×

กมธ.ทหาร ลงพื้นที่นราธิวาสสางปมยิง ‘ซอและ’ ด้านกองทัพเปิดข้อมูล ฮ. AS550 ชี้แจง ยืนยันบินลาดตระเวนไร้อาวุธ มั่นใจ 100% ไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่

โดย THE STANDARD TEAM
31.08.2026
  • LOADING...
คณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุยิงที่นราธิวาส ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร

วันนี้ (31 สิงหาคม) เอกราช อุดมอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย น.ท. กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ รองประธานคนที่ 1, ราเชน ตระกูลเวียง กรรมาธิการ และรอมฎอน ปันจอร์ คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ นำคณะลงพื้นที่เข้าพบหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่ ค่ายกัลยาณิวัฒนา อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ซอและ ดอเลาะ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ อ.จะแนะ เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าอาจเป็นการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่

 

การหารือในครั้งนี้มี พล.ต. ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส มอบหมายให้ พ.อ. อาณัติ ดำนงค์ รองผู้บังคับหน่วยฯ พร้อมด้วยนายทหารฝ่ายยุทธการ และ พ.อ. ภาสกร บูรณวณิช รองเลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมชี้แจง โดยมีตัวแทนสื่อมวลชนจากหลายสำนักเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

 

ประเด็นสำคัญที่มีการตั้งข้อสังเกตคือ ‘การใช้เฮลิคอปเตอร์’ ในคืนเกิดเหตุ ฝ่ายยุทธการ ฉก.นราธิวาส ชี้แจงว่า ในคืนดังกล่าวมีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้นถึง 62 จุด รวมถึงการเผา อบต.บองอ ทางหน่วยจึงมีคำสั่งเร่งด่วนให้นำเฮลิคอปเตอร์รุ่น AS550 ขึ้นบินเพื่อลาดตระเวน ยืนยันเป้าหมาย และสนับสนุนกำลังภาคพื้นดิน โดยเปรียบเทียบว่ามีบทบาทเสมือน ‘โดรน’ ที่ใช้ตรวจการณ์แจ้งเตือนเท่านั้น

 

กองทัพยืนยันว่า ฮ. ลำดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ 4 นาย (นักบิน 2, ช่างเครื่อง 1, ฝ่ายปฏิบัติการ 1) โดยทั้งหมดไม่มีการพกพาอาวุธประจำกายและไม่มีการติดตั้งอาวุธบนเครื่อง ซึ่งเป็นไปตามกฎการบินอย่างเคร่งครัด อีกทั้งลักษณะการบินในคืนนั้นเป็นการบินเกาะเส้นทางถนนเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากทัศนวิสัยต่ำและมีเมฆฝน โดยรักษาระดับความสูงที่ 800 ฟุต (ประมาณ 300 เมตร เทียบเท่าตึกมหานคร) ซึ่งในระดับความสูงและความมืดดังกล่าว เป็นไปไม่ได้ที่จะมองเห็นบุคคลหรือรถจักรยานยนต์ด้านล่างเพื่อทำการล็อกเป้าหมาย

 

กมธ.ทหาร ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อต้องการเป็นคนกลางในการค้นหาความจริง เนื่องจากข้อมูลของฝ่ายเจ้าหน้าที่และชาวบ้านยังคงมีความขัดแย้งกัน การนำภาพหรือหลักฐานมาเปิดเผยให้ชัดเจนว่าไม่มีอาวุธบน ฮ. จริง จะช่วยคลี่คลายความสงสัยของสังคมได้ เพราะหากตำรวจไม่สามารถหาข้อสรุปได้ สังคมจะพุ่งเป้ามาที่กองทัพ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ

 

ด้านราเชน กรรมาธิการ ได้เน้นย้ำถึงข้อสงสัยเรื่องวิถีกระสุนในที่เกิดเหตุ ซึ่งทาง รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส ระบุว่า ไม่อยากให้เกิดการชี้นำผ่านโซเชียลมีเดียจนเกินขอบเขต เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและเข้าดูแลผู้บาดเจ็บมาโดยตลอด การด่วนสรุปอาจสร้างความเสียหายต่อการทำงานของหน่วยได้

 

พ.อ. ภาสกร บูรณวณิช รองเลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว กองทัพพร้อมให้ความร่วมมือในการพิสูจน์หลักฐาน โดยตั้งข้อสังเกตถึงรอยแผลของผู้บาดเจ็บที่มีขนาด 1 ซม. ว่าสอดคล้องกับกระสุนขนาด 5.56 มม. หรือไม่ รวมถึงการพบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุ ซึ่งอาวุธชนิดนี้ไม่ได้มีเพียงฝ่ายเจ้าหน้าที่เท่านั้นที่ครอบครอง

 

“หากถามผมว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่ายิงจาก ฮ. ผมมั่นใจ 100% ว่าไม่ใช่เลย แต่หากกระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ออกมาว่าเจ้าหน้าที่ผิดจริง ฉก.นราธิวาส โดนลงโทษแน่นอน ทั้งทางวินัยและอาญา ทางแม่ทัพภาคที่ 4 และ ผบ.ทบ. จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดไม่มีละเว้น” พ.อ. ภาสกร กล่าว

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising