เปิดรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง ‘แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย’ โดยคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่ได้มีข้อเสนอแนะแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย 5 แนวทางหลัก
โดยข้อเสนอเหล่านี้มุ่งหวังว่าจะบรรลุเป้าหมายการปรับโครงสร้างภาษี ได้แก่ (1) สร้างความเป็นธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข็งขัน (2) ลดความเสี่ยงฐานะการคลัง (ทั้งการขาดดุลงบประมาณ แลัรายจ่ายสังคมสูงอายุ) (3) ขยายฐานภาษีโดยการสร้างแรงจูงใจให้ผู้มีรายได้ทุกคน ต้องเข้าสู่ระบบและยื่นแบบเสียภาษี (4) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมไปถึง (5) ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล
1.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายภาพรวม
- ใช้เทคโนโลยี AI: นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงในการหลบเลี่ยงภาษี เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และเพิ่มความโปร่งใส
- ปรับโครงสร้างองค์กรจัดเก็บภาษี: เสนอให้ยกระดับกรมสรรพากรเป็น ‘องค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ’ ที่มีความเป็นอิสระ มีคณะกรรมการบริหารงานเอง เพื่อลดการแทรกแซงทางการเมือง
- ขยายอายุเกษียณ: ขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 65 ปี ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อรักษากำลังแรงงานไว้รองรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอด พร้อมทั้งให้มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานกลุ่มผู้สูงอายุ
2. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานรายได้ (Income Base)
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ให้บังคับให้ผู้มีรายได้ทุกคนต้อง ‘ขึ้นทะเบียนและยื่นแบบเสียภาษี’ แม้รายได้จะไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีก็ตาม เพื่อให้รัฐมีฐานข้อมูลสำหรับการจัดสวัสดิการ
- เพิ่มค่าลดหย่อนบุตรและกองทุนการออม: เสนอเพิ่มค่าลดหย่อนบุตรเป็นคนละ 500,000 บาท (ไม่จำกัดจำนวนบุตร) จากเดิมคนละ 30,000 บาท เพื่อจูงใจให้คนมีบุตรเพิ่มขึ้น และเสนอให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล ได้แก่ กองทุนการออมสําหรับบุตรหลานสัญชาติไทย (Junior Fund) และกองทุนการออมสําหรับบิดา-มารดา (Parent Fund)
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และ อีคอมเมิร์ซ:ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 2% จากยอดขายของร้านค้าออนไลน์ นอกจากนี้ยังเสนอให้ผู้ที่ได้รับเงินปันผลเกิน 10 ล้านบาท ต้องนำมาคำนวณภาษีในอัตราก้าวหน้า
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล: ยกเว้นภาษี 3 ปีแรกให้ธุรกิจ Start-up ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติในอัตรามาตรฐาน 20% ของกําไรสุทธิ โดยเน้นไปที่ธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (เช่น TikTok, eBay และ Alibaba) ที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการแก่คนไทย การจัดเก็บนี้ต้องมีผลบังคับใช้ไม่ว่าธุรกิจเหล่านั้นจะมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทยและป้องกันการสูญเสียรายได้ของรัฐ
- การบังคับใช้อัตราภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) ที่ 15% พร้อมแนะให้นำรายได้ภาษีไปตั้งกองทุนเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
3. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค (Consumption Base)
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): เสนอให้ทยอยปรับขึ้น VAT เป็นขั้นบันไดจาก 7% เป็น 10% แบบขั้นบันได พร้อมมีมาตรการบรรเทาผลกระทบ ควบคู่ไป เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สวัสดิการผู้สูงอายุ ผู้พิการ เงินออมสะสมของผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
- ให้มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบ: โดยยกเลิกการยกเว้น VAT สำหรับธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้ทุกธุรกิจเข้าสู่ระบบ และส่งเสริมระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) พร้อมทำ ‘ลอตเตอรี่ใบเสร็จ’ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเรียกขอใบเสร็จรับเงิน
- เสนอให้จัดเก็บภาษีขายหุ้น (0.05% – 0.1%) ไม่ว่าการขายนั้นจะได้กำไรหรือขาดทุนก็ตาม โดยมีแผนการจัดเก็บแบบขั้นบันได เสนอให้จัดเก็บในอัตรา 0.05% ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้รัฐราว 10,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2572 ก่อนปรับเพิ่มเป็นอัตรา 0.1% ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มเป็น 20,000 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2573 เป็นต้นไป
- ให้ศึกษาการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ: ทั้งแบบการซื้อขายทองคำจริง (Physical Gold) ที่ใช้เงินบาทชำระ เพื่อลดแรงหนุนจากการส่งออกทองคำ ที่เป็นต้นเหตุทำให้เงินบาทแข็งค่าและผันผวน และแบบกระดาษ (Paper Gold) และผ่านแพลตฟอร์ม
- ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ: จัดเก็บภาษีคนไทยและชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในไทย 1,000 บาทต่อคน สำหรับทางอากาศ และ 500 บาท สำหรับทางบกหรือเรือ
- ภาษีเพื่อสุขภาพ: เช่น ภาษีสุรา ภาษียาสูบ ภาษีควาความหวาน ภาษีโซเดียม ภาษีของทอด และไขมันทรานส์
- ภาษีสิ่งแวดล้อม: ผ่านการแก้ไขอุปสรรคทางกฎหมายของกรมสรรพสามิต ในนิยามคำว่า “สินค้า และ บริการ” ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ยังมีข้อจำกัดที่ ‘ไม่’ ครอบคลุมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น
4. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน (Wealth Base)
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: ปรับลดเพดานการยกเว้นภาษีสำหรับบ้านหลังหลัก จากเดิม 50 ล้านบาท ให้เหลือเพียง 10-20 ล้านบาท และจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างให้สูงขึ้นเพื่อบีบให้นำมาทำประโยชน์สาธารณะ เป็นต้น
- ภาษีการรับมรดก: ทบทวนปรับลดเพดานมูลค่ากองมรดกที่ได้รับการยกเว้น (ปัจจุบันยกเว้น 100 ล้านบาทแรก) ให้เหมาะสมขึ้น และเปลี่ยนจุดที่ต้องเสียภาษีเป็นภายใน 150 วัน นับจาก ‘วันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต’ เป็นต้น
- ภาษีป้าย: ขยายการเก็บภาษีป้ายให้ครอบคลุมถึงป้ายนอกอาคารที่ไม่ได้ใช้เพื่อการค้าด้วย เช่น ป้ายหาเสียงนักการเมือง ป้ายอวยพรเทศกาล เป็นต้น
5. ข้อเสนอแนะภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น
- ภาษีบ้านเกิด (Home Town Tax): ศึกษาแนวทางให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกจ่ายหรือบริจาคเงินภาษีของตนเองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนเองต้องการได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของแต่ละท้องถิ่น
- เพิ่มอิสระทางการคลังให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมรูปแบบใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งให้มีคณะกรรมการวินัยการคลังของท้องถิ่นเพื่อกำกับดูแล เป็นต้น
วันนี้ (20 เมษายน) เมื่อเวลา13.30 น. ที่รัฐสภา น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจวุฒิสภา เสนอเพิ่ม VAT ปรับโครงสร้างภาษีเพิ่มเป็น 10 % ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของวุฒิสภา คนที่มีหน้าที่ว่าจะปรับภาษีขึ้นเท่าไหร่คือรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องเสนอมาแล้วเราจะมาตรวจดูว่าถูกต้อง และประชาชนพึงพอใจหรือไม่ ซึ่งความเห็นส่วนตัวเห็นว่าควรจะลดภาษีไปก่อน เพราะตอนนี้ประชาชน ไม่ค่อยมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยคนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า และทุกที่ในโลกก็ใช้วิธีการลดภาษีน้ำมันแพงก็ลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งญี่ปุ่นก็ลดภาษีที่เกี่ยวข้องให้เห็นแล้ว เพื่อให้ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปาก และจับจ่ายใช้สอยได้บ้าง
“ทุกอย่างขึ้นหมดยกเว้นค่าแรง เป็นสิ่งที่ประชาชนกำลังเผชิญหน้าอยู่ ดังนั้นขอให้มองเห็นหัวสว. ที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจบ้าง เพราะพวกเราก็ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ จึงอยากให้สว. เสียงข้างมาก อย่าลำพองใจเหมือนเช่นเคย“ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าว
ภาพ: Jack_the_sparow / Shutterstock
อ้างอิง:

