้องยึดถือผลประโยชน์ของไทยและหลักการระหว่างประเทศเป็นที่ตั้ง

 

การที่ไทยผนึกกำลังกับอาเซียนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะอาเซียนคืออำนาจต่อรองของเรา ที่ผ่านมาอาเซียนมีบทบาทเป็นเสาหลักของการสร้างสันติภาพในภูมิภาค พร้อมย้ำว่าทุกประเทศก็ไม่อยากเลือกข้าง

 

นโยบายนี้สอดคล้องกับแนวคิดภูมิภาคนิยมที่จะทำให้ไทยมีทางเลือกมากขึ้นด้วย โดยรองนายกฯ มองว่าญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย หรือเกาหลีใต้ ควรเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาค เพื่อให้เรามีทางเลือกมากขึ้น เพราะไทยไม่จำกัดตัวเองกับการเลือกระหว่างสองฝ่าย แต่อยากที่จะรักษาสิ่งที่เรียกว่า ‘Strategic Autonomy’ หรือความมีอิสระทางยุทธศาสตร์ในการกำหนดนโยบายการต่างประเทศตามผลประโยชน์ของไทย

 

นอกจากประเด็นการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจแล้ว ไทยยังมีปัญหาเฉพาะหน้าตามชายแดนที่กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก นั่นคือ ปัญหาความสัมพันธ์กับกัมพูชา และความขัดแย้งในเมียนมา

 

ในประเด็นกัมพูชานั้น รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สองประเทศจะเดินไปสู่หน้าใหม่ของความสัมพันธ์ ตราบใดที่กัมพูชายังคงเดินเกมสองหน้าอย่างที่เป็นอยู่ เพราะไทยไม่ทราบเจตนาว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการไปทางไหน เนื่องจากด้านหนึ่งก็ดูเหมือนอยากเดินหน้า แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังคงใช้วิธีการเดิมๆ ในเวทีระหว่างประเทศเพื่อสร้างความได้เปรียบของตนเอง

 

คุณสีหศักดิ์ย้ำว่า ไทยยังต้องยืนยันท่าทีของเรา โดยให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และรับฟังเสียงของประชาชน โดยจะคุยก็ต่อเมื่อกัมพูชาพร้อมจริงๆ ซึ่งเมื่อเขาพร้อม เราก็ค่อยๆ เดินหน้าปรับความสัมพันธ์สู่ระดับปกติ

 

ล่าสุดในช่วงสัปดาห์นี้ ไทยมีการตั้งผู้ประนอมฝ่ายไทยเพื่อเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อกำหนดแบ่งเขตทางทะเลให้ชัด หลังจากที่มีการยกเลิกกรอบเจรจาภายใต้ MOU44 ไป เนื่องจากไม่คืบหน้า โดยคาดว่าหลังจากนี้จะใช้เวลาราว 1 ปีก่อนที่คณะกรรมการประนอมที่ประกอบด้วยตัวแทนสองฝ่ายจะออกรายงานข้อเสนอแนะ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า รายงานฉบับนี้ไม่ใช่ข้อบังคับหรือคำตัดสินที่ไทยต้องปฏิบัติตาม แต่อาจเป็นแนวทางในการเจรจากันต่อเพื่อหาข้อยุติ

 

ปัญหาความขัดแย้งในเมียนมาก็เป็นอีกเรื่องเฉพาะหน้าที่ไทยให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของไทยโดยตรงเนื่องด้วยมีพรมแดนติดกันแล้ว ปัญหาในเมียนมายังเป็นโอกาสที่ไทยจะแสดงบทบาทในประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ

 

การไปญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมสังเกตเห็นสื่อญี่ปุ่นให้ความสนใจและถามเกี่ยวกับนโยบายของไทยต่อเมียนมามากเป็นพิเศษ ซึ่งรองนายกฯ เผยแนวทางว่า ไทยจะกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเวลานี้มีหลายประเทศในอาเซียนเริ่มเห็นตรงกับไทยแล้ว ในขณะที่ชาติมหาอำนาจในภูมิภาคทั้งอินเดียและจีนต่างก็เชิญประธานาธิบดีมินอ่องหล่ายของเมียนมาไปเยือนแล้วเช่นกัน

 

อีกหนึ่งมิติในด้านการต่างประเทศที่ไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือ การขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ซึ่งก็เป็นเหมือนกันทุกประเทศ เพราะการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในหลายพื้นที่เสี่ยงของโลก บีบให้แต่ละประเทศต้องมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง และสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

 

การเข้าร่วมกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นสิ่งที่ไทยให้ความสำคัญ เพราะจะสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจของไทย เพราะจะต้องมีการปรับปรุงกฎกติกาต่างๆ ให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งญี่ปุ่นสนับสนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ตั้งแต่แรก โดยที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจของไทยและญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

 

อีกกรอบคือ CPTPP หรือชื่อเต็มๆ ว่า ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) ที่มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญ โดยสื่อญี่ปุ่นให้ความสนใจว่าไทยต้องการเข้าร่วมกลุ่มนี้มากน้อยแค่ไหน

 

คุณสีหศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับกลุ่ม CPTPP เป็นอย่างมากและมีบทบาทนำมาตลอด หลังจากที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกไป (ในชื่อเดิม TPP) ถือเป็นกรอบที่สำคัญสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการค้าเสรีในภูมิภาค และเป็นกรอบที่มีมาตรฐานสูง เพราะไม่ใช่แค่ดูประเด็นการค้าอย่างเดียว แต่ยังมีประเด็นด้านสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ง่ายที่ไทยจะไปสู่มาตรฐานเหล่านี้

 

ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการและทุกภาคส่วนของไทยยังไม่พร้อม แต่รองนายกฯ ชี้ว่าตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป กรอบนี้มีความสำคัญในการส่งเสริมการค้าเสรีให้เดินหน้าต่อไปในช่วงที่การค้าเสรีในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) เผชิญกับอุปสรรค ดังนั้นข้อตกลง CPTPP จึงมีความสำคัญ และไทยก็ควรจะมีส่วนร่วมในกรอบนี้

 

ส่วนเรื่องมาตรฐานต่างๆ ที่เป็นข้อกังวล คุณสีหศักดิ์มองว่า เรื่องนี้ต้องมีการเจรจาเหมือนกับที่ต้องเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) อยู่แล้ว ไทยต้องมาพิจารณากันจริงจัง มิเช่นนั้นอาจพลาดโอกาส หรือตกขบวนรถไฟได้ ซึ่งในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศนั้นมองว่า กรอบนี้นับวันจะยิ่งสำคัญ ในขณะที่จีนกับสหราชอาณาจักรก็ขอสมัคร นอกจากนี้ชาติอาเซียนหลายประเทศก็อยู่ในนั้น

 

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผมถามรองนายกฯ ว่า การต่างประเทศของไทยจะประสานมิติความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทหารอย่างไร เพราะในบางบริบทอาจสวนทางกัน ซึ่งสีหศักดิ์ตอบว่า ไทยต้องมองความมั่นคงในองค์รวม ที่ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคงทางการเมือง ความมั่นคงทางการทหาร และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งการดำเนินนโยบายของกระทรวงจะตอบสนองต่อ Comprehensive Security หรือความมั่นคงที่ครอบคลุมทุกมิติ แต่ปัจจุบันความมั่นคงทางเศรษฐกิจมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราเห็นสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยตรง

 

ไทยในเรดาร์โลก และการแสดงความเห็นในประเด็นระหว่างประเทศ

 

ไทยพูดถึงการกลับสู่จอเรดาร์โลกมาระยะหนึ่งแล้ว หลังจากที่บทบาทไทยในเวทีโลกหายไปช่วงหนึ่ง แต่คำถามสำคัญคืออะไรคือตัวชี้วัดว่าไทยกลับมาแล้ว

 

นอกจากการที่ผู้นำต่างประเทศเชิญให้ผู้นำไทยไปเยือน หรือการที่ผู้นำประเทศสำคัญๆ เลือกเดินทางมาเยือนไทยแล้ว อีกตัวชี้วัดหนึ่งคือ การที่ประเทศอื่นให้ความสนใจต่อมุมมองของไทยและถามความเห็นไทยในประเด็นระหว่างประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับไทยด้วย

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum 9

 

การไปญี่ปุ่นรอบนี้ สื่อญี่ปุ่นมีการถามความเห็นจากไทยว่าคิดอย่างไรกับการที่จีนสนใจเข้าร่วมกรอบ CPTPP ด้วย ซึ่งคุณสีหศักดิ์กล่าวกับผมว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะบางครั้งเมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองขึ้น หากมีการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ก็อาจช่วยลดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศได้ อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่น่ากังวลคือ ปัจจุบันภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจมักไปในทางเดียวกัน ทว่าคุณสีหศักดิ์มองว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นผลประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เพราะทำให้เกิดความใกล้ชิดกันมากขึ้น

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือที่สมาคมผู้สื่อข่าวแห่งชาติญี่ปุ่น (JNPC) ผู้ร่วมประชุมได้ถามมุมมองรองนายกฯ ต่อกรณีที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจุดชนวนความตึงเครียดเรื่องไต้หวันกับจีน ซึ่งคุณสีหศักดิ์กล่าวกับผมว่า เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน เพราะจีนขีดเส้นเรื่องไต้หวันไว้ สำหรับไทยยังยึดมั่นในนโยบายจีนเดียว แต่ท่าทีไทยคืออยากเห็นการแก้ปัญหาไต้หวันโดยสันติวิธี

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum 10

 

รองนายกฯ มองว่า ปัญหาในปัจจุบัน คือจีนและญี่ปุ่นยังไม่มีความสัมพันธ์ที่มองไปสู่อนาคต แต่ยังเป็นความสัมพันธ์ที่ยึดโยงกับความขัดแย้งในอดีต สิ่งเหล่านี้จะกลับมาทำให้ความสัมพันธ์มีปัญหา โดยพื้นฐานสองชาตินี้ยังขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นเรื่องที่สองประเทศต้องคุยกัน ซึ่งจริงๆ แล้วมีหลายเรื่องที่สองประเทศสามารถร่วมมือกันได้ เช่น เรื่อง AI ที่จีนกับญี่ปุ่นสามารถร่วมมือกันในการกำหนดกติกาหรือระบบธรรมาภิบาล

 

กับคำถามว่า ไทยกลับสู่จอเรดาร์แล้วหรือไม่ คุณสีหศักดิ์ตอบว่า การกลับสู่จอเรดาร์แปลว่า ไทยอยากกลับมาแสดงบทบาทในเวทีโลกด้วย ซึ่งการที่ Nikkei เชิญไทยมาพูด มาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของเอเชีย หรือการที่รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นขอพบตน ในขณะที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมอื่นนั้น ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีเช่นกัน

 

ท้ายที่สุดแล้ว สัญญาณบวกจากเวที Nikkei Forum อาจเป็นเพียงก้าวแรกๆ ของการพาทัพการทูตไทยกลับสู่เรดาร์โลก แต่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือบททดสอบของจริง ทั้งปมร้อนชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน การรักษา ‘ความมีอิสระทางยุทธศาสตร์’ ท่ามกลางมหาอำนาจที่บีบให้เลือกข้าง และการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในประเทศ กับอีกโจทย์ท้าทายคือการพิสูจน์ว่าไทยพร้อมจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะร่วมขับเคลื่อนภูมิภาคให้ ‘คนเอเชียชนะไปด้วยกัน’ และนำพาประเทศก้าวผ่านมรสุมระเบียบโลกใหม่นี้ได้อย่างสง่างาม

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising