แม้ตลาดสีเขียวของ เศรษฐกิจหมุนเวียน ไทย หรือ Circular Economy เติบโตมากกว่าตลาดโลก แต่การขับเคลื่อนยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ 6 ประการ เช่น กฎหมายไม่ครอบคลุมและรัฐทำงานแยกส่วน ซึ่งทำให้ไทยต้องแบกรับภาระความเสียหายจากปัญหาขยะสูงถึง 387,000 ล้านบาท และใช้งบฟื้นฟูอีก 114,000 ล้านบาท หากยังคงจัดการขยะแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม หากไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเต็มรูปแบบ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เทียบเท่า 1% ของ GDP และสร้างงานสีเขียวกว่า 160,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2573
Circular Economy เพิ่มทั้งโอกาสและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
- จุดเริ่มต้นต้องมองว่าขยะคือทรัพยากร ไม่ใช่ภาระ และต้องคิดให้ครอบคลุมตลอดการผลิต ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เพราะทุกระยะการดำเนินงานทำให้เกิดขยะ โดยต้องปรับกลยุทธ์เพื่อทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ด้วย
- ช่วยลดต้นทุน เพราะการหาวิธีการลดของเสียในกระบวนการผลิตและนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ เท่ากับเป็นการช่วยลดรายจ่ายหรือต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ
- สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ จากการมีรายได้ผ่านการบริการด้าน Product-as-a-Service (PaaS) เช่น บางธุรกิจเลือกหันมาเช่าแทนการซื้อขาดหรือลดค่าใช้จ่ายบริหารลงตามความจำเป็น เกิดธุรกิจการซ่อมแซมหรือการปรับสภาพแทน (Refurbish)
- ภาพลักษณ์ความยั่งยืน ซึ่งตอบโจทย์การบริโภคในยุคใหม่ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันระดับสากล
ปัญหาขยะในไทย
ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขยะ ในปี 2567 มีปริมาณขยะสูงถึง 27.2 ล้านตัน (เฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน) เป็นขยะอาหารถึง 10.24 ล้านตัน เมื่อเน่าเสียจะปล่อยก๊าซมีเทนที่ทำให้โลกร้อนกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า สวนทางกับการมีสถานที่กำจัดขยะในไทยเพียง 5 % ที่กำจัดได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่เหลือกว่า 95 % เป็นการฝังกลบหรือนำไปเผา ซึ่งก่อมลพิษต่อแหล่งน้ำและอากาศ
ปัจจุบันการจัดการขยะในไทยกว่า 74 % อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขณะที่การคัดแยกเพื่อใช้ประโยชน์ต่อมีเพียง 16 % เท่านั้น และเมื่อรวมการจัดการที่ต้นทางแล้วสามารถนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 34 % ของปริมาณทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งถูกนำไปกำจัดเป็นหลัก ขณะที่ภาคการผลิตและการบริโภคแทบไม่ถูกเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบหลังการใช้งานของสินค้าและบรรจุภัณฑ์แต่อย่างใด
หากไทยยังจัดการขยะเช่นเดิม ภาระความเสียหายอาจสูงถึง 387,000 ล้านบาท และส่งต่อผลกระทบไปยังคนรุ่นต่อไป และอาจต้องใช้งบฟื้นฟูสูงถึง 114,000 ล้านบาท ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการจัดการขยะมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้เพียง 2,800 ล้านบาท ส่วนต่างที่เหลือจึงต้องใช้งบประมาณแก้ไข

ข้อจำกัด Circular Economy ในไทย
- กฎหมายปัจจุบันยังยึดตามแนวคิดเศรษฐกิจเส้นตรง (Linear Economy) ที่การผลิตและการบริโภคยังขาดการคำนึงถึงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ผลิตเพื่อใช้ ทิ้ง เกินความจำเป็น ซึ่งหากกำจัดขยะในประเทศไม่เป็นระบบยิ่งทำให้สูญเสียทรัพยากรและก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
- ขาดกรอบและความชัดเจนของกฎหมายที่ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างครอบคลุม และสอดคล้องกับความต้องการผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างแท้จริง อีกทั้งไม่มีการกำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของแต่ละภาคส่วนอย่างเป็นระบบ แม้มีแผนงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะของประเทศ 2565–2570 แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก และโครงการถังขยะเปียกเพื่อลดโลกร้อนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมุ่งลดขยะอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทางเพื่อลดภาระการขนและกำจัด ยังถือว่าขาดกลไกการขับเคลื่อนที่รูปธรรม โดยเน้นเพียงความร่วมมือและสมัครใจของธุรกิจและผู้บริโภค
- ขาดเครื่องมือผลักดันให้เกิดความสำเร็จการทำเศรษฐกิจหมุนเวียน ปัจจุบันมีการจูงใจให้ผู้ประกอบการลดการใช้ขยะหรือการรีไซเคิล แต่เครื่องมือค่อนข้างจำกัด เช่น กรมสรรพากรออกกฎหมายให้บริษัทที่ซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ร้อยละ 25 ของรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ในพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 749 หรือ โครงการบ้านนี้ไม่เทรวม แยกขยะลดค่าธรรมเนียมของ กทม.
- ยังมีการทำงานแบบแยกส่วนโดยเฉพาะภาครัฐ เช่น ปัญหาขยะอยู่ที่กรมควบคุมมลพิษ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่ทำเรื่องนี้อยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม
- ไม่มีระบบจัดเก็บแบบรวมศูนย์ที่ทำให้ขยะยังปนเปื้อน หรือมีอัตราการคัดแยกขยะที่ต้นทางยังต่ำ
- ขาดข้อมูลหรือตัวเลขเศรษฐกิจที่นำไปสู่การติดตามและประเมินค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนจนนำไปสู่ภาพใหญ่ที่ชัดเจนได้ เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจนอกระบบอย่างกลุ่มซาเล้ง หรือมูลค่าตลาดการซ่อมแซมที่ช่วยยืดอายุผลิตภัณฑ์
ถึงเวลาดัน Circular Economy สร้างจีดีพีให้ประเทศ
ธนาคารโลกเคยประเมินไว้ว่า หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเต็มรูปแบบ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เทียบเท่า 1 % ของ จีดีพี และจะเกิดการสร้างงานสีเขียวกว่า 160,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 5 % ภายในปี 2573
วรรณา คล้ายสวน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) มองว่า Circular Economy อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 และดำเนินการมาเป็น 10 ปีแล้ว แต่ปัญหาคือ ยังมีข้อมูลไม่ครอบคลุมเพียงพอต่อการนำมาวางกรอบทำงานได้เต็มที่ เพราะขาดการติดตามและการประเมินผลภาพใหญ่ระดับประเทศ เช่น ตัวเลขจากภาคครัวเรือนที่มีการคัดแยกขยะและมีสร้างรายได้ กลุ่มร้านรับซื้อของเก่า ขณะที่ภาคเอกชนรายใหญ่มีนโยบายและการดำเนินงานเรื่องนี้ชัดเจน ส่วนข้อมูลที่ยังขาดไปนั้นจึงทำให้สามารถประเมินหรือเพิ่มมูลค่าที่จะส่งผลต่อจีดีพีของประเทศได้ยาก
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 (2571-2575) ที่กำลังดำเนินการมีธีมเน้นเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และความสามารถการแข่งขัน เบื้องต้นเน้นลดต้นทุนการใช้จ่ายและต้องเพิ่มจีดีพีจากเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ให้ได้ ลดการบริโภควัสดุในประเทศ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ขีดความสามารถของระบบนิเวศ
จาก Circular Economy สู่ Circular Carbon Economy
ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มองว่า การทำ Circular Economy ที่เดิมเน้นการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนโดยดูตั้งแต่แหล่งทรัพยากรและวัตถุดิบ เพื่อดำเนินตั้งแต่ Reduce Reuse Recycle แต่ปัจจุบันถ้าจะให้เพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้ ต้องรวมเรื่อง การบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation) การจัดการเรื่องพลังงานและคาร์บอนไปด้วย โดยใช้รูปแบบทั้ง Reduce Reuse Recycle + Remove
Green Product ไทยยังมีช่องให้โตอีกมาก
ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) อธิบายว่า Circular Economy ยังเป็นกลไกสนับสนุนภาคธุรกิจไทยได้อีกมาก จากปี 2558-2567 มูลค่าของตลาดสีเขียวโลกเติบโตมากถึง 5.03 % แต่เมื่อดูตลาดส่งออกสีเขียวของไทยกลับมีอัตราการเติบโตมากกว่าการเติบโตของโลก คือ สูงถึง 5.68 %
เท่ากับไทยยังมีช่องว่างและความสามารถเติบโตได้อีก แต่ต้องวางกลยุทธ์ให้ดีแบบสากล และต้องทำให้ผู้ประกอบการสามารถไปอยู่ตรงนั้นได้

ไทยยังมีโอกาสด้านการนำวัตถุดิบที่ได้จากการนำวัสดุเหลือใช้ของเสีย ขวดพลาสติกและเศษโลหะมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล เพื่อป้อนกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ (Secondary Raw Material หรือ SRM) กับ Green Market เพราะพบว่า ไทยมีการเติบโตของตลาด SRM ถึง 16.41 % ซึ่งสูงกว่าตลาดสีเขียวโลกที่ระดับ 13.76 % ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก 3 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจพลาสติก โลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ วัสดุก่อสร้างและวัสดุจากการรื้อถอน
“หัวใจสำคัญการทำ Circular Economy คือ SRM และผู้ประกอบการที่ต้องมีการเริ่มปรับมุมมองและกระบวนการทำงาน ที่สำคัญคือ ต้องทำให้เกิดเป็นระบบนิเวศนี้ให้ได้ เพราะถ้าจะทำ Green Market ก็ต้องสอดคล้องกับ Green Supply Chain เพราะการทำเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้อยู่แต่ผลิตภัณฑ์เดียวแต่สามารถข้ามระหว่างเซ็กเตอร์ไปได้ในหลายผลิตภัณฑ์ รวมถึงต้องมี Green Transformation ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพราะการทำเศรษฐกิจหมุนเวียนนั้นอยู่ในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ”
กรณีตัวอย่าง 2 ธุรกิจ ดึง Circular Economy เป็นกลยุทธ์
- บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน)
ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างหลังคา กระเบื้อง ผนัง อิฐมวลเบา ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 1.4 ล้านตันต่อปี เดิมใช้ทรัพยากรธรรมชาติทั้งจากซีเมนต์และทรายปีละ 8 แสนตัน ตั้งแต่ปี 2560 นำเศรษฐกิจหมุนเวียนปรับมาเป็นกลยุทธ์การทำธุรกิจจริงจัง พร้อมเชื่อมโยงทั้งนวัตกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงด้านพลังงานและคาร์บอนฟุตพรินต์ รวมถึงเน้นการผลิตรูปแบบใหม่ที่เน้นการออกแบบอย่างยั่งยืน
ปี 2562-2568 ใช้งบลงทุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งหมด 198 ล้านบาท สำหรับ 16 โครงการ จนสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีให้บริษัทได้ถึง 35 ล้านบาท โดย 7 ปีล่าสุด สามารถนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ถึง 2.11 แสนตัน เท่ากับลดปริมาณการใช้ทรายไป อีกทั้งยังลดคาร์บอนได้ลงไป 24 % เมื่อเทียบกับปี 2567
บริษัทใช้ทั้ง Recycle Reuse เช่น เริ่มเช่าพาเลตสำหรับการบรรจุอิฐมวลเบาหรือบรรจุไม้ฝา แทนการซื้อและซ่อมซึ่งเดิมใช้งบเฉลี่ยปีละ 70 ล้านบาท พร้อมปรับการผลิตนำไอน้ำจากที่เคยปล่อยทิ้งกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ รวมถึงการปรับวิธีการออกแบบกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืนด้วยการสั่งเครื่องจักรใช้ผลิตอิฐมวลใหม่จนเป็น Zero Waste แถมยังเอาขยะจากโรงงานอื่นมาใช้ประโยชน์ได้เพิ่มอีกด้วย พร้อมกับแนะนำให้คู่ค้านำเศษจากการรื้อถอนหรือก่อสร้างมาใช้ซ้ำได้ ผลที่ได้นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว ที่สำคัญคือได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงินหลายแห่งที่พร้อมเสนออัตราดอกเบี้ยจากการที่ผลิตสินค้าเป็น Green Product ได้

- บริษัท เซอร์คิวลาร์ริตี จำกัด หรือ Nornnorn
ธุรกิจเครื่องนอนดำเนินการ 95 ปี และกำลังเข้าสู่เจเนเรชัน 4 พบปัญหาว่า มีคนอยากใช้ที่นอนดีแต่ไม่สามารถจ่ายไหวและสุดท้ายมักจบด้วยการแอบทิ้งที่นอนตามที่ฝังกลบและตามแหล่งน้ำต่างๆ และยังไม่มีการรีไซเคิลอย่างจริงจัง เพราะมีต้นทุนที่สูง จากตัวเลขทั่วโลกพบว่า มีที่นอนที่ถูกทิ้ง 150 ล้านชิ้น/ปี ส่วนไทยประเมินไว้ที่ 5-7 ล้านชิ้น/ปี
จึงนำแนวคิด Circular Economy แบบ Product-as-a-Service (PaaS) มาดำเนินธุรกิจ คือ แทนที่คนซื้อสินค้ามาแล้วทิ้ง เปลี่ยนเป็นเช่าระยะยาวเป็นรายเดือนทำให้ไม่ต้องเสียเงินก้อน เมื่อใช้เสร็จแล้วสามารถคืนได้ฟรี โดยทางบริษัทจะนำไปสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ตั้งแต่ ผ้าหุ้มที่นอนด้านนอกรีไซเคิลหลายอย่าง เช่น ไส้กรองน้ำมันอุตสาหกรรม ฟองน้ำรีไซเคิลเป็นสิ่งที่นำไปใช้ต่อในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วนโครงสปริงที่เป็นโลหะสามารถหลอมเป็นโลหะใหม่
มีการประเมินผลทางสิ่งแวดล้อมด้วยเทคนิคจาก Life Cycle Assessment (LCA) พบว่า สามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 31 % ลดการเกิดมลพิษทางอากาศ หรือ PM 2.5 ถึง 28 % และยังลดการเกิดสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ 24 % การมีผลประเมินที่สามารถยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นเป็นเรื่องสำคัญในยุคปัจจุบัน เพราะสามารถช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาว
ปัจจุบันถือเป็นสตาร์ตอัปที่มีธุรกิจเกี่ยวข้อง 3 รูปแบบคือ อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค และ กรีน-เทค เพราะมีการใช้เครื่องมือทางการเงินโดยการออกหุ้นกู้สีเขียว ผ่านการอนุมัติของสำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปี 2564 และมีการพัฒนาออก Digital Investment Token ปี 2567 โดยเงินที่ได้นำไปลงทุนซื้อที่นอนและนำไปวิจัยและพัฒนาธุรกิจต่อ ปัจจุบันดำเนินธุรกิจ 2 ประเทศคือไทยและอินโดนีเซีย และเตรียมแผนสเกลอัปไตรมาส 4 ปี 2569
ภาพ: Lvivjanochka Photo / Shutterstock
อ้างอิง:

