เทศกาลสงกรานต์นอกจากจะมีความสำคัญต่อประเทศในมิติสังคมวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นเทศกาลที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศให้คึกคัก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าช่วง 5 วันของเทศกาลปีนี้ (11–15 เมษายน 2569) สร้างรายได้ท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 500,000 คน และนักท่องเที่ยวไทยอีกกว่า 5.9 ล้านคน-ครั้ง
ในปีนี้ สยามพิวรรธน์เป็นหนึ่งกลไกสำคัญที่พิสูจน์ศักยภาพของ Festive Economy พิสูจน์จากยอดผู้เข้างานรวมทุกศูนย์การค้าในเครือช่วงวันที่ 10-15 เมษายน ทะลุ 3.27 ล้านคน เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน รวมถึงยอดใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มสมาชิกโต 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ Engagement ออนไลน์จากงานที่ไอคอนสยามแตะ 100 ล้านวิว สะท้อนบทบาทของสยามพิวรรธน์ในฐานะจุดหมายปลายทางของการฉลองปีใหม่ไทย ที่ส่งมอบประสบการณ์ระดับโลก (Global Experiential Destination)

ไอคอนสยาม: เปลี่ยนแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นเวทีระดับโลก
ไอคอนสยามคือหนึ่งหัวหอกของความสำเร็จ งาน ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN 2026 ดึงทราฟฟิกได้ 1.47 ล้านคนตลอด 6 วัน และยอดขายช่วงเทศกาลเติบโต 15% จากปีก่อน โดยการเติบโตเกิดขึ้นทั้งในกลุ่มลูกค้าไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติพร้อมกัน และมี Engagement บนโลกออนไลน์รวม 100 ล้านวิว
สิ่งที่ทำให้ไอคอนสยามแตกต่างจากงานสงกรานต์ทั่วไปคือการออกแบบประสบการณ์ที่ผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับความบันเทิงระดับสากล ตั้งแต่ไฮไลต์อย่าง Water Landmark ช้างพ่นน้ำขนาดยักษ์สูง 9 เมตร ที่เสริมความเป็นสิริมงคลด้วยน้ำมนต์จาก 9 วัดดัง ไปจนถึงกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกมิติทั้งความบันเทิง อาหาร ศิลปวัฒนธรรม และความเชื่อ งานนี้จึงไม่ได้ดึงดูดแค่คนที่อยากเล่นน้ำ แต่ยังดึงคนที่อยากสัมผัสประเพณีไทยแบบที่หาชมได้ยากในที่อื่น

สยาม: จุดหมายปลายทางกลางใจเมือง
ฝั่งใจกลางเมือง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ รวมทราฟฟิกได้ 1.8 ล้านคนตลอด 6 วัน แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือบริบทที่เกิดขึ้น เพราะสยามพิวรรธน์จับมือกับ PMCU และ MBK Group เปิดพื้นที่กว่า 2 ล้านตารางเมตรในย่านสยามให้กลายเป็น “Global Songkran Landmark” เชื่อมโยงทั้งย่านครอบคลุมตั้งแต่สยามสแควร์ไปจนถึงบรรทัดทอง ผสาน 7 โซนที่มอบประสบการณ์หลากหลาย
สยามพารากอนปีนี้ วางตัวเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกด้วยการจัดงาน “SIAM PARAGON SUMMERBEATS MUSIC FEST 2026” มหาสงกรานต์เฟสติวัลใจกลางกรุงเทพฯ ที่จัดขึ้นระหว่าง 10-15 เมษายน 2569 ที่ผสานประสบการณ์ทั้งแฟชั่น ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ระดับโลก พร้อมไฮไลต์ NEXTOPIA Culture of Tomorrow ที่ผสานวัฒนธรรมไทยกับนวัตกรรมผ่าน Crystal Pagoda จากวัสดุรีไซเคิล สะท้อนแนวคิด Circular Economy ขณะที่สยามเซ็นเตอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่ชูด้าน Creativity และ Identity ด้วยพื้นที่ Exploratorium และ Creative Carnival ที่ตอกย้ำว่า Retail ยุคใหม่คือประสบการณ์ที่มีความหมายระดับโลก

ปีนี้ สยามพารากอน ตอกย้ำความเป็น Global Destination จุดหมายปลายทางระดับโลกที่ครองใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ด้วยความสำเร็จอย่างงดงามของงาน “SIAM PARAGON SUMMERBEATS MUSIC FEST 2026” มหาสงกรานต์เฟสติวัลสุดยิ่งใหญ่ พร้อมตัวเลขที่บอกว่านี่คือธุรกิจ ไม่ใช่แค่งานเฉลิมฉลอง
เบื้องหลังความสนุกคือโครงสร้างเศรษฐกิจที่สยามพิวรรธน์ออกแบบมาอย่างตั้งใจ ระบบนิเวศในงานครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 10,000 รายในเครือ ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงแบรนด์ระดับโลก กระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างรายได้หมุนเวียนในวงกว้าง
เปรียบเทียบกับภาพรวมประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดการณ์รายได้ท่องเที่ยวทั่วประเทศช่วง 11–15 เมษายนไว้ที่ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ขณะที่ตัวเลขของสยามพิวรรธน์โตกว่าตลาดรวมเกือบ 5 เท่า ส่วนต่างนั้นคือหลักฐานว่าบริษัทไม่ได้แค่ได้อานิสงส์จากกระแสสงกรานต์ที่ดีขึ้น แต่สร้างแรงดึงดูดของตัวเองได้จริง
สยามพิวรรธน์ในฐานะแพลตฟอร์มขับเคลื่อน Festive Economy
เบื้องหลังตัวเลขที่น่าประทับใจคือการทำงานร่วมกันของพันธมิตรหลายฝ่าย ทั้งธนาคารกสิกรไทย พันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชนอีกหลายราย โดยมีสยามพิวรรธน์ทำหน้าที่เป็นแกนกลางที่เชื่อมทุกฝ่ายเข้าหากัน และแปลงความร่วมมือนั้นให้กลายเป็นระบบนิเวศเศรษฐกิจ ที่ผู้ประกอบการกว่า 10,000 รายในเครือ ตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงแบรนด์ระดับโลก ต่างได้รับประโยชน์จากทราฟฟิกและการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตลอด 6 วัน และผลกระทบนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ในศูนย์การค้า แต่กระจายออกไปสู่ธุรกิจโดยรอบในย่านด้วย
ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของสยามพิวรรธน์ในฐานะ Game Changer ที่ยกระดับเทศกาลไทยและส่งต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ จากงานเฉลิมฉลองตามฤดูกาลให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนทั่วโลกอยากมาเยือน

